โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ยื่นภาษี 2567 รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี เช็กเลย !

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ม.ค. 2567 เวลา 11.12 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. 2567 เวลา 10.51 น.

ยื่นภาษี 2567 มีรายได้เท่าไหร่ถึงต้องเสียภาษี พร้อมวิธีคำนวณภาษีที่ต้องจ่าย เช็กได้เลย

วันที่ 15 มกราคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่กรมสรรพากร เปิดให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2566 ที่ต้องยื่นช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. 2567 และหากยื่นผ่านออนไลน์เว็บไซต์ของกรมสรรพากร www.rd.go.th ให้ถึงวันที่ 9 เม.ย. 2567 ทั้งนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมข้อมูลยื่นภาษีปี 2567 ใครบ้างที่มีหน้าที่ยื่นแบบเสียภาษี รายได้เท่าไรถึงเสียภาษี พร้อมวิธีคำนวณภาษี ดังนี้

ใครบ้างต้องยื่นภาษี

กำหนดให้ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปี ต้องมีหน้าที่ต้องยื่นภาษีเงินได้ ต่อเมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด โดยการยื่นภาษี ไม่ได้หมายความว่าจะต้องจ่ายภาษีเสมอไป โดยมีเหตุผลดังนี้

กรณีการยื่นภาษี เป็นเพียงการแสดงรายได้ที่ได้รับมาตลอดทั้งปี โดยการยื่นภาษีจะอยู่ในช่วงเดือนมกราคม -มีนาคม ของทุกปี หากเป็นผู้ที่มีรายได้จากงานประจำอย่างเดียว และเป็นผู้มีฐานเงินเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ไม่ต้องยื่นภาษี โดยมีการกำหนดขอบเขตของรายได้ที่ต้องยื่นภาษีและต้องเสียภาษี ไว้ดังนี้

  • เงินเดือนไม่เกิน 26,583.33 บาท ต้องยื่นภาษี แต่ไม่ต้องเสียภาษี
  • เงินเดือนมากกว่า 26,583.33 บาท ต้องยื่นภาษี และต้องเสียภาษี
  • กรณีที่มีเงินเดือนไม่เกิน 25,833.33 บาท และไม่ได้จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ต้องยื่นภาษีแต่ไม่ต้องเสียภาษี
  • กรณีที่มีเงินเดือนเกิน 25,833.33 บาท และจ่ายเงินสมทบประกันสังคม ต้องยื่นภาษีและเสียภาษี

กรณีการเสียภาษี เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ จะเสียภาษีก็ต่อเมื่อมีเงินได้สุทธิเกิน 150,000 บาท เท่านั้น

วิธีคำนวณเงินได้สุทธิ

การคำนวณหา “เงินได้สุทธิ” ที่ต้องเสียภาษี ต้องนำเงินได้พึงประเมินทุกประเภทรวมกันตลอดปีภาษี หักด้วยค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ตามสูตร ดังนี้

เงินได้สุทธิตลอดทั้งปี=ค่าใช้จ่ายส่วนตัว-ค่าลดหย่อนส่วนตัว-ค่าลดหย่อนเงินสมทบประกันสังคม=เงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษี

ตัวอย่าง เช่น : นายเอ รายได้ทั้งปี 500,000 บาท ค่าใช้จ่าย 100,000 บาท, ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท, ลดหย่อนเงินสมทบประกันสังคม 9,000 บาท

เงินได้สุทธิ : 500,000-100,000-60,000-9,000=331,000 บาท

เทียบอัตราภาษีเงินได้

จากนั้น นำเงินได้สุทธิ เทียบกับอัตราภาษีเงินได้ ตามขั้นบันได (อัตราภาษีก้าวหน้าตั้งแต่ 5-35%) แล้วนำเงินได้สุทธิ คูณกับอัตราภาษีแต่ละขั้น เพื่อหาว่าต้องจ่ายภาษีเท่าไร

หมายความว่า ผู้ที่มีเงินเดือนไม่เกิน 26,583 บาท และไม่มีรายได้ส่วนอื่น ๆ ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเมื่อรวมรายได้ทั้งปีจะไม่เกิน 310,000 บาท หลังจากหักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท ค่าลดหย่อนส่วนบุคคล 60,000 บาท และ เงินสมทบประกันสังคม 9,000 บาท จะเหลือเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท

แต่หากรายได้เกินกว่านี้ จะเสียภาษีในอัตราภาษีเงินได้ดังนี้

  • เงินได้สุทธิ 0-150,000 ได้รับการยกเว้น
  • เงินได้สุทธิ 150,001-300,000 บาท อัตราภาษี 5%
  • เงินได้สุทธิ 300,001-500,000 บาท อัตราภาษี 10%
  • เงินได้สุทธิ 500,001-750,000 บาท อัตราภาษี 15%
  • เงินได้สุทธิ 750,001-1,000,000 บาท อัตราภาษี 20%
  • เงินได้สุทธิ 1,000,001-2,000,000 บาท อัตราภาษี 25%
  • เงินได้สุทธิ 2,000,001-5,000,000 บาท อัตราภาษี 30%
  • เงินได้สุทธิ 5,000,000 บาทขึ้นไป อัตราภาษี 35%

โดยนายเอจะอยู่ระหว่างฐาน 300,001-500,000 บาท อัตราภาษี 10% สูตรคำนวณภาษีที่ต้องจ่าย ได้แก่

ภาษีที่ต้องจ่าย = (เงินได้สุทธิ – เงินได้สุทธิสูงสุดของขั้นก่อนหน้า) x อัตราภาษี + ภาษีขั้นบันไดก่อนหน้าสูงสุด : (331,000 – 300,000) x 10% + 7,500 บาท

โดยสรุปภาษีที่นายเอต้องจ่าย = 10,600 บาท

ทั้งนี้ ค่าภาษีตามฐานเงินเดือนตามข้างต้น คิดจากค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และเงินประกันสังคม 9,000 บาทเท่านั้น หากคุณมีสิทธิลดหย่อนภาษีอื่น ๆ เพิ่มเติม ค่าภาษีที่ต้องจ่ายก็อาจจะลดลง รวมถึงโอกาสได้รับเงินคืนภาษีก็จะมากขึ้นอีก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยื่นภาษี 2567 รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี เช็กเลย !

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...