โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เหตุใด "พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ" ถึงขั้นคิดนำพระบรมศพ "พระเจ้าท้ายสระ" ทิ้งน้ำ!?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 21 ธ.ค. 2566 เวลา 05.55 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2566 เวลา 04.01 น.
สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ พระเจ้าท้ายสระ ขุนหลวงท้ายสระ พระมหากษัตริย์ กรุงศรีอยุธยา รับบทโดย เกรท วรินทร ละคร พรหมลิขิต โปรดเสวย ปลาตะเพียน

เหตุใด พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จัดงานพระบรมศพ พระเจ้าท้ายสระ พระมหากษัตริย์ “กรุงศรีอยุธยา” พระองค์ก่อนหน้า ไม่สมพระเกียรติ ทั้งที่เป็นพี่น้องกัน ทั้งยังถึงขั้นจะนำพระบรมศพทิ้งน้ำ!

งานพระเมรุมาศ และ พระเมรุ มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อส่งเจ้านายพระองค์ที่ล่วงลับเสด็จสู่สวรรคาลัย แต่กระนั้นก็มีเหตุขัดข้องในการจัดงาน ซึ่งกระทบต่อพระเกียรติยศอยู่เสมอ ปรากฏหลักฐานในสมัยกรุงศรีอยุธยา จวบจนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีความขัดแย้งถึงกับประกาศ “ไม่เผาผี” อย่างในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็เช่น กรณี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และ สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ

ใคร “ไม่เผาผี” ใคร? อะไรเป็นเหตุ?

ผศ. ดร. นนทพร อยู่มั่งมี อธิบายเรื่องนี้ไว้ในบทความ “‘พระโกษฐลั่นยินแสยงพอแจ้งเหตุ’ : การ ‘ไม่เผาผี’ ในงานพระเมรุวังหน้า สมัยรัชกาลที่ 1” (ศิลปวัฒนธรรม, พฤศจิกายน 2551) ว่า ก่อนจะ “ไม่เผาผี” จะต้องมีการ “เผาผี” ก่อนเสมอ ทั้ง 2 คำนี้เป็นภาษาพูดหรือภาษาปาก ที่แสดงการรับรู้เกี่ยวกับพิธีศพในสังคมไทย ซึ่งมีความหมายดังนี้

เผาผี, ปลงศพ คือ ทำให้ซากศพคนตายถูกไฟไหม้เป็นเถ้าไป, คนเอาศพวางลง แล้วเอาฟืนใส่เข้า เอาไฟใส่เข้าให้ไหม้นั้น [1]

ไม่เผาผี เป็นสำนวน หมายถึง คำประกาศตัดญาติขาดมิตรโดยหมายว่า แม้ผู้นั้นจะตายแล้วก็ไม่ให้อภัย [2]

ความหมายของคำ เผาผี เป็นการบอกวิธีการเผาศพอย่างสามัญ ที่ปฏิบัติกันตั้งแต่ราษฎรไปจนถึงเจ้านาย เป็นคำกลางๆ ที่เข้าใจโดยทั่วไป ส่วนคำ ไม่เผาผี มีความหมายในเชิงความสัมพันธ์ทางสังคม เพราะงานศพเป็นโอกาสสุดท้าย ที่ญาติมิตรจะแสดงความไว้อาลัย หรือขออโหสิกรรมต่อผู้ล่วงลับ ไม่ว่ายามเมื่อยังมีชีวิตจะขัดแย้งมากน้อยเพียงไรก็ตาม

การไม่เผาผี จึงเป็นมาตรการลงโทษทางสังคม หรือจากเครือญาติขั้นรุนแรงที่สุด

การผลัดแผ่นดินของพระมหากษัตริย์สมัย กรุงศรีอยุธยา มีทั้งวิธีสืบราชสมบัติและแย่งชิงราชสมบัติ หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า การปราบดาภิเษก พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยามี 34 พระองค์ ผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน 33 ครั้ง ด้วยวิธีการสืบราชสมบัติ 21 ครั้ง และวิธีการชิงราชสมบัติ 12 ครั้ง

เมื่อถึงคราวผลัดเปลี่ยนแผ่นดินแต่ละครั้ง ลูกต่างแม่ น้องชาย พี่ชาย มักก่อเหตุแย่งชิงบัลลังก์จากพระมหากษัตริย์ผู้เป็นลูกชาย ซึ่งสืบต่อราชสมบัติ ด้วยวิธีการนำกองกำลังที่ตนมีอยู่เข้าแย่งชิงราชสมบัติ เกิดการต่อสู้รบพุ่งจนเสียชีวิตเลือดเนื้อไพร่พลทั้ง 2 ฝ่าย เมื่อฝ่ายแย่งชิงได้ชัยชนะ เสนาบดีมุขอำมาตย์จึงตั้งพิธีการปราบดาภิเษก [3]

เจ้านายฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำ มักจบลงที่การถูกสำเร็จโทษอาจจะด้วยท่อนจันทน์ หรือวิธีอื่นๆ ตามแต่ผู้มีชัยจะเห็นสมควร ซึ่งพิธีศพมักจะไม่ถูกกล่าวถึง แต่สันนิษฐานว่า พระศพของเจ้านายจะถูกฝังในบริเวณที่เรียกว่า โคกพระยา หรือหากมีการจัดงานถวายก็คงเป็นแบบเรียบง่ายที่สุด

ในบางครั้งมีการจัดงานพระบรมศพหรือพระศพ แต่ก็พบว่าไม่ถูกต้องตามแบบแผนพระราชพิธี อันถือเป็นการลดพระเกียรติยศ เช่นคราวที่ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงจัดการ พระบรมศพพระเจ้าท้ายสระ

เรื่องมีอยู่ว่า พระเจ้าท้ายสระ ทรงแต่งตั้ง “เจ้าฟ้าพร” พระอนุชา ให้เป็นวังหน้า ซึ่งมีนัยหมายถึงการเป็นว่าที่กษัตริย์องค์ต่อไป แต่พอถึงปลายรัชกาล พระองค์กลับมอบราชสมบัติให้ “เจ้าฟ้าอภัย”พระราชโอรสองค์ที่ 2 ของพระองค์ เจ้าฟ้าอภัยได้ขึ้นราชาภิเษก ทำให้วังหน้าไม่พอพระทัย กลายเป็นศึกกลางเมือง

ท้ายสุด เจ้าฟ้าพรเป็นฝ่ายชนะ ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แต่เหตุการณ์ที่พระเจ้าท้ายสระทรงกระทำกับพระองค์ยังฝังอยู่ในพระราชหฤทัย เมื่อต้องจัดการพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ก่อน พระราชพงศาวดารได้บันทึกว่า

“ทรงพระกรุณาตรัสว่า จะเอาพระบรมศพทิ้งน้ำเสีย ไม่เผาแล้ว พระยาราชนายกว่าที่กระลาโหมนั้น กราบทูลเป็นหลายครั้ง พระเจ้าอยู่หัวจึงให้ทำพระเมรุขนาดน้อย ขื่อห้าวาสองศอก ถวายพระเพลิงตามประเพณี” [4]

ข้อความข้างต้นบ่งชี้ว่า หากเจ้านายเป็นศัตรูทางการเมือง จะไม่มีการจัดงานพระบรมศพหรือพระศพ ซึ่งรวมถึงกรณีสำเร็จโทษเจ้านายด้วย แต่กรณีนี้การที่ทรงจัดพระเมรุขนาดน้อยถวาย นับว่าผิดแบบแผนงานพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ เพราะถ้าจัดอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว จะต้องเป็น พระเมรุขนาดใหญ่ หรือ พระเมรุเอก ใช้ขื่อยาว 7 วา [5]

และอาจถือได้ว่า เป็นครั้งแรกที่เจ้านายประกาศ “ไม่เผาผี” ด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งจะมีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ในสมัยต่อมา

อ่านเพิ่มเติม:

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] แดนบีช แบรดเลย์. อักขราภิธานศรับท์. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2514), น. 432.

[2] พจนานุกรมฉบับมติชน. (กรุงเทพฯ : มติชน, 2547), น. 696.

[3] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, บรรณาธิการ. อยุธยา : Discovering Ayutthaya. พิมพ์ครั้งที่ 5. (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโตโยต้าแห่งประเทศไทย และมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2550), น. 242-243, 246.

[4] พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์เจ้ากรม (จาด) และ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), พิมพ์ครั้งที่ 2. (กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2543), น. 238.

[5] คำให้การขุนหลวงหาวัด, พิมพ์ครั้งที่ 1. (นนทบุรี : โครงการเลือกสรรหนังสือมหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช, 2547), น. 227.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 ธันวาคม 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...