ทะลุมิติทั้งครอบครัว
ข้อมูลเบื้องต้น
ทะลุมิติทั้งครอบครัว
นิยายจีนโบราณ-คอเมดี้ ที่ตัวเอกทั้งครอบครัวต้องมาฟันฝ่าอุปสรรคในยุคโบราณที่ไร้ซึ่งเทคโนโลยี
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งกลับพบว่าตนเองอยู่ในยุคสมัยที่ไม่เคยคุ้น สิ่งรอบกายดูโบราณล้าหลัง
กระทั่งอายุของร่างที่อาศัยอยู่ยังอ่อนเยาว์กว่าตัวจริงหลายปี ยังไม่ทันได้เตรียมใจไฟสงครามก็ลุกโหม
สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อมาถึงยุคโบราณที่ไม่มีจริงในประวัติศาสตร์โลกก็คือ…การลี้ภัย!
ถึงอย่างนั้น 'พื้นที่พิเศษ' ที่ได้รับมาก็เปรียบเสมือนตัวช่วยชีวิตในยามยากลำบาก
แต่หากอยากรอดชีวิตไปให้ได้ตลอดรอดฝั่งมีแต่ต้องใช้ไหวพริบและความสามััคคีเท่านั้น
ไม่ว่าปัญหาจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ไม่หวั่น เพราะคนอื่นทะลุมิติมาแค่คนเดียว แต่เราทะลุมากันทั้งครอบครัว!
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : China Literature
เรื่อง : ทะลุมิติทั้งครอบครัว
ชื่อภาษาอังกฤษ : My Entire Family Transmigrated
ผู้เขียน : YTTเถาเถา (YTT桃桃)
---
[我全家都是穿来的] / [YTT桃桃]
©2021 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.
Thai translation rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.
---
บทที่ 1 ตกใจแทบตาย
หลังจากที่ที่ปรึกษามหาวิทยาลัยนามว่าซ่งฝูหลิง ตื่นขึ้นมาในห้องที่มีกลิ่นอายโบราณ นางมองไปยังห้องที่ถูกรื้อค้น ได้แต่ขดตัวแล้วยกมือก่ายหน้าผาก นางขดตัวอยู่ในท่านั้นเป็นเวลาห้านาทีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถตั้งสติได้
สิ่งที่มั่นใจคือ นางทะลุมิติมาเสียแล้ว น่าจะทะลุมายังตระกูลที่มั่งคั่งในยุคสมัยหนึ่ง
เนื่องจากไม่มีความทรงจำหลงเหลืออยู่เลย จึงได้แค่เดาว่าเมื่อคืนอาจมีหัวขโมยบุกรุกเข้ามาในห้องทำให้ทุกอย่างเละเทะไปหมด ซ้ำยังใช้กลเม็ดบางอย่างทำให้นางสลบไป จนกระทั่งตอนนี้แขนขาทั้งสองข้างยังคงอ่อนแรงและไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ นางรู้สึกพล่าเลือน ไม่ชัดเจน
แต่สิ่งที่ไม่มั่นใจคือ นางจะต้องตายด้วยวิธีไหน ถึงจะสามารถย้อนกลับไปอยู่ข้างกายพ่อแม่ได้
เหตุที่ทะลุมิติมาก็เพราะนางถูกไฟดูดระหว่างทำความสะอาดเครื่องทำน้ำอุ่นในช่วงสิ้นปี แต่ที่นี่ไม่มีแหล่งจ่ายไฟนี่นา แค่คิดจะสัมผัสมันเพื่อย้อนกลับไปยังไม่ได้เลย เมื่อคิดถึงตรงนี้ ใจของซ่งฝูหลิงก็รู้สึกถูกบีบแน่นจนเจ็บปวด
นางไม่กล้าแม้แต่จะคิดเลยว่า ถ้าพ่อแม่ต้องมาเสียลูกสาวเพียงคนเดียวอย่างนางไป พวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกหรือไม่ เกรงว่าคงจะโอบกอดร่างที่ถูกไฟดูดจนไร้ชีวิตของนางไว้ แล้วอดไม่ได้ที่จะคร่ำครวญเพื่อตามนางไปให้ได้ เอ่อ ช้าก่อน หากตายอีกรอบ บางทีอาจจะมีโอกาสเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
ซ่งฝูหลิงนั่งตัวตรง ในที่สุดนางก็วางมือที่ก่ายหน้าผากลง ดวงตาแวววาวกลมโตคู่นั้นเบิกกว้างจนกลมดิก และในขณะนั้นเอง ราวกับมีบางอย่างตอบสนองต่อความวิตกกังวลของนาง เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบดังมาจากด้านนอกของประตู
เฉียนเพ่ยอิงผลักประตูห้องให้เปิดออกอย่างตะลีตะลาน นางยืนอยู่หน้าประตูด้วยร่างกายที่ยังคงโซเซ
เมื่อดวงตาทั้งสี่ประสานกัน เฉียนเพ่ยอิงจ้องมองไปยังหญิงสาวผอมบางที่อยู่บนเตียงตรงหน้าตนด้วยความงุนงง นางมองไปยังใบหน้าที่คล้ายคลึงประมาณแปดในเก้าส่วนกับลูกสาวของตนตอนที่มีอายุประมาณสิบขวบ หัวใจของนางเต้นอย่างรุนแรง ราวกับตามหาเสียงของตัวเองไม่เจออย่างไรอย่างนั้น จึงทำได้เพียงอ้าปากแต่พูดอะไรไม่ออก
คนที่ทำลายความเงียบคือซ่งฝูหลิงที่ดวงตาเอ่อล้นด้วยน้ำตาอุ่นๆ นางบีบเนื้อบริเวณต้นขาจนแน่นเพื่อให้กำลังใจตัวเอง แล้วส่งเสียงเรียกด้วยความรักว่า “แม่” ในใจนางคิดหาทางหนีทีไล่ไว้แล้ว ถ้าหากไม่ใช่ ก็จะอ้างว่าเป็นฝันร้าย
เสียงที่เรียกว่าแม่นั้น ทำให้น้ำตาเฉียนเพ่ยอิงไหลพรากราวกับห่าฝน
ใช่แล้วล่ะ ใช่แล้ว ถึงแม้จะยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดลูกสาวอายุยี่สิบกว่า ถึงเปลี่ยนไปเป็นเหมือนคนที่อายุแค่สิบกว่าขวบได้ แต่ก็มั่นใจว่านางเป็นลูกสาวแท้ๆ ของตนอย่างแน่นอน
เฉียนเพ่ยอิงร่ำไห้จนยืดตัวตรงไม่ไหว “ลูกทำให้แม่ตกใจแทบตาย แม่ตกใจแทบจะตายอยู่แล้วนะฝูหลิง แม่คิดว่าจะไม่ได้พบลูกอีกแล้ว คิดว่าจะไม่ได้พบแล้วเสียอีก”
ถึงตอนนี้ ในที่สุดแม่ลูกก็ได้พบกันเสียที เป็นฉากที่ลุกลี้ลุนลนอย่างมาก เป็นฉากที่กอดกันร่ำไห้ เป็นการพูดเพ้อเจ้อที่ต่างฝ่ายต่างถูไถร่างกายของกันและกันไปมาในสภาพที่ร้อนรน
เฉียนเพ่ยอิงลูบไล้ใบหน้าลูกสาวไปมาไม่หยุด “ทำไมลูกถึงได้ซูบผอมขนาดนี้ ลูกอายุเท่าไหร่แล้ว ขาที่เรียวยาวกับรูปร่างที่สูงใหญ่ก็เสียเปล่าไปแล้วสิ พวกเรามาเกิดใหม่ในร่างของคนอื่นอย่างนั้นเหรอ”
“แม่คะ ท่านเองก็ไม่มีความทรงจำเหลืออยู่เหมือนกันเหรอ แย่แล้วๆ พวกเราจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร ลูกเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองอายุเท่าไหร่เหมือนกัน พอลืมตามาก็เป็นแบบนี้แล้ว ว่าแต่แม่เถอะ เหมือนว่าท่านจะดูอ่อนวัยกว่าเดิม เหมือนแม่เมื่อก่อนเลยค่ะ เพียงแต่สีผิวแลดูเหลืองไปนิด เหมือนสุขภาพไม่ค่อยดีเท่านั้นเองค่ะ”
“เวรกรรมจริงๆ ชาติที่แล้วเราก็ไม่ได้ทำอะไรไม่ดีนี่นา ลูกว่าไหม แล้วทำไมถึงถูกไฟดูดทะลุมิติมายังยุคโบราณได้ล่ะ ที่นี่คือยุคโบราณใช่ไหม นี่ลูกรัก ลูกคงไม่รู้สินะ ตอนที่ลูกถูกไฟดูดแล้วตกลงมาจากบันได อกแม่แทบแตก ร้อนใจจะแย่อยู่แล้ว ในหัวตื้อไปหมด รู้แค่ว่าต้องพุ่งไปจับตัวลูกไว้ พอตอนนี้มานึกย้อนดูแล้ว โชคดีที่กอดลูกไว้ทัน ถ้าไม่อย่างนั้น ขืนลูกมาอยู่ที่นี่คนเดียวแล้วจะทำยังไงล่ะ”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ซ่งฝูหลิงก็รู้สึกตื่นเต้นและเดือดดาลอย่างมาก นางจะต้องคิดบัญชีให้ได้ จะต้องทำให้ได้
ก็คงมีแค่ผีเท่านั้นที่รู้ว่าหลังจากได้สติแล้วนั้นมันน่ากลัวแค่ไหน แค่คิดว่าจะไม่ได้เห็นหน้าท่านแม่อีกก็หวาดกลัวแทบแย่
“แม่รู้ด้วยเหรอคะ แม่คะ เมื่อกี้ลูกรู้สึกไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แล้ว…
…ก็อย่างว่าล่ะนะ ขอถามหน่อยเถอะว่า ทำไมต้องทำความสะอาดช่วงสิ้นปีด้วย ทำไมต้องทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมขนาดนั้นด้วย มีแขกคนไหนเข้ามาในบ้านแล้วจะมองลึกเข้าไปในซอกหลืบพวกนั้นด้วยเหรอ ถ้ามีละก็ เขาคงต้องป่วยแน่ๆ…
…แค่ลูกนั่งเล่นโทรศัพท์ประเดี๋ยวเดียวแม่ก็หาว่าลูกขี้เกียจ หาว่าลูกปิดเทอมแล้วไม่ช่วยแม่ทำงานบ้าน บ่นว่าลูกไม่เชื่อฟังเหมือนลูกสาวของเพื่อนร่วมงานแม่…
…ตอนนี้เป็นยังไงล่ะ ทั้งเช็ดกระจก เช็ดผนัง เช็ดเพดานห้องน้ำ เช็ดด้านหลังเครื่องทำน้ำอุ่น เช็ดไปเถอะ เช็ดจนลูกถูกไฟดูด จนเราทะลุมิติมายังยุคโบราณแล้ว ลูกสงสัยว่าร่างในยุคปัจจุบันของพวกเราคงจะไหม้เกรียมเป็นถ่านไปเสียแล้วล่ะ…
…พ่อก็บอกแล้วนี่คะ ถ้าจะทำความสะอาด เราก็จ้างให้แม่บ้านมาทำสักสองคน ท่านมีเงินเหลือเฟือที่จะจ้างคน ไม่เห็นต้องให้แม่ทรมานลูก ลูกอยากพักผ่อนสบายๆ ในช่วงวันหยุดฤดูหนาว แถมพ่อยัง… แม่คะ แล้วพ่อล่ะคะ”
หลังจากที่เฉียนเพ่ยอิงตื่นมา จิตใจก็ตกอยู่ในสภาพที่เจ็บปวดเจียนตายมาตลอด รู้สึกเวียนหัวตาลายไปหมด แต่เวลานี้ เมื่อได้ยินลูกสาวเอ่ยถามถึงเหล่าซ่งขึ้นมา นางถึงนึกขึ้นมาได้ นั่นสินะ ไม่สำคัญว่าตัวบุคคลจะอยู่ในยุคโบราณหรือยุคปัจจุบัน หรือจะไหม้เกรียมเป็นถ่านแล้วนางก็ไม่สนใจ แต่สิ่งสำคัญคือสมาชิกครอบครัวทั้งสามคนจะต้องอยู่ด้วยกัน เมื่อเจอตัวลูกสาวแล้ว แล้วไหนพ่อของลูกล่ะ
สองแม่ลูกจ้องหน้ากันด้วยความหวาดกลัว วิญญาณพลันกลับเข้าร่างอย่างสมบูรณ์
เฉียนเพ่ยอิงเหมือนกำลังโน้มน้าวใจตัวเอง น้ำเสียงหนักแน่นผิดปกติ มีเพียงแต่มือที่สั่นเท่านั้นเอง
“พ่อของลูกจะต้องตามมาอย่างแน่นอน อย่ากลัวไปเลย เขาไม่ตามมาไม่ได้หรอกนะ ถ้าแม่ไม่มาพบลูกเสียก่อนก็คงช่วยไม่ได้ แต่ก่อนที่ลูกจะตกลงมา เหมือนว่าแม่จะได้ยินเสียงพ่อเปิดประตูแล้วล่ะ อีกอย่าง พ่อลงไปเอาน้ำมันราคาพิเศษที่แม่สั่งจองไว้ ได้ของแล้วก็จะกลับขึ้นมา ลูกคิดดูสิ แค่ขึ้น-ลงลิฟท์จะใช้เวลานานแค่ไหนกันเชียว รับรองว่าไม่เกินสองนาทีก็คงกลับมา เขาจะต้องถูกดูดตามพวกเรามาแน่นอน”
“ใช่ค่ะ ใช่ เป็นอย่างว่าล่ะค่ะ แม่วิเคราะห์ได้มีเหตุผลมากๆ ถ้าอย่างนั้นเรารีบไปตามหากันเถอะ” ซ่งฝูหลิงพยักหน้าหงึกๆ
ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่ในใจพวกนางต่างก็รู้ดี เรื่องใดๆ ก็ล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น ถ้ากรณีที่ไม่ได้ถูกดูดมาด้วยล่ะ ถ้ากรณีที่พ่อดันกลายเป็นพ่อหรือเหล่าซ่งในยุคโบราณเสียล่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็คงจะเหมือนท้องฟ้าใกล้ถล่มอย่างแน่นอน
“มีใครอยู่ไหม มีใครอยู่หรือเปล่าคะ” เฉียนเพ่ยอิงบีบมือลูกสาวเพื่อให้กำลังใจตัวเองแล้วตะโกนลั่นลานโล่ง
ส่วนซ่งฝูหลิงใช้ความคิดครู่หนึ่ง เธอไม่สนว่าจะเป็นยุคโบราณหรือยุคปัจจุบัน แค่เรียกท่านพ่อก็คงไม่ผิด
เธอตะโกนไปในอากาศด้วยความไม่แน่ใจนักว่า “ท่านพ่อคะ ท่านพ่อ”
สิ่งที่ตอบพวกเธอกลับมามีเพียงอากาศบริสุทธิ์
…
จากท้องฟ้าสีเทาแปรเปลี่ยนไปเป็นท้องฟ้าสีครามเข้ม กระทั่งควันทำอาหารในครัวของบ้านเรือนใกล้เคียง ก็ลอยขึ้นแล้วถูกพัดไปตามสายลม สองแม่ลูกค้นหาไปทั่วทุกห้องหับแล้ว กระทั่งวิ่งไปตามหาตามถนนรอบหนึ่งก็แล้ว แต่ก็ยังไม่พบผู้คนของบ้านหลังนี้ และไม่พบคุณพ่อซ่งด้วย
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สองแม่ลูกเริ่มเคร่งขรึมจนผิดปกติ จิตใจค่อยๆ ตกลงอย่างยับยั้งไว้ไม่ไหว หลังจากนั้นเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วยามที่แม่ลูกทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันแม้แต่คำเดียว แต่ภายในใจพวกนางกลับมีคำตอบที่เหมือนกัน
ซ่งฝูหลิงก้มหน้าลง ในใจพลางคิดว่า ถ้าหากพ่อไม่ได้ตามมาด้วยละก็ ไม่ว่าภายภาคหน้าจะยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหน ไม่ว่าจะไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อสักเพียงใด แต่ก็จะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ อยู่เพื่อแม่ของตน
เฉียนเพ่ยอิงกัดฟันกรามแน่น ในใจคิดว่า ในสถานการณ์ที่จำอะไรไม่ได้ ไม่รู้ว่าในเรือนหลังนี้มีใครอยู่บ้าง และไม่รู้แม้กระทั่งว่าอยู่ในราชวงศ์ใด ถ้าหากว่าไม่มีเหล่าซ่งแล้ว นางก็จะต้องเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวให้กับลูกสาว นางจะต้องเข้มแข็ง จะต้องยืนอยู่หน้าลูกสาวและรับมือกับทุกสิ่งให้ได้
ในขณะที่เวลาไหลผ่านไปเรื่อยๆ ก่อนที่แม่ลูกทั้งสองจะสิ้นหวัง ในที่สุดก็มีเสียงฝีเท้าที่เอ้อระเหยลอยชายดังมาจากด้านนอกของประตู
มีคนเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตู บานประตูถูกผลักให้เปิดออกจากด้านนอก สิ่งที่สะท้อนเข้าดวงตาทั้งสองแม่ลูกคือชายร่างสูงคนหนึ่งในชุดเสื้อคลุมยาวสีเขียว บนศีรษะโพกไว้ด้วยผ้าพันคอ
ตอนที่ 2 อยู่ด้วยกัน
ชายคนหนึ่งหยุดยืนอยู่ตรงประตู ไม่ได้เดินเข้าไป ขาข้างหนึ่งก้าวเข้าประตูไป แต่ขาอีกข้างอยู่นอกประตู ท่าทางดูลังเล
เขายิ้มทักทายให้กับสองแม่ลูกคู่นั้น ไม่พูดจา มุมริมฝีปากแตก หน้าผากปูดบวมอย่างเห็นได้ชัด
สภาพเช่นนี้ อารมณ์แบบนี้ ทำให้สองแม่ลูกที่เพิ่งทะลุมิติเวลามารู้สึกตื่นเต้น
ขณะที่ชายคนดังกล่าวแบมือยื่นไปทางซ่งฝูหลิง ใจของสองแม่ลูกก็กังวลมาก
เมื่อแบมือออกมาก็มีช็อกโกแลตแท่งหนึ่งที่หีบห่อยับเยิน รู้ได้ว่าชายผู้นี้กำมันไว้ด้วยอารมณ์กระวนกระวายใจขนาดไหน ถึงใช้แรงเยอะขนาดนั้น
เมื่อเฉียนเพ่ยอิงเห็นช็อกโกแลตนั้น ก็รู้สึกผ่อนคลายลง ขาแทบจะยืนไม่ไหว ร่างกายอ่อนปวกเปียกทรุดลงกับพื้น ร่ำไห้เสียงดัง “เหล่าซ่ง ฉันรู้ว่าท่านทำได้ ท่านตามมาแล้ว ตามมาแล้วจริงๆ” น้ำเสียงแฝงไปด้วยความกลัว หวาดผวาและตื่นตระหนก
“พ่อ!” ซ่งฝูหลิงเสมือนลูกปืนขนาดเล็ก พุ่งเข้าสู่อ้อมอกของชายหนุ่ม นางไม่ได้โอบกอดพ่อร่ำไห้แบบนี้มาอย่างน้อยสิบปีแล้ว ร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว ต้องการการปกป้องของพ่อ
คุณพ่อซ่งสูดลมหายใจเข้าจมูก ฝืนกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล ใจเต้นระส่ำ
ต้องขอบคุณฟ้าดิน ขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้พวกเราสามคนได้พบเจอกันอีกครั้ง
อีกด้านคอยเช็ดน้ำตาให้บุตรสาว อีกด้านรีบเดินไปสองก้าวเพื่อยื่นมือให้ภรรยาที่ยังนั่งอยู่ที่พื้นให้ลุกขึ้น
“รีบลุกขึ้น เพ่ยอิง”
“ไม่ลุก อย่าดึงข้า ข้าก็ยังลุกไม่ไหว ข้าอยากสงบสติอารมณ์ก่อน”
ซ่งฝูหลิงร้องไห้รำพึงรำพัน “ลูกกับแม่กังวลจะตายอยู่แล้ว เปลี่ยนร่างแล้วก็ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหน ไม่ทราบว่าพวกเราเป็นใคร ยิ่งน่ากลัวกว่านั้นก็คือ เราทั้งสองไม่มีความทรงจำเลยแม้แต่น้อย พ่อ ท่านรู้ไหม? พวกเรากำลังคิดว่าหากไม่มีท่าน การมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ไม่มีความหมายอะไร”
ผู้ชาย ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์คับขันอย่างไรก็ยังคงสติไว้ เขาดึงภรรยาให้ลุกขึ้นจากพื้นและจูงมือบุตรสาวเดินเข้าไปด้านใน “อย่าร้องไห้ตรงนี้ กำแพงมีหู ประตูมีช่อง ต้องระวังหากคนอื่นได้ยินขึ้นมา อย่ากลัว ข้ามีความทรงจำอยู่ พวกเราเข้าห้องก่อนแล้วค่อยคุยกัน”
…..
สามคนปิดประตูสนิท ไม่ทันได้กินน้ำกินข้าว ก็นั่งล้อมวงเป็นสามมุม เจ้าจ้องมองข้า ข้าสัมผัสเจ้า นั่งใกล้ชิดกันมาก เหมือนกับว่าการกระทำแบบนี้จะทำให้เกิดความรู้สึกปลอดภัย
“เหล่าซ่ง นี่มันเกิดอะไรขึ้น? เจ้ารีบพูดมา พูดให้ละเอียดหน่อย”
แท้จริงแล้วเหล่าซ่งก็ไม่อยากจะอธิบายรายละเอียดเลยสักนิด รู้สึกหนักใจ เมื่อนึกถึงความทรงจำเขาก็อยากจะสบถออกมา ย่ามึงสิ นี่มันเรื่องอะไรกัน
ภรรยาของเขาต้องการเวลาทำใจ ส่วนตัวเขาตอนนี้อยากอยู่เงียบๆ
แต่ว่า
“โธ่ ข้าไม่ได้ว่างเปล่า สมองยังมีความทรงจำ แต่ว่า ก็ตกใจไม่น้อย…
…พูดเกริ่นตั้งแต่เริ่มต้นก่อน ข้าไม่มีความจำตอนนั้น…
…ตอนนั้นข้าเพิ่งลืมตา สมองยังคงสะลึมสะลือ มีหญิงสาวนางหนึ่งสวมเสื้อผ้าอาภรณ์แปลกตายืนอยู่ตรงหัวเตียงข้า นางยิ้มหัวเราะไปพร้อมกับถือชาม พูดกับข้าว่า รีบดื่มยานี้เถอะ…
…ข้าได้ฟัง ใครจะกล้าดื่ม รู้สึกบทพูดนี้เหมือน อู่ต้าหลัง ในซีรีย์ที่เคยได้ยินมา อีกทั้งการแต่งกายของนางก็ช่างเหมือน พานจินเหลียน ข้าอาศัยจังหวะที่นางเผลอรีบหนีออกมา…
…ข้าได้แต่คลำแผลที่หัวมาตลอดทาง เหมือนผี ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ…
…ไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร ต้องคอยสังเกตการแต่งกายและการพูดจาของผู้คน ยิ่งเห็น ใจก็เย็นวาบ ยังไม่ทันได้ระวัง เท้าก็สะดุดล้มหัวกระแทกพื้น…
…เห็นหน้าผากอันบวมปูดนี้ไหม ตอนนั้นเพราะกระแทกเข้ากับก้อนหิน…
…การหกล้มครั้งนี้ทำให้ข้ามึนงงไปหมดและยังทำให้แต่เดิมตรงหัวถึงกับเลือดตกยางออก แผลใหม่แผลเก่ามารวมกัน คาดว่ามันคงทำให้ข้าสามารถดึงความทรงจำกลับมาได้…
…ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ก็ผุดขึ้นมามากมาย ข้ากอดก้อนหินถึงหนึ่งชั่วโมงเพื่อสงบสติอารมณ์ มิเช่นนั้นก็คงไม่มาถึงตอนเย็นแบบนี้”
ตอนท่านพ่อซ่งกำลังบรรยายเรื่องราว เฉียนเพ่ยอิงกับซ่งฝูหลิงก็รีบตรวจดูบาดแผลของเขา เขาโบกมือว่าไม่เป็นไร ก่อนจะกล่าวต่อ
“อย่ายุ่งยากเลย ไม่เป็นไร ต่อไปเรามาคุยถึงเรื่องครอบครัวนี้ก่อน ข้าจะเล่ารายละเอียดมากหน่อย ถ้าพวกเจ้าไม่เคยพบเจอก็อย่าไปใส่ใจมากนัก อย่าแสดงอะไรที่แตกต่างออกไป ยุคโบราณมีความเชื่ออันเก่าแก่อยู่…
…ร่างนี้ของข้าก็แซ่ซ่ง…
…มาพูดถึงตระกูลซ่งก่อน…
…ก่อนหน้าข้ายังมีพี่สาวคนโตชื่อซ่งอิ๋นเฟิ่ง นางแต่งงานใช้ชีวิตบนเขากับพี่เขย…
…ในความทรงจำตอนนั้น พี่สาวเป็นคนสวยมาก พวกเราสองคนหน้าตาคล้ายกันมาก…
…แต่พี่สาวต้องการนำเงินมาให้ข้าร่ำเรียน จึงปฏิเสธการแต่งงานกับคนมีฐานะนอกหมู่บ้าน ยอมแต่งงานไปอยู่กับพรานป่าบนภูเขาที่ไม่มีใครยอมไปอยู่…
…เป็นที่รู้กันว่าพรานป่าไม่มีที่ดิน ในสายตาของชาวบ้านคือไม่มีหลักแหล่ง ไม่มีหลักประกัน แต่คนนอกหมู่บ้านนั้นให้สินสอดหนักสามร้อยกรัม พี่เขยสามารถให้สินสอดถึงเจ็ดร้อยห้าสิบกรัม แม่เจ้าของร่างนี้ก็ตอบตกลงและรีบนำเงินนั้นมาให้ข้าได้เรียนต่อ โดยหวังว่าข้าจะมีอนาคตที่ดี…
…ส่วนข้ายังดี ถึงจะเป็นนักเรียนยากจนแต่ก็สอบได้ถงเซิง และในปีนั้นก็เข้าร่วมสนามสอบสอบได้อั้นโส่ว ก็มีชื่อเสียงบ้าง ตั้งแต่นั้นมาชีวิตตระกูลซ่งก็เปลี่ยนแปลงไปเพราะข้าได้แต่งงานกับเจ้า…
…ส่วนเรื่องที่เกี่ยวพันกับภรรยานั้น รอสักพักค่อยพูดถึง ข้ายังต้องเล่าเรื่องนั้นต่อ…”
เมื่อพ่อซ่งพูดถึงตอนนี้ ตนเองก็รู้สึกสะดุดเสียก่อน ความคิดนั้นแปรปรวน
ซ่งฝูหลิงเอ่ยเตือน “พูดถึงการเปลี่ยนชีวิตของพี่สาวคนโตแล้ว คนในครอบครัวนั้นไม่มีใครอื่นแล้วหรือ? ”
“ใช่ ท่านป้าของเจ้า ที่นี่ไม่เรียกป้าเฉยๆ แต่ต้องเรียกท่านป้า ลูกสาวเจ้าต้องจำไว้ให้ดี…
…บ้านของนางตอนนี้ย้ายออกจากภูเขาแล้ว เพราะว่าบุตรชาย บุตรสาวโตแล้ว ต่อไปหากแต่งงานจะไม่สะดวก พี่เขยก็อายุมากแล้วไม่เหมาะที่จะอาศัยอยู่บนเขา…
…เรื่องก็เป็นเช่นนี้ ลับหลังเจ้า ข้าให้นางยืมเงินยี่สิบห้าตำลึง ตอนนั้นนางต้องปลูกบ้านและซื้อที่ดิน ถ้าไม่ซื้อที่จะกินอะไร พี่เขยหาของป่าเก็บเงินเกือบครึ่งชีวิตก็ยังไม่พอ ในความทรงจำ ข้าไม่ได้หวังให้นางนำมาคืน ที่ให้ก็เหมือนกับให้ไปเปล่าๆ…
…เรื่องนี้อยู่ในความจำของข้าถือว่าสำคัญมาก…
…นี่ถือว่าได้เปลี่ยนชีวิตของนางแล้วสินะ? ข้าได้ภรรยาที่ดี มีพ่อตาที่ร่ำรวย ข้าเปลี่ยนแปลงชีวิตแล้วยังช่วยเปลี่ยนแปลงคนในครอบครัวที่อยู่ในหมู่บ้าน…
…พี่สาวเป็นลูกคนโต ถัดมายังมีพี่ชายอีกสองคนชื่อซ่งฝูไฉ ซ่งฝูสี่ ถ้านับตามลำดับชาย ข้าจะถือเป็นลูกชายคนที่สาม เป็นลูกคนเล็กของบ้าน ชื่อว่าซ่งฝูเซิง ไม่ใช่ซ่งเจี้ยนเยี่ย พวกเจ้าต้องจำไว้…
…ในบ้านมีแม่ที่เป็นแม่หม้าย อยู่อาศัยกับพี่ชายทั้งสองคน เป็นหัวหน้าครอบครัวให้กับพวกเขา มีหลานสาวหลานชายเยอะแยะไปหมด ที่นี่พ่อแม่อยู่ด้วย จะไม่แยกครอบครัว…
…ข้าได้เปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของแม่และพี่ชายทั้งสอง ปีนั้นปู่ของเจ้าของร่างนี้ ได้ให้ที่ดินอันแห้งแล้งกับข้ามาเจ็ดไร่ หลายปีที่ผ่านมา หลังจากที่ข้าแต่งงาน เขาก็ได้ทยอยให้ที่ดินแปลงดีๆ อีกหกไร่…
…นี่ยังไม่รวมเงินที่ให้ตอบแทนพระคุณช่วงเทศกาลปีใหม่ งานเชงเม้งไหว้บรรพบุรุษและอีกหลายรายการที่ให้เงินช่วยเหลือพวกเขา”
เฉียนเพ่ยอิงทนไม่ไหว คุยกันไปสองนาทีแล้วก็ยังไม่พูดถึงจุดสำคัญ ยังไม่เคยเห็นใครพูดเป็นน้ำท่วมทุ่งได้เหมือนกับเหล่าซ่ง
“นี่เหล่าซ่ง ข้าแค่อยากรู้ว่าตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหน อยู่ไหน เรียกว่าอะไร และต่อไปพวกเราจะทำอย่างไร นี่เจ้าพูดไปไกลถึงไหนแล้วเนี่ย”
“ไม่ใช่เจ้าหรอกหรือที่ให้ข้าเล่าลงรายละเอียดเยอะหน่อย ในสมองของข้า เรื่องสำคัญก็มีแค่นี้ ก็ต้องเล่าไปทีละเรื่อง”
ซ่งฝูหลิงพูดไม่ออก สองคนนี้ยังจะทะเลาะกันอีกแล้ว
“พ่อ ท่านก็ปล่อยผ่านไปบ้าง ท่านแม่ก็อย่าเพิ่งรีบร้อน พวกเราสามคนสามารถมานั่งรวมกันตรงนี้ได้ ถ้าจะแย่มันคงไม่แย่ไปมากกว่านี้หรอก ท่านอย่าลืมตอนที่เพิ่งเห็นท่านพ่อว่าพวกเราดีใจมากขนาดไหน ค่อยๆ ให้เขาได้พูด พ่อของข้าก็ลำบากเหมือนกัน ความจำมากมายขนาดนี้เข้ามาอยู่ในสมอง เขาก็คงยังเรียบเรียงเหตุการณ์ได้ไม่หมดและไหนจะต้องรีบกลับบ้านมาหาพวกเราอีก”
“เจ้าก็ได้แต่เข้าข้างพ่อของเจ้า”
“เจ้าดูไว้ นี่สิถึงจะเป็นลูกสาวตัวจริงของข้า!”
ตอนที่ 3 อาการเรื้อรัง
พ่อซ่งชมบุตรสาวเสร็จก็หันมาดูสีหน้าของเฉียนเพ่ยอิง เข้าใจภรรยาว่าร้อนรนเรื่องอะไร กระแอมไอเบาๆ สองครั้งก่อนเอ่ยปลอบ
“พวกเราดูเหมือนจะกลับไปไม่ได้แล้ว อย่าเหนื่อยคิดเรื่องนั้นเลย ถ้าต้องให้ร่างกายของพวกเรามีปัญหาถึงจะกลับไปได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็โง่นะสิ ข้าไม่ยอมหรอก”
ซ่งฝูหลิงแสดงความคิดเห็น “ท่านแม่ ข้าก็ไม่อยากอยู่ในสถานที่แบบนี้ ไม่อยากฟังเรื่องราวพวกนี้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้า แต่ว่าสิ่งที่สำคัญคือความไม่แน่นอน ถ้าหากว่าร่างกายพวกเรามีปัญหาไปแล้วจริงๆ คงไม่สามารถกลับไปได้ ถ้าเช่นนั้นก็อาจไม่มีอะไรเหลืออยู่ คงมีแค่กองขี้เถ้า เมื่อถึงเวลานั้นทั้งพ่อและแม่ พวกท่านก็จะไม่มีข้า ข้าก็จะไม่มีพวกท่านแล้วเช่นกัน หากเป็นเช่นนี้ดูเหมือนจะน่ากลัวมากกว่าการมีชีวิตในยุคโบราณเสียอีก”
“แล้วทำไมท่านแม่ถึงยังไม่ยอมรับความจริงล่ะ ตายไปก็ไม่เหมือนกับมีชีวิตอยู่ต่อไป เหตุผลแค่นี้ก็ไม่เข้าใจ ไม่เหมือนลูกของท่าน ข้ากล้ารับประกัน เมื่อกี้ที่ข้าได้พูดเรื่องนั้นไป แม้แต่ชื่อข้าเรียกว่าอะไร ท่านแม่ก็คงไม่ได้จดจำ ปากก็บอกไปให้พูดแต่ใจความสำคัญ แท้จริงแล้วภายในใจมัวแต่คิดหาทางจะกลับไปยุคปัจจุบัน”
ทั้งสองพ่อลูกพูดเพื่อที่จะให้เฉียนเพ่ยอิงฟัง ซึ่งก็ได้ผลจริงๆ
เฉียนเพ่ยอิงเศร้าโศกเสียใจมาก เช็ดน้ำตา เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้าไม่ขัดแล้ว พวกเจ้าพูดต่อไปเถอะ”
“เจ้าก็ต้องจำไว้บ้าง”
“จำสิ อย่าชักช้า”
“ได้” เหล่าซ่งโบกมือ ดูท่าแล้วสามารถเล่าเรื่องสำคัญได้ เขามองภรรยาและเอ่ยขึ้น
“ข้าชื่อซ่งฝูเซิง ปีนี้อายุยี่สิบเก้า เราสองคนอายุเท่ากัน…
…ท่านพ่อของเจ้าในยุคโบราณเห็นข้า ก็มีความมั่นใจว่าสอบครั้งต่อไปข้าจะสามารถสอบได้อั้นโส่วอีก อนาคตต้องรุ่งโรจน์แน่นอน ดังนั้นพวกเราสองคนถึงได้แต่งงานกัน ตามความนิยมในยุคก่อนที่คนมักแต่งงานกันเร็ว…
…แต่หลังจากนั้นข้ากลับสอบไม่ผ่าน เขามองพลาดไป…
…หลังจากแต่งงาน พวกเราก็มีซ่งพั่งยาคนหนึ่ง ก็คือบุตรสาวของพวกเรา ตอนนี้นางอายุสิบสาม…
…พวกเราตอนแต่งงานสองปีแรก ยังอาศัยอยู่ชนบทกับคนในบ้านตระกูลซ่ง…
…หมู่บ้านนั้นเรียกว่า ต้าจิ่งชุน อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองมาก รู้เลยว่าสภาพหมู่บ้านนั้นเป็นอย่างไร…
…ต้าจิ่งชุนเป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไปจากเขตการปกครอง หากอยากจะเข้ามาจับจ่ายซื้อของในตัวเมืองนั้นจะค่อนข้างลำบาก…
…อย่างที่เล่าให้ฟัง หมู่บ้านนั้นหากข้ามภูเขาไป เดินตามเส้นทางเดินเล็กๆ ออกไปข้างนอก ใช้เวลาเดินสองวันก็ออกนอกเขตเมืองนี้ไป ถ้านับตามปัจจุบัน ตอนนี้พวกเราอยู่ในพื้นที่ของมณฑลเหอหนาน…
…ตอนนี้คงฟังเข้าใจใช่ไหมแล้วว่าตนเองเป็นใคร พวกเราอยู่ตรงตำแหน่งไหน?”
เฉียนเพ่ยอิงไม่สนใจเขา
ซ่งฝูหลิงสนิทสนมกับพ่อของนางเป็นอย่างดี ตอนอยู่ในยุคปัจจุบัน หากนางขาดเงินก็จะเข้าหาพ่อ ไม่ว่านางจะใช้จ่ายเท่าไรเขาก็ให้ จะไม่ให้สนิทสนมกันได้อย่างไร นางรีบกล่าวตอบ “เข้าใจแล้ว สถานที่นั้นชอบพูดกันว่า ได้หรือไม่ ข้ามีชื่อว่าซ่งพั่งยา ดูเหมือนว่าหญิงสาวบ้านซ่งจะถูกเรียกว่า ‘ยา’ ทั้งหมด ต้ายา เอ้อร์ยา ซานยา ข้าอายุน้อยสุดจึงกลายเป็นพั่งยา”
“สาวน้อยของข้าฉลาดหลักแหลมเสียจริง พิจารณาได้ถูกต้อง ก่อนหน้าเจ้า มีต้ายากับเอ้อร์ยา ทั้งสองคนเป็นบุตรสาวของลุงรอง ตั้งแต่เล็กมาสุขภาพของเจ้าไม่ค่อยดี ผอมมาก ด้วยหวังว่าเจ้าจะอ้วนขึ้นจึงเรียกเจ้าว่าพั่งยา”
“เอ๊ะ ท่านพ่อ ถ้างั้นท่านแม่ของข้าชื่ออะไร?”
เหล่าซ่งได้ยินบุตรสาวถาม เขาหันหน้าไปมองภรรยาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “แม่ของเจ้า แม่ของเจ้าไม่ได้เปลี่ยนแซ่ ยังแซ่เฉียน ตระกูลเฉียน ครานี้แม่ของเจ้าคงเบิกบานใจขึ้นไม่น้อย”
“ท่านพ่อ ช่างบังเอิญจริง นี่คงไม่ใช่อดีตของพวกเราหรอกนะ? หรือพวกเราย้อนมิติมาอยู่ในร่างบรรพบุรุษตัวเอง?”
พ่อซ่งทอดถอนใจ โดยเฉพาะครั้งนี้ที่อยู่ในยุคโบราณ
เล่าต่อ
“ที่บังเอิญก็คือ ไม่ว่าจะอยู่ในยุคปัจจุบันหรืออยู่ที่นี่ ข้าก็ต้องให้เงินบ้านตระกูลซ่ง ให้ยืมเงินไปจนหมด…
…เหมือนท่านตาของเจ้าเมื่อก่อน ที่ถ่ายทอดฝีมือการทำอาหารให้ข้าและมอบเงินที่สั่งสมมาเกือบค่อนชีวิตเพื่อให้ยืมมาทำทุน บ้านเราเปิดร้านขายของชำเล็กๆ รวมถึงการทำไอศกรีม ค่อยๆ สะสมเงินทีละเล็กทีละน้อย ภายหลังถึงได้เปิดโรงงาน…
…ท่านตาของเจ้าสุขภาพไม่ดี เฮ้อ เสียชีวิตตามท่านยายของเจ้าไปก่อน แม้แต่ปู่ของเจ้าที่ว่าลำเอียง ก็ยังได้รับการตอบแทนพระคุณจากข้า…
…ปู่ของเจ้านอนติดเตียงอยู่สองปี ข้าต้องคอยดูแลการกิน การขับถ่ายของเขา ค่าใช้จ่ายอยู่โรงพยาบาลข้าก็เป็นคนออก ตอนท่านใกล้ตายก็ร้องจะไปอยู่บ้านลุงใหญ่ของเจ้าให้ได้…
…เพราะอะไร ฝูหลิง? ปู่ของเจ้าจึงอยากไปตายที่บ้านลุงใหญ่ เมื่อถึงตอนนั้น คนที่คอยรับเงินคนที่มาร่วมงาน ก็คือลูกชายคนโตของเขาไง บอกว่าตัวเองเลอะเลือน แต่ตอนหลังยังเขียนพินัยกรรมยกบ้านที่อยู่ในชนบทให้ มีใครที่ไหนอยากจะได้…
…เขาไม่ได้ทิ้งความทรงจำดีๆ ไว้ให้แม้แต่น้อย จิตใจลำเอียงกับลูกขนาดนั้น น้อยคนนักที่จะมี ข้ายังนึกสงสัยตัวเองว่าถูกเก็บมาเลี้ยงรึเปล่า…
…ถึงจะเป็นแบบนั้น ปู่ของเจ้าก็ยังได้จัดงานศพอย่างใหญ่โต แต่ท่านตาของเจ้ากลับไม่มีแม้แต่โอกาสให้ข้าได้ดูแล นอนหลับสิ้นลมไปเฉยๆ ทั้งชีวิตของเขาเป็นผู้ให้ทั้งกับข้าและแม่ของเจ้ามาตลอด”
เฉียนเพ่ยอิงอดทนไม่ไหวแล้ว
สามีอยากให้นางคิดถึงพ่อแม่หรืออย่างไรกัน แต่เดิมก็กระวนกระวายใจจะแย่อยู่แล้ว
“พวกเราต่างทะลุมิติมาที่นี่แล้ว เจ้ายังจะพูดถึงเรื่องอดีตทำไมกัน พูดไปไม่สบายใจกันเปล่าๆ ไม่พูดถึงจุดสำคัญเสียที นี่ต้องการจะพูดถึงท่านปู่ยุคโบราณของฝูหลิงใช่ไหม?”
เหล่าซ่งเถียงจนคอแข็ง เกิดความไม่พอใจขึ้น เขาต้องการพูดถึงเรื่องนี้ในตอนนี้ เขาต้องการพูด จึงเล่าด้วยน้ำเสียงเร็ว
“อย่าว่าแต่ทะลุมิติมายุคเก่า ต่อให้ข้ากลายเป็นคนโง่ ข้าก็จะพูด ไม่ว่าไปที่ไหนข้าก็เป็นคนมีเหตุผล…
…พ่อตาของข้าดีต่อข้ามาก ครั้งนี้ไม่สามารถทำความสะอาดสุสานของเขาได้แล้ว แต่พ่อบังเกิดเกล้าของข้าที่ไม่เคยดีกับข้าเลย ข้ายังต้องคอยดูแลรับใช้เขาตลอด…
…ครั้งนี้คงสมใจท่านปู่แล้ว พวกเราสามคนจากไป เหมือนทิ้งเบื้องหลังไว้ ไม่ใช่สิ เฉียนเพ่ยอิงทำไมใจเจ้ากว้างอย่างนี้? โรงงาน บ้าน รถ เงินเก็บสะสมกลายเป็นของพี่ชายใหญ่ข้าหมดแล้ว พี่สะใภ้คงจะยิ้มหน้าบาน เดินตัวปลิวเลย…
…แค่คิดข้าก็คับแค้นใจ พวกเราทุ่มเททำงานมาทั้งชีวิต เก็บเงินสะสมมาเกือบค่อนชีวิตเลยนะ!”
เฉียนเพ่ยอิงถลึงตาใส่สามี “พอเถอะ นี่มันเรื่องที่ผ่านมากี่ปีแล้ว ทำไมถึงยังไม่ปล่อยวางอีก เดี๋ยวก็ทำให้ตัวเองโมโหอีก เมื่อครู่ยังปลอบใจพวกเราไม่ให้คิดมากเพราะกลับไปไม่ได้แล้ว ต้องเผชิญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก่อน ตอนนี้เจ้าก็จะมาทำตัวงอแงอีก”
ซ่งฝูหลิงรีบลูบหลังพ่อเป็นการปลอบใจ
“ใช่ท่านพ่อ สงบสติอารมณ์ก่อน ท่านแม่ไม่เข้าใจท่าน แต่ข้าเข้าใจท่านนะ…
…เพราะว่าเหตุการณ์แปรเปลี่ยนมาเป็นแบบนี้แล้ว เป็นใครก็รับไม่ได้ พวกเราเรียกว่า ข้ามมิติเรื้อรัง อย่าไปคิดมาก…
…เช่น พวกเราอย่าไปคิดถึงเรื่องการงานในยุคปัจจุบัน…
…แค่คิดว่า ข้าสอบไปก็ไร้ความหมาย ท่านพ่อยุ่งมาทั้งชีวิตโดยไร้ประโยชน์ การผูกสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานของท่านแม่ต้องสูญเปล่า เงินช่วยงานมากมายที่ให้ไปไม่สามารถนำกลับมาได้แล้ว…
…ยังมีเพื่อนในยุคนั้นที่พวกเราคงไม่ได้เจอหน้ากันอีกแล้ว แต่ละคนทั้งที่ดีและไม่ดีรวมทั้งลุงใหญ่ของข้า ตอนนี้ท่านอยากจะทะเลาะกับเขา แม้แต่เงาก็หาเขาไม่เจอ ไม่ยอมปล่อยวางก็ไม่มีประโยชน์…
…ส่วนเรื่องเงินทองยุคปัจจุบัน อืม ส่วนสำคัญคือเงิน เนื่องจากท่านแม่ของข้าเป็นคนเก็บหอมรอมริบ นางไม่ยอมให้ข้าใช้ ข้าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยนางก็บอกว่าข้าฟุ่มเฟือย ตอนนี้เป็นไง พวกเราไม่อยู่แล้ว เงินก็ไม่ได้ใช้แล้ว…
…ส่วนข้า อุตส่าห์เติบโตขึ้น แต่ตอนนี้กลายมาเป็นเด็กสาวอายุสิบสามปี ต้องกลับมาเริ่มเติบโตใหม่อีก ดูแข้ง ขา มือ เล็กๆ ของข้าสิ…
…ก่อนหน้าเป็นวัยรุ่นไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องมาเริ่มใหม่แบบนี้…
…ไหนจะที่ข้าเรียนหนังสือมายี่สิบกว่าปี ไม่ว่าจะเป็นสนามสอบใหญ่หรือเล็ก ก็ล้วนทรมานข้าจนปางตาย ตอนนี้กลับกลายเป็นคนไม่รู้ตัวหนังสือไปเสียแล้ว แล้วข้าจะรู้จักตัวอักษรโบราณได้อย่างไร…
…ยังมีอีก ที่นี่ให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ข้าไม่กล้าคิดเลย ต่อไปข้าคงไม่ได้ออกไปเที่ยวแล้ว เงินที่ได้จากการทำงานก็ไม่สามารถใช้จ่ายตามอำเภอใจได้ ไม่ได้ มีอะไรอีกมากที่ข้าคงทำไม่ได้”
ซ่งฝูหลิงยิ่งพูดน้ำเสียงยิ่งเบาลง สองมือเท้าคางอยู่บนโต๊ะ เอ่ยเบาๆ “ช่างเถอะ ข้าไม่อยากพูดแล้ว”
พ่อซ่ง “…”
นี่คือการโน้มน้าวใจคนของบุตรสาว? มีแต่จะทำให้ตนเองสติฟั่นเฟือนไปเสียก่อนกระมั้ง