โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทพ Anubis vs หมาเก้าหาง | สุนัขส่งวิญญาณผู้ตาย จากอียิปต์ถึงหลุมศพที่ศรีเทพ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 พ.ย. 2566 เวลา 10.13 น. • เผยแพร่ 19 พ.ย. 2566 เวลา 01.00 น.

โครงกระดูกสุนัขที่ศรีเทพ

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ที่เพิ่งได้รับการประกาศให้เป็น “แหล่งมรดกโลกด้านวัฒนธรรม” แห่งใหม่ล่าสุดไปหยกๆ นั้น นอกเหนือจากจะมีความโดดเด่นเรื่องหลักฐานโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ยุคที่เรียกให้เข้าใจง่ายๆ กันว่า “ทวารวดี” ตามติดด้วยยุคบาปวนของขอม ทั้งประติมากรรม สถาปัตยกรรม ศิลาจารึก ซากเนินร้าง เขาคลังนอก เขาคลังใน ปรางค์สองพี่น้อง ฯลฯ แล้ว

ยังมีสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจมากที่สุดอีกจุดหนึ่ง นั่นคือหลุมศพโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (เป็นจุดแรกที่รถรางจะพาไปชม หากไม่นับศูนย์ข้อมูลที่รวบรวมเศษซากชิ้นส่วนประติมากรรม 2-3 หลัง) ตื่นเต้นเพราะเราไม่เพียงแต่ได้พบ “โครงกระดูกของมนุษย์” เท่านั้น

หากยังพบโครงกระดูกของ “สุนัข” ปะปนในหลุมเดียวกันอีกด้วย!

ประเด็นนี้ สุจิตต์ วงษ์เทศ เคยบรรยายผ่านรายการต่างๆ หลายครั้งแล้วว่า “หมาพวกนี้ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง แต่เป็นหมาในพิธีกรรม ทำหน้าที่ส่งวิญญาณผู้ตาย ใครอยากรู้รายละเอียดให้ไปอ่านหนังสือชื่อ ‘ข้าวปลา หมาเก้าหาง’ ที่ผมเขียนไว้ได้”

นอกจากนี้แล้ว สุจิตต์ยังอ้างอิงถึงภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยก่อนประวัติศาสตร์อายุ 3,000 ปี 2-3 แห่งที่มีการวาดภาพสุนัขปะปนอยู่ในภาพเดียวกันกับกลุ่มมนุษย์ ดูเผินๆ แล้วประหนึ่งว่าต่างมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอยู่ไม่น้อย

สองแห่งแรกชัดเจนมากคือที่ถ้ำเขาจันทน์งาม อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา กับที่ภูปลาร้า อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี

ส่วนบางแห่งค่อนข้างลบเลือนภาพไม่ค่อยชัดนัก อาทิ ผาแต้ม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี

“องค์ความรู้เดิมนั้น พอเห็นภาพเหล่านี้ปุ๊บ นักวิชาการด้านโบราณคดีส่วนใหญ่ก็ฟันธงทันทีเลยว่า นี่ไง หลักฐานยุคดึกดำบรรพ์ที่สะท้อนว่าหมาเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ในความเป็นจริง ไม่ใช่เลย การเขียนภาพประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์บนผนังถ้ำ ซึ่งเปรียบเสมือนศาสนสถาน จำเป็นแค่ไหนที่ต้องมาวาดภาพสัตว์เลี้ยง?”

สุจิตต์ วงษ์เทศ กล่าว

หมาเอาข้าวมาจากสวรรค์

และส่งมนุษย์กลับคืนสู่แถน

หนังสือ ‘ข้าวปลาหมาเก้าหาง’ สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนขึ้นในปี 2546 หรือราว 20 ปีมาแล้ว เน้นการรวบรวมนิทานพื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในอุษาคเนย์ว่าล้วนมีความผูกพันกับวัฒนธรรมข้าว แต่ละชาติพันธุ์อาจมีเรื่องเล่าหรือมุขปาฐะที่เหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้างเล็กๆ น้อยๆ

แต่โดยหลักๆ แล้วหนังสือเล่มนี้ต้องการบอกว่า เดิมนั้น “หมาเคยมีถึงเก้าหาง” และหมาเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทแรกที่ดั้นด้นปีนป่ายขึ้นไปยังสวรรค์ กระทั่งได้พบแปลงนาข้าว ซึ่งถือว่าเป็นของดีของวิเศษ หมาตัวนั้นจึงได้เอาหางของมันจุ่มลงในนาข้าวเพื่อให้เมล็ดข้าวติดหางมันมา ตั้งใจจะเอามาให้มนุษย์ปลูก

แต่เจ้ากรรมแท้ๆ เทวดาดันเห็นจึงวิ่งไล่ฟันหางของหมาขาดไป 8 เส้น เหลือเพียง 1 เส้นเท่านั้น เมื่อหมากลับคืนมาสู่โลกมนุษย์ ได้เอาพันธุ์ข้าวจากสวรรค์มาให้คนปลูก

และเมื่อมนุษย์เสียชีวิต บางชาติพันธุ์ต้องการให้บุคคลผู้นั้นขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ (จะเรียกดินแดนสุขาวดีนั้นว่าอย่างไรก็แล้วแต่ แถน สรวง ฟ้า สวรรค์ ในยุคที่ยังไม่มีพุทธ พราหมณ์) เช่นชาวจ้วง จำเป็นต้องบูชายัญ “สุนัข” 1 ตัว ให้ตายไปพร้อมกับศพมนุษย์

ด้วยความเชื่อที่ว่า หมาเป็นสัตว์ประเภทเดียวเท่านั้นที่สามารถขึ้นไปยัง แถน สรวง ฟ้า สวรรค์ ได้ โดยสุจิตต์ วงษ์เทศ ได้นำเสนอภาพประกอบพิธีกรรมบูชายัญสุนัขเพื่อส่งวิญญาณผู้ตาย ผ่านรูปกลองมโหระทึก (ฆ้องกบ) ของชาวจ้วง

ครั้นถึงกรณีที่มีการพบรูปสุนัขในแหล่งโบราณคดีที่ศรีเทพ ฝังรวมกับมนุษย์ จึงมีการตั้งคำถามกันมากว่า สุนัขตัวนี้ตายตามธรรมชาติพร้อมเจ้าของของมัน หรือถูกจับบูชายัญ เพื่อทำหน้าที่ส่งวิญญาณผู้ตายไปปรโลก (แถน สรวง ฟ้า สวรรค์)

แล้วเทพ Anubis ของอียิปต์โบราณเล่า

จะเอาวิญญาณผู้ตายไปไหน?

จากองค์ความรู้ดังกล่าว ทำให้ดิฉันต้องหันไปเพ่งพินิจถึงประเพณีฝังศพของชาวอียิปต์โบราณ ตามที่เราท่านทราบกันดีถึงเทวปกรณัม ว่ามีเทพองค์หนึ่ง ตัวเป็นมนุษย์ หัวเป็นหมาจิ้งจอก มักถูกวาดหรือปั้นให้ยืนประกอบในสุสานของผู้ตายเสมอ

เทพครึ่งคนครึ่งสัตว์ผู้นี้มีชื่อว่า “อนูบิส” Anubis อันที่จริงคำว่า Anubis เป็นภาษากรีก แปลว่า “สุนัขรุ่นหนุ่ม/สุนัขผู้เป็นโอรส” ส่วนภาษาอียิปต์โบราณนั้นชื่อว่า Inpou / Inpu / Anpu / Anepou ล้วนเป็นชื่อที่อ่านยากจึงไม่นิยมเรียก เนื่องจากอารยธรรมกรีกก็สมาทานเทพเจ้าหลายองค์มาจากอียิปต์แล้วเอามาปรับชื่อเสียงเรียงนามใหม่

แม่ของอนูบิสคือ Bastet (Nephthys) และพ่อของเขาคือ Osiris เทพเจ้าสูงสุด

ผิวกายของอนูบิสมี “สีดำ” ในอียิปต์สีดำไม่ใช่สีแห่งความโศกเศร้า หากหมายถึงสีของมัมมี่หลังจากผ่านกระบวนการดองศพแล้ว สีนี้ยังบ่งบอกถึงการเน่าเปื่อยของร่างกาย ซึ่งการพันมัมมี่ต้องใช้น้ำมันดินสีดำ อีกทั้งยังเป็นสีของตะกอนโคลนดินอันอุดมสมบูรณ์สะสมอยู่ในแม่น้ำไนล์ในช่วงน้ำท่วมอีกด้วย

สีดำจึงเป็นสีแห่งการเกิดใหม่ และสีแห่งความหวัง

อนูบิสเข้าไปเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมแห่งความตายตอนไหน อย่างไร กี่ขั้นตอน เท่าที่ศึกษา ขอยกมาให้เห็นพอเป็นสังเขป ดังนี้

1. ทันทีที่มีคนตาย อนูบิสจะช่วยทำหน้าที่ดองศพผู้ตายในลักษณะมัมมี่

2. อนูบิสนำผู้ตายเข้าไปในห้องโถงที่มีเทพี “มาแอต” (Ma’at) สวมชุดขาวถือขนนก ทำหน้าที่ผู้พิพากษาศักดิ์สิทธิ์ โดยอนูบิสมีหน้าที่ชั่งน้ำหนักหัวใจของผู้ตาย หากเบาดุจขนนก แสดงว่าเป็นผู้มีจิตบริสุทธิ์ จะถูกส่งไปสวรรค์ หากหัวใจหนักอึ้งจนตาชั่งเอียงกระเท่เร่ แสดงว่ายังมีความละโมบใจบาปหยาบช้า ก็จะต้องถูกส่งไปลงนรก ทั้งนี้ ชาวอียิปต์โบราณเชื่อกันว่าหัวใจเป็นที่สิงสถิตของอารมณ์ ความรู้สึก สติปัญญา ความคิดอ่าน และศีลธรรมของบุคคล ดังนั้น การที่วิญญาณจะสามารถไปสู่ชีวิตหลังความตายได้ หัวใจของคนผู้นั้นจักต้องบริสุทธิ์ผุดผ่องเบาบางเหมือนขนนก

คำถามที่ตามมาก็คือ ทำไมต้องใช้ “หมาจิ้งจอก” ทำหน้าที่ส่งวิญญาณด้วยเล่า ในเมื่อมีสัตว์อื่นๆ ให้เลือกอีกมากมาย อาทิ นก ปลา สิงห์ ม้า แพะ ฯลฯ นักโบราณคดีและนักมานุษยวิทยา พยายามค้นหาคำอธิบายกันอยู่นานหลายปี มีข้อถกเถียงกันหลากทฤษฎี

จนในที่สุด มีเหตุผลหนึ่งค่อนข้างได้การยอมรับในวงกว้าง

นั่นคือ ในอียิปต์โบราณก่อนจะสถาปนาให้ “หมาจิ้งจอก/หมาป่า/หมาดำ” (จะเรียกอย่างไรก็สุดแท้แต่) มาเป็นเทพเจ้าแห่งการพิทักษ์ดวงวิญญาณผู้ตายนั้น ชาวอียิปต์ค้นพบว่าในทุกแห่งตามป่าช้าที่มีการฝังศพคนตายนั้น มักเห็นภาพ “หมาจิ้งจอก/หมาป่า/หมาดำ” มะรุมมะตุ้มขุดคุ้ยศพจนกระจุยกระจาย แทบไม่ค่อยมีสัตว์อื่นใดมารุมแทะทึ้งศพมนุษย์แบบนี้เลย

อย่ากระนั้นเลย ในเมื่อ “หนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่ง” ชาวอียิปต์มองว่าไหนๆ “หมาจิ้งจอก/หมาป่า/หมาดำ” ชอบอยู่กับซากศพเป็นทุนเดิม ก็ควรมอบหน้าที่ให้สัตว์กลุ่มนี้มาทำหน้าที่พิทักษ์รักษาศพเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดีไหม จักได้ช่วยป้องกันมิให้หมาจรจัดอื่นๆ มาแทะทึ้งศพ

นัยหนึ่ง เมื่อชาวอียิปต์ได้เห็นสัตว์ที่ชอบแทะกินศพมาทำหน้าที่เฝ้าศพเสียเอง ก็ทำให้อุ่นใจได้ว่าศพของบรรพบุรุษพวกเขาย่อมไม่ถูกทำลาย (อย่างน้อยก็เชิงสัญลักษณ์)

ยังมีอีกคำถามหนึ่งตามมาว่า แล้วในวัฒนธรรมอียิปต์นั้น ต้องบูชายัญสุนัข 1 ตัว หลังจากคนตายไป 1 คน ด้วยหรือไม่ คำตอบก็คือ มี! มีแน่นอน! ไม่ต่างไปจากวัฒนธรรมอุษาคเนย์

ได้มีการค้นพบสุสานมัมมี่สุนัขนับพันนับหมื่นตัว กองพะเนินเทินทึกฝังอยู่ไม่ไกลจากสุสานของฟาโรห์ (กษัตริย์) หรือสุสานของคนชั้นสูงทั่วไปตามเมืองสำคัญๆ ในอียิปต์ กรีก และโรมัน ทำให้เข้าใจได้ว่า พิธีกรรมส่งวิญญาณผู้ตาย หาได้จบลงเพียงแค่การนำเสนอภาพจิตรกรรมหรือภาพสลักรูปอนูบิสทำหน้าที่ง่วนอยู่กับการดองศพมัมมี่ หรือกำลังช่วยเทพีมาแอตชั่งน้ำหนักหัวใจผู้ตาย เท่านั้นไม่ ทว่าต้องมีการบูชายัญสุนัข 1 ตัวต่อ 1 ศพของมนุษย์คู่ขนานกันไปด้วย

แนวคิดของการใช้ “หมาจิ้งจอก/หมาป่า/หมาดำ” เป็นเทพในการพิทักษ์ศพ ส่งวิญญาณผู้ตายไปอีกปรโลกหนึ่ง ยังคงมีสืบทอดจากอียิปต์สู่กรีก โรมัน จนถึงคริสเตียนตอนต้น (สมัยศิลปะเรียก บีแซนไทน์ กอทิก และโรมาเนสก์) อย่างเข้มแข็ง เพียงแต่ค่อยๆ ปรับรายละเอียดปลีกย่อยในพิธีกรรมให้แตกต่างกันไป ทั้งบางยุคสมัยก็เปลี่ยนชื่อเรียก อนูบิส ไปเป็นชื่ออื่นๆ

สรุป สิ่งที่ดิฉันนำเสนอในบทความชิ้นนี้ อยากให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพกว้างของการใช้ “สุนัข” มาทำหน้าที่ส่งวิญญาณคนตาย ของซีกโลกตะวันตกกับตะวันออกที่มาพ้องกันโดยบังเอิญ แม้ว่าจะมีตำนานเรื่องเล่าความเป็นมาที่แตกต่างกันลิบโลก •

ปริศนาโบราณคดี | เพ็ญสุภา สุขคตะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...