โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

กู่อี้เฉาแพทย์หญิงหัตถ์เทวะ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 02 พ.ค. 2567 เวลา 00.40 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2567 เวลา 00.40 น. • รุ่งอรุณ(อ๊บ)
“ณ สกุลกู่ นางเป็นเพียงตัวไร้ค่านางหนึ่ง แต่เมื่อย่ำเท้าออกไปนอกกำแพงสูงชันแห่งนี้ ผู้คนต่างขนานนามของนางว่า แพทย์หญิงหัตถ์เทวะ”

ข้อมูลเบื้องต้น

“กู่อี้เฉา สตรีวัยเยาว์ผู้อาภัพ นางผู้ไร้สิ้นซึ่งความสามารถในการฝึกฝน กำเนิดมาพร้อมกับชะตาที่ลิขิตไว้ตั้งแต่ต้นว่าอ่อนแอและไร้ค่า ผู้ใดจะคาดคิดได้เล่าว่าในยามที่นางจวนเจียนจะตายแหล่ไม่ตายแหล่ ในจิตสำนึกกลับปรากฏระบบปฏิบัติการจากต่างกาแลกซี่ขึ้น

ระบบปฏิบัติการ มู่มู่ จากดินแดนซึ่งกำลังดับสูญ พร้อมด้วยคลังวิวัฒนาการทางด้านการแพทย์สมัยใหม่ เป็นตัวช่วยอัจฉริยะผู้ฉุดรั้งนางออกมาจากความมืดมิดไร้จุดจบ

ร่วมเติบโตไปพร้อมกับการเรียนรู้ทางการแพทย์ของกู่อี้เฉา ภายในโลกของผู้ฝึกปราณ อุปกรณ์สมัยใหม่จะสามารถปรับเข้ากับยุคสมัยที่แตกต่างนี้ได้อย่างไร

นางจะฝ่าฝืนพาตนเองออกไปจากโลกซึ่งถูกจำกัดเอาไว้ว่าตัวไร้ค่านี้ได้หรือไม่ ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวที่พันกันยุ่งเหยิงนี้อีกเล่า ลุ้นไปด้วยกันใน กู่อี้เฉาแพทย์หญิงหัตถ์เทวะ”

*******************************************************

สวัสดีผู้อ่านอีกครั้งหลังจากห่างหายจากการออกเล่มใหม่มากกว่า 2 เดือน ครั้งนี้ผู้เขียนได้กลับมาอีกครั้งพร้อมกับนวนิยายทางการแพทย์ที่ผสมผสานกลิ่นอายจีนเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเรื่อง กู่อี้เฉาแพทย์หญิงหัตถ์เทวะ

เล่าถึงความคิดตั้งต้นที่ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มแต่งนิยายแนวนี้ คงต้องเกริ่นมาตั้งแต่ที่ข้าพเจ้าได้เผลอไผลกดเข้าไปในช่องของคุณหมอคนหนึ่งที่พบเห็นทางสื่อสังคมช่องทางหนึ่ง ข้าพเจ้าเห็นเขาถ่ายทอดเรื่องราวและเคสที่ทำการผ่าตัด ข้าพเจ้าในยามนั้นรู้สึกขึ้นมาฉับพลันโดยไม่ทันตั้งตัวว่า ‘เราลองท้าทายตัวเองดูสักครั้งดีไหม? โดยมุ่งแต่งนิยายทางการแพทย์?’

แต่ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าตัวของข้าพเจ้านั้นหาใช่คนที่มีความรู้ทางการแพทย์แต่อย่างใด เพียงเพราะความต้องการของข้าพเจ้าที่ยากจะดับได้ ข้าพเจ้าต้องใช้ความพยายามมานานหลายเดือนเพื่อสืบค้นข้อมูล ข้าพเจ้าหมดสมุดเล่มหนามากกว่าร้อยหน้าไปกับการเขียนสิ่งที่ข้าพเจ้าสืบพบ โรค อุปกรณ์ทางการแพทย์ ศัพท์ วิธีการรักษา การเฝ้าระวังและข้อควรปฏิบัติ ข้อมูลมากมายเหล่านี้ข้าพเจ้ากลับรู้สึกว่าตนยังศึกษาได้เพียงผิวเผิน แต่ถึงกระนั้นข้าพเจ้าได้พยายามมากสุดความสามารถแล้ว

ข้าพเจ้ายังได้เลือกตัวละครหนึ่งตัวข้นมาเป็นตัวนำของเรื่อง เด็กสาวอายุเพียง 14 ปีเท่านั้น ถูกกระทำหยามเหยียด รังแก ทรมาน และที่สำคัญที่สุด ตัวละครตัวนี้ข้าพเจ้าวางไว้ให้นางเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง ท่ามกลางผู้คนที่สามารถฝึกพลังปราณได้ คิดไปแล้วข้าพเจ้าเกิดสำนึกผิดแต่ยากที่จะเข้าไปแก้ไขได้อีก เพราะข้าพเจ้าแต่งจบเล่มหนึ่งไปแล้ว

ทั้งนี้ข้าพเจ้าดันสร้างปมเอาไว้ให้กับตัวละครไม่น้อยเลย ข้าพเจ้าพยายามเป็นอย่างยิ่งยวด หมั่นจด หมั่นเขียน จนกลัวตัวเองเหมือนกันว่าจะเผลอเลอหลงลืมไปหรือไม่ แต่ข้าพเจ้ามุ่งหวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น ถ้อยคำส่งต่อของข้าพเจ้านับจากนี้คงไม่มีอีกแล้ว หวังเพียงผู้อ่านทุกท่านที่ได้อ่านเตรียมพร้อมที่จะรับความรู้สึก เศร้าโศก เกลียดชัง การเติบโตพร้อมความสามารถที่เพิ่มพูนขึ้นไปเรื่อย ๆ ของ ’ กู่อี้เฉา’ เหนือสิ่งอื่นใดนวนิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่ง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ขอบพระคุณ

*******************************************************

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2537 และ

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558

เปิดเรื่องวันที่ 22/12/2566

นางเป็นเพียงคนไร้ค่าคนหนึ่งเท่านั้น เล่ม 1

สถานที่แห่งนี้ถูกนิยามเอาไว้ว่าดินแดนเบื้องล่าง ถูกปกครองแบ่งแยกได้สามอาณาจักรใหญ่ ยื้อแย่งทำศึกมานานหลายหมื่นปีแต่กลับไร้สิ้นการเปลี่ยนแปลง แม้ 5,000 ปีก่อนจะเกิดการสอดมือเข้ามาจากดินแดนซึ่งสูงกว่า ทำให้สามอาณาจักรจำต้องอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขไร้สิ้นสงครามนองเลือด อาณาจักรลี่หยวนตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างสองอาณาจักรใหญ่ อาณาจักรโย่วสืออยู่ด้านบนสุดของดินแดนและใต้สุดนั้นเป็นของอาณาจักรฝูหยางทั้งหมด

เหตุที่เป็นเช่นนี้ได้ล้วนเป็นเพราะดินแดนเบื้องบนเหล่านั้นยื่นมือของพวกเขาลงมา พวกเขาเล็งเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นหลายหมื่นปีช่างระคายตายิ่งนัก การฆ่าล้าง การต่อสู้ที่ราวกับมดปลวกปะทะกัน ความร่วงโรย ชีวิตที่ไร้ค่า บางคราสิ่งเหล่านี้อาจสร้าความรำคาญใจแก่พวกเขา ผู้มีอำนาจและเปี่ยมไปด้วยความแข็งแกร่งเหล่านั้นจึงไม่อาจวางเฉย

เมื่อถูกความแข็งแกร่งเข้าสบบ ต่อให้สามอาณาจักรตัดสินใจรวมกำลังกันยังคงไม่อาจต่อต้านได้หรือขัดขืนได้ ขีดแบ่งความสามารถห่างชั้นเกินไป ผู้คนในดินแดนเบื้องล่างไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะต้านทานถ้อยประกาสิทธิ์ที่ส่งลงมา ด้วยกฎที่ตายตัว ผู้ปกครองทั้งสามอาณาจักรจำต้องฝืนใจยอมรับ เสียงสะท้อนต่อภาพรวมเช่นนี้เด่นชัดว่าพวกเราในดินแดนเบื้องล่างนี้…ช่างอ่อนแอ

โลกที่เป็นเช่นนี้ย่อมไม่มีพื้นที่ยืนหยัดสำหรับผู้ที่อ่อนแอ มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่มีความสามารถในการพูด ผู้อ่อนแออาจทำได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นและทำได้ค่อนข้างดีมากทีเดียว มันคือการก้มหัวลงมา ละทิ้งสิ่งที่เรียกขานว่าศักดิ์และศรี โน้มตัวหมอบกราบกรานทิ้งศีรษะไว้กับพื้น ยอมรับการข่มเหงทุกสิ่งอย่าง ไม่เช่นนั้นแล้ว สิ่งสุดท้ายที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า มีเพียงความตาย…

เป็นธรรมดาไปเสียแล้วที่ผู้คนจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน หนึ่งคอผู้มีความสามารถในการฝึกปราณล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ได้รับการอำนวยพรจากเทพเซียนตั้งแต่กำเนิด จะปรากฏเส้นลมปราณก่อกำเกิดขึ้นในร่างกายคนเหล่านี้คือผู้ที่จะแข็งแกร่งขึ้นได้ในอนาคต การแบ่งระดับที่ถูกจารึกไว้ตั้งแต่บรรพกาลมีทั้งสิ้น 9 ระดับ โดยแบ่งเป็นสีของพลังปราณเมื่อใช้พลัง เริ่มต้นที่สีขาว เหลียง เขียว น้ำเงิน ม่วง แดง ดำ เงิน และทอง ในระดับเหล่านี้ยังมีขั้นให้ต้องปีนป่ายไต่ขึ้นไปอีกถึง 10 ขั้น ความแข็งแกร่งสูงสุดในดินแดนเบื้องล่างกลับอยู่เพียงระดับสีม่วง เมื่อก้าวพ้นไปจนถึงระดับสีแดงได้จึงจะมีสิทธิ์ได้ขึ้นไปยังดินแดนเบื้องบน

สถานที่สองดินแดนนี้แตกต่างกันเช่นไรอย่างนั้นหรือ?

กล่าวไปแล้วมันคือข้อแตกต่างของทรัพยากรและระดับของดวงดาว ดินแดนเบื้องล่างนี้ถูกจัดอยู่ในระดับ 6 เพียงเท่านั้น พลังงานตามธรรมชาติไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนแข็งแกร่งกว่าระดับที่กำหนดไว้ได้ แม้ต้องใช้เวลาฝึกฝนมากกว่า 500 ปี ยังนับว่ายากยิ่งที่จะก้าวผ่านไปยังระดับถัดไป

ส่วนดินแดนเบื้องบนนั้นมันคือดาวที่ถูกยกระดับไปยังระดับ 7 ในระดับนี้ขนาดของดาวนั้นใหญ่ยิ่งกว่าดินแดนเบื้องล่างถึง 10 เท่า พลังงานตามธรรมชาติหนาแน่น การเลื่อนผ่านไปยังระดับถัดไปจึงเป็นไปได้ง่ายกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วมีหรือที่ผู้ฝึกปราณจะไม่ต้องการดิ้นรนเพื่อฝืนขึ้นไป?

ทางเข้าที่เชื่อมโยงระหว่างสองแห่งนี้ยังคงเป็นความลับ มีเพียงตระกูลใหญ่และผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะมีความสามารถในการรู้ข้อมูล

ปีกุ่ยไฮ่(ปีที่ 60) แห่งราชวงศ์หยวนลำดับที่ 114

เรือนหลังเล็กสภาพเก่าและทรุดโทรม ไร้สิ้นการบำรุงรักษา ไร้สิ้นผู้คนเหลียวแลเอาใจใส่ สถานที่ซึ่งหลังคากระเบื้องมีรูโหว่ปล่อยให้แสงแดดส่องลอดผ่านลงมาถึงเบื้องล่างจนเป็นดวงได้แห่งนี้ น่าเหลือเชื่อว่ามันถูกตั้งอยู่ในเขตจวนตระกูลกู่

ตระกูลกู่เป็นส่วนหนึ่งในตระกูลใหญ่ พวกเขาในดินแดนแห่งนี้คือสายรองของตระกูลใหญ่ ซึ่งถูกส่งลงมาจากดินแดนเบื้องบน ตระกูลสายรักษาด้วยพิษหนอนกู่เพียงหนึ่งเดียวตลอด 10,000 ปี ตระกูลใหญ่ซึ่งได้รับความเคารพยำเกรงจากผู้คนแม้กระทั่งราชวงศ์จากทั้งสามอาณาจักรใหญ่ พวกเขายังต้องไว้หน้าตระกูลกู่อยู่สามส่วน

อากาศร้อนอบอ้าว เศษซากของไม้เลื้อยแห้งตายทิ้งเศษแห้งกร้านปกคลุมหลังคากระเบื้องแทบทุกส่วน เครือและใบเหล่านั้นในอดีตเคยเป็นสีเขียว แต่เพราะอากาศยามนี้ร้อนมากเกินไปถูกลวกจนแห้งเหี่ยว แต่ถึงกระนั้นยังไม่ยินยอมที่จะตายไปโดยง่าย มันยังพายอดอ่อนซึ่งสามารถงอกรากขึ้นมาได้ไปยังจุดที่อับแสง ซ่อนรากในเงามืด ลอบกลืนกินน้ำที่ไหลออกมาจากคลองน้ำทิ้งซึ่งจงใจปล่อยเข้ามาโดยคนรับใช้ภายในจวน ความพยายามของมันไม่เคยถูกทอดทิ้ง มันยังยืนต้นอยู่ได้มาหลายปี ยากที่จะเชื่อว่าสภาพของเรือนที่ถูกทิ้งร้างแห่งนี้กลับมีผู้อาศัยอิงแอบมามากกว่าสิบปี

“เจ้าเองคงไม่อยากตายเช่นกันหรือ?” เด็กสาวในวัยเพียง 14 หนาว ดวงหน้าซีดเซียวไร้สิ้นเครื่องประทินผิวดูจืดชืดไร้สิ้นจุดเด่นใด อาจมีเพียงดวงตาและคิ้วตกทั้งสองข้างของนางเท่านั้นที่ยังพอชูเครื่องหน้าไม่ให้ธรรมดาจนเกินไป เมื่อมีมันแล้วกลับทำให้ดวงหน้าเล็กนี้ราวกับกำลังโศกเศร้า ร่างกายผอมแห้งราวปลิวลม มองมาจากระยะไกลอาจคิดว่านางเป็นเพียงท่อนไม้เดินได้เท่านั้น

ร่างอ่อนระโหยโรยแรงได้ก้าวผ่านพิธีปักปิ่นมาแล้วเมื่อ 5 เดือนก่อน พิธีการไร้สิ้นแขก ไร้สิ้นมารดาและบิดาปักปิ่นผูกผม นางได้รับเพียงปิ่นไม้อย่างง่ายดูไร้ราคาหนึ่งด้าม มันเก่าแสนเก่าราวกับเป็นสิ่งของที่หากมอบให้สาวใช้ยังไม่ต้องการ ร่องรอยบางประการชี้ชัดว่ามันถูกใช้มาก่อนหน้าแล้วจึงถูกผลัดเปลี่ยนมือจนตกมาถึงนาง พิธีการันเรียบง่ายถูกดำเนินไปทั้งที่อากาศหนาวเหน็บเพราะนางเกิดในช่วงต้นปี กองหิมะสีขาวไม่อาจเทียบได้กับความหนาวเหน็บที่กัดกินจิตใจดวงเล็กนี้ตลอดสิบปีที่ผ่านมา มีนางเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ใช้ปิ่นนั้นปักประดับศีรษะของตน แต่ถึงกระนั้นกลับไม่อาจซุกซ่อนรอยยิ้มลอบยินดีเอาไว้ได้ อย่างน้อยยังได้รับของขวัญ นางไม่ได้ถูกลืมเลือนไปเสียทีเดียว

ฝ่ามือเล็กและบางเห็นแนวของการจัดเรียงตัวกระดูกชัดเจน ยื่นออกไปด้านหน้าของตนทั้งที่ยังนอนหงายอยู่บนพื้น เมื่อสะท้อนกับแสงแดดที่สาดส่องเข้ามามันกลับเห็นชัดเจนว่านางไร้เรี่ยวแรงและอ่อนแอมากเพียงใด ดวงตากลมโตสีดำเปื้อนหมึกจับจ้องไปยังรูรับแสงมากมายบนหลังคาเรือนนิ่ง นางพบกิ่งก้านและใบที่ปกคลุมราวกับพบเจอสหายที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน รอยยิ้มหยันสลักลึกอยู่บนมุมปากเล็กบาง

‘ความพยายามเอาชีวิตรอดทั้งที่เราอ่อนแอเช่นนี้ นี่คือสิ่งที่เจ้าและข้าเหมือนกัน’

การทอดกายนอนอยู่บนเตียงผุพังแสนสงบสุขไม่อาจรักษาเอาไว้ได้อีกต่อไป หูของนางกระดิกหลายครั้งก่อนที่กายเล็กจะลุกขึ้นยืนตัวตรง เดินออกไปที่ด้านหน้าของเรือนนอน รอคอยอยู่ตรงนั้นไม่ไปที่ใด

นางเชื่องราวกับสัตว์ที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี

ตึก ตึก ตึก

เสียงรองเท้ากระทบพื้นมากกว่า 10 คู่ เด็กสาวทิ้งกายทรุดลงด้านหน้าเรือน ก้มหน้าหลบซ่อนดวงหน้าเล็กราวฝ่ามือเอาไว้เบื้องล่าง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยขึ้นมาเผชิญหน้ากับผู้มาใหม่หากไม่ได้รับถ้อยคำอนุญาต

“จับนางขึ้นมา” เสียงเล็กเจือความแหลมของสตรีวัยกลางคนดังขึ้นทันทีที่เดินมาถึง ในอกของเด็กสาวผู้เฝ้ารอก่อเกิดความอุ่นซ่านและหวาดกลัวขึ้นมาพร้อมกันไม่อาจควบคุมได้ หญิงสาวก้มหน้าเอาไว้ชิดแผ่นอก ไม่ส่งเสียงท้วงติงใดสักคำ แม้ใต้วงแขนที่มีเนื้ออันน้อยนิดของนางจะถูกบิดจนขึ้นสีเขียวเป็นจ้ำ ด้วยการลงมือของสาวใช้สองนาง

“ฮูหยินสาม คุณหนู กู่อี้เฉา พร้อมแล้ว” หญิงรับใช้ข้างกายของสตรีนางนั้นยืนอยู่ด้านข้างของเด็กสาวซึ่งถูกเรียกขายว่ากู่อี้เฉา

ฮูหยินสาม หรือ ฉีหลี่เหลียน มารดาผู้ให้กำเนิดตัวไร้ค่าเช่นนาง กู่อี้เฉาชื่อที่กำเนิดจากหญ้า หญ้าที่เปรียบดั่งวัชพืชสำหรับชาวนา หญ้าไร้ค่าอันดับหนึ่ง ฉีหลี่เหลียนเป็นภรรยาลำดับที่สามของนายท่านใหญ่ กู่เฉิน ผู้นำตระกูลกู่บนดินแดนเบื้องล่างแห่งนี้

“อี้เฉา วันนี้เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้ารู้สึกเช่นไร กู่เหยว่โหลว เด็กคนนั้นสำเร็จพลังปราณระดับสีเหลืองขั้น 4 ทั้งที่นางอายุน้อยกว่าเจ้าหลายเดือน เด็กโสโครกที่กำเนิดจากนางโรมชั้นต่ำยังมีความสามารถมากกว่าเจ้า!” ฝ่ามือบอบบางอันอ่อนนุ่มตามฉบับสตรีที่ได้รับการทะนุถนอมมาอย่างดี จับกุมลงมาบนกรอบหน้าของบุตรสาวซึ่งก้มต่ำอยู่ตลอดเวลา เขย่าอย่างรุนแรงเพื่อระบายความโกรธแค้นที่เจ้าตัวรู้สึกให้คลายลงไปได้บ้าง

“ท่านแม่…ขะ…ข้าขออภัย” กู่อี้เฉาสั่นสะท้านไปทั้งกาย เด็กสาวนึกหวาดกลัวฝ่ามือนี้ของอีกฝ่ายเหลือเกิน แต่จิตใจของนางช่างยากต่อการควบคุม ภายในนั้นกำลังสั่นสะท้านและโหยหา ต่อให้ถูกกระทำโดยคนตรงหน้าอีกกี่ร้อยครั้งหรือจะพันครั้ง นางกลับไม่นึกโกรธเคือง คนผู้นี้คือผู้ให้กำเนิดนางขึ้นมา บุญคุณมอบชีวิตมีน้ำหนักมากเพียงใด แต่เหนือเหตุผลอื่นใดคือฉีหลี่เหลียนเป็นคนเดียวที่นางกล้านับว่ามีความสัมพันธ์อยู่ภายในจวนใหญ่อันโหดร้ายแห่งนี้

‘ท่านแม่สัมผัสข้า แม้จะเจ็บปวดอยู่บ้าง สิ่งเหล่านี้ไม่นับว่าเป็นอันใด’

น่าขันที่ความรู้สึกทั้งสองต่างตีรวนและแสดงออกอยู่ภายใต้ดวงหน้าเล็กตอบ อ่อนแอถึงขั้นบีบเพียงครั้งเดียวกรอบหน้าเล็ก ๆ นี้อาจแตกออก ท่าทีเช่นนั้นกลับสร้างความขุ่นมัวขึ้นในอารมณ์ของฉีหลี่เหลียนยิ่งนัก เล็บสีดำซุกซ่อนเอาไว้ด้วยพิษชนิดหนึ่ง จิกเกร็งเข้าไปยังเนื้อส่วนลำคอใต้กรอบหน้าของกู่อี้เฉา เรียกเลือดสีแดงฉานไหลหยดย้อยลงมาตามผิวกายของผู้ถูบจับกุม

“เจ้าเรียกข้าว่าท่านแม่? ไม่! ข้าจะให้กำเนิดเด็กไร้ค่าที่ไม่มีแม้กระทั่งเส้นลมปราณเช่นเจ้าได้อย่างไร! หากเจ้าไม่เกิดมา หากไม่มีเจ้าข้าคงให้กำเนิดบุตรชายมากความสามารถและบุตรสาวผู้งดงามได้! เหตุใดเจ้าจึงออกมาก่อนพวกเขา ออกมาและยังทำลายเส้นทางในอนาคตของข้า! ตัวอัปยศ ตัวไร้ค่า! เจ้ามันเป็นตัวอันใดกันแน่!” เสียงตวาดหวีดแหลมของฉีหลี่เหลียนเสียดแทงฝังลึกเข้าไปภายในใจของกู่อี้เฉา คลื่นอารมณ์สร้างความจุกเสียดแสบร้อนมาจนถึงลำคอด้านใน กู่อี้เฉาขมปร่าไปทั้งปากและคอพยายามอดกลั้นก้อนสะอื้นเอาไว้ ฝ้าหมอกร้อนกระจุกรวมภายใต้ฐานของกระบอกตากลมคู่ตกให้พร่ามัวยากที่จะอดกลั้นไว้ได้อีก

“ความผิดข้า เป็นความผิดของข้า” นางพร่ำเอ่ยออกมาละล่ำละลักแทบไม่เป็นคำ รับถ้อยคำด่าว่าทั้งหมดว่าเป็นความผิดของตน เสียงของฉีหลี่เหลียนดังขึ้นอีกครั้ง ถ้อยคำมากมายที่เฝ้ากรอกหู นางได้รับฟังสิ่งนี้ซ้ำ ๆนับแต่จำความได้

“เพราะตั้งครรภ์เจ้า ข้าในยามนั้นกลับถูกพิษจากนางจิ้งจอกแพศยาอนุสี่ พิษแทรกซึมเข้ามาในกายเนื้อของข้าทำให้ข้าในยามนั้นถูกบีบบังคับให้ต้องเลือก หนึ่งคือสิ่งใด เจ้ารู้หรือไม่?…” ฝ่ามืออาบพิษผละถอยจากไป กู่อี้เฉาได้ยินเสียงลากของเก้าอี้ไม้เนื้องามหยุดลงเบื้องหน้าของนาง

เข่าเล็กถูกกระทุ้งด้วยปลายเท้าของสาวใช้ให้คุกเข่าลงไปบนพื้นไม้ที่เต็มไปด้วยเสี้ยนหนาม เสียงเสียดสีของเนื้อและหนังกับพื้นไม้ช่างคุ้นเคยในความรู้สึก บาดแผลที่เกือบหายขาดได้รับการกระแทกซ้ำรอยเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“หนะ…หนึ่งคือการยอมรับพิษนั้นสู่กายของท่านแม่ ข้าถึงมีชีวิตรอด และสองคือการขับพิษออกไปพร้อมกับชีวิตของข้าที่ปลิดปลิว”

“ใช่ ข้าเลือกข้อแรก พิษนั้นทำให้ข้าไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้อีกตลอดชีวิต ข้าวางทิ้งความหวังทั้งหมดไว้ที่เจ้า ชีวิตน้อย ๆ ภายในท้องข้าภายภาคหน้าอาจกลายเป็นคุณหนูสามหรือคุณชายรอง นั่นคือความหวังที่ข้าเฝ้าฟูมฟักดูแลอยู่ภายในกายเกือบปี! แต่…เหตุใดเจ้าจึงกลายเป็นเช่นนี้? เป็นเพียงตัวไร้ค่าสร้างความอับอายให้แก่ข้า? หากรู้ว่าเด็กที่เกิดมาจะเป็นเจ้า ข้าคงเลือกอีกทางโดยไม่ลังเลสิ่งใด…”

เลือดสีแดงสดเริ่มไหลออกมาจากริมฝีปากของกู่อี้เฉา เด็กสาวทรุดกายนอนแผ่บิดเร้าอยู่บนพื้น พิษชนิดนี้ทวีความรุนแรงยิ่งกว่าทุกครั้งที่ได้รับ?

‘ท่านแม่ ท่านมีความคิดที่จะสังหารข้าแล้วหรือไม่?’

ดวงตากลมโตเบิกโพลงขึ้นในเวลาไม่นานเมื่อคิดได้เช่นนั้น มันทั้งคู่กำลังจับจ้องไปยังดวงหน้างามงดของสตรีผู้ให้กำเนิด ความรู้สึกเจ็บบิดมวลไปทั้งหัวใจ ราวกับจะสามารถแตกระแหงออกมาได้ทุกเมื่อ

“อย่ากังวล เจ้ารู้ดีที่สุดไม่ใช่หรือ? เด็กทุกคนที่เกิดในตระกูลกู่แห่งนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ตายได้ก่อนที่เจ้าจะอายุ 20 ปี เจ้าจะไม่ตายหรอกลูกรักของข้า มารหัวขนเช่นเจ้ายังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปถึง 6 ปีเต็ม ๆ” พัดประดับด้ามด้วยหยกเลือดนกถูกยกขึ้นมาปกปิดดวงหน้าครึ่งล่าง เผยให้เห็นเพียงดวงตาไร้ความรู้สึก ความเย็นยะเยือกเกาะกุมจิตใจของกู่อี้เฉาจนด้านชา น่าประหลาดใจนักที่ความเจ็บปวดเจียนตายนั้นกลับดูบางเบาลงเมื่อได้ฟังถ้อยคำนั้นของมารดา

‘ท่านแม่ หากไม่ใช่เพราะกฎที่มีนั้น ท่านคงสังหารข้าโดยไม่ลังเลใช่หรือไม่?’

“ท่านแม่ ข้าเจ็บ” ริมฝีปากแตกกร้านส่งเสียงร้องครวญครางสะอื้นไห้ราวกับจะขาดใจลงได้ทุกเมื่อ ดวงตาเฝ้าเว้าวอนหวังเพียงร้องขอโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่

“ใช่แล้ว เจ้าสมควรที่จะเจ็บปวด นี่คือพิษที่กลั่นออกมาจากเกศรกุหลาบฟ้าคราม 500 ปี มีสรรพคุณเพียงหนึ่งเดียวคือการสร้างความเจ็บปวดในหัวใจแก่ผู้ถูกพิษ หากทนได้ภายในเวลา 2 ชั่วยาม พิษจะสลายหายไป หากเป็นผู้อื่นคงตายตกไปภายใน 1 เค่อ ทว่ากับเจ้าที่ไม่ยอมตายไปสักที 2 ชั่วยามนั้นไม่นับว่าเป็นสิ่งใด เจ้าอดทนเพื่อข้าได้หรือไม่?” ดวงตาวาวน้ำโค้งงอลงบ่งบอกว่าฉีหลี่เหลียนกำลังเปี่ยมสุขมากเพียงใด

แต่ถึงกระนั้นเด็กที่ไม่เคยได้สัมผัสคำว่ารักแม้แต่ครั้งเดียวกลับโหยหามันยิ่งนัก กู่อี้เฉาต้องการมัน ต่อให้เป็นเพียงการลวงหลอก ต่อให้เป็นเพียงภาพลวงตาเพียงเสี้ยวลมหายใจ นางยินดีที่จะคว้าเอาไว้

“ท่านแม่ ข้าทนได้”

‘ท่านแม่ เพื่อให้ได้รับคำชมนั้นของท่าน ข้ากลับเจ็บปวดเหลือเกิน คุ้มหรือไม่? ข้าเฝ้าถามตนเองเช่นนั้น แต่คำตอบของมันชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ มันคุ้มค่า’

กู่อี้เฉา เล่ม 1

ความรู้สึกทรมานราวกับจะหยุดหายใจได้ทุกเมื่อ สิ้นสุดลงเมื่อผลของยาพิษหมดไป เงาด้านหลังของฉีหลี่เหลียนทอดยาวออกไปไกลมากยิ่งขึ้นเมื่อครั้งที่มันกระทบกับแสงสีเหลืองอร่ามก่อนที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ช่างคล้ายคลึงกับความรักที่นางปรารถนาและโหยหาพวกมันกำลังย้ำชัดต่อนางว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่เพียรพยายามไขว่คว้ามานั้นจะไม่มีวันประสบผลสำเร็จ น่าจนใจที่กู่อี้เฉาไม่เก็บมันมาใส่ใจ สติสุดท้ายก่อนที่ร่างผอมกะหร่องจะล้มคือแสงสีส้มเหลืองทองอร่าม

คลื่นความร้อนปะทุถึงจุดสูงสุดเมื่อเวลาเคลื่อนผ่านมาถึงเที่ยงวันของวันถัดมา ระยะเวลาหลับลึกสองวันหนึ่งคืนมากพอที่จะทำให้เลือดแห้งกรังติดตามเนื้อผ้าจนแข็งตัว ความระคายเคืองยากสลัดหลุดทำให้ร่างผอมบางไม่สามารถฝืนหลับตาของนางเอาไว้ได้อีกต่อไป

เปลือกตาสีขุ่นดูคล้ำเล็กน้อยอาจเพราะดวงหน้าขาวซีดจากเลือดที่สูญเสียไปทำให้เห็นสีดำคล้ำได้ชัดเจน ขนตายาวหนาเกินกว่าคนปกติถึงเท่าตัวกำลังกระพริบถี่คลอเคลียอิงแอบราวกับไม่ต้องการที่จะตื่นขึ้น แม้ว่ากลางหน้าผากของนางตรงกับรูของแผ่นกระเบื้องที่พึ่งแตกไปเมื่อสองวันก่อน แสงรอดผ่านแยงตาจนเห็นแผ่นเปลือกตาด้านในเป็นสีแดงสว่าง สวรรค์ช่างรังสรรค์ชีวิตของนางได้ดีเสียจริง

“ยังไม่ตายแหะ แม่นมจูท่านพูดถูกจริงด้วย” ระหว่างการตัดสินใจเลือกของกู่อี้เฉา เสียงเล็กเจือแววหวาน ทั้งใสและกระจ่างราวกับเสียงของกระดิ่งทองคำอันบริสุทธิ์ในอารามชีบนเขา เมื่อครั้งได้ยินยลยังสามารถนำพาจิตใจให้สงบได้

แขนเรียวเล็กหุ้มกระดูกถูกใช้เป็นที่ค้ำยันกายของกู่อี้เฉาขึ้นนั่งตัวตรง นางพยายามอิงแอบไปกับเสาผุต้นที่ใกล้มากสุดเท่าที่จะทำได้ ดวงตากลมโตสีดำจับจ้องไปยังร่างของผู้มาใหม่ยืนสอดส่องจากเส้นทางด้านนอกรั้ว

“คุณหนู ยายเฒ่าบอกแล้วว่านางยังไม่ตาย ชุนอี้เหนียงสั่งความมาแล้วว่าไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับผู้ใดในจวนหลังนี้มากนัก เชื่อข้าเถิดเจ้าค่ะ กลับเรือนของท่าน” หญิงชราหัวหงอกขาวจับจูงแขนของน้องแปด เด็กน้อยตัวอ้วนกลมที่กำเนิดจากอนุภรรยาลำดับที่ 3 ของบิดานาง

เด็กคนนี้ได้รับความเอ็นดูจากฮูหยินผู้เฒ่ามากที่สุด นางช่างพูดช่างฉอเลาะ ชอบเอ่ยถ้อยคำหวานซ่านชวนฟังทั้งที่อายุยังน้อยเพียงนี้เป็นธรรมดาที่จะทำให้ผู้พบเห็นรักใคร่ได้ไม่ยาก ทางด้านชุนอี้เหนียงในสายตาของกู่อี้เฉานั้นเป็นคนที่รู้จักการวางตัว รู้ว่าควรอยู่เช่นไรจึงจะรอดพ้นและปลอดภัย ภายในจวนตระกูลกู่ที่เต็มไปด้วยพิษแห่งนี้

น้องแปดที่ได้รับการอบรมณ์เลี้ยงดูมาอย่างดีจากสตรีเช่นชุนอี้เหนียงนั้น กลับกล้าที่จะดื้อรั้น เด็กน้อยยังคงเป็นเด็กน้อยอยู่วันยังค่ำ เมื่อมีความคิดเช่นนั้นกู่อี้เฉาเผยรอยยิ้มแต้มประดับอยู่บนข้างแก้ม น้องแปดที่น่าเอ็นดู นางจะสามารถเรียกเด็กน้อยว่าน้องสาวได้หรือไม่? แก้วกลมนั้นดูนุ่มนิ่มน่าทะนุถนอมยิ่งนัก

“อ๊า! แม่นมท่านเห็นหรือไม่ นางกำลังยิ้มมาให้ข้า? ข้าต้องการที่จะสั่งสอนนาง!” สิ่งที่กู่อี้เฉายังไม่ได้คิดไว้ล่วงหน้าได้เกิดขึ้นแล้ว นางจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กน้อยซึ่งกอบกุมดวงหน้าน่าเอ็นดูคนนี้จะมีอารมณ์ร้าย เมื่อสองเดือนก่อนที่ได้พบกันเด็กคนนี้พร้อมอนุสาม นางยังได้รับข้าวและน้ำที่มอบให้พร้อมรอยยิ้มใจดีไม่ใช่หรือ

“ท่านจะทำเช่นนี้ไม่ได้ ถ้าชุนอี้เหนียงรู้เข้า เกรงว่าท่านต้องถูกตำหนิ และยายเฒ่าคนนี้ต้องถูกโทษโบยที่ดูแลท่านได้ไม่ดี อี้เหนียงไม่ใคร่ชื่นชอบให้ท่านใช้ความรุนแรงเช่นนี้” แม่นมเฒ่าพยายามเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม

กู่อี้เฉาพยายามพยุงกายของนางหลบหลีกหนีหายออกจากการมองเห็นของเด็กน้อย เพื่อไม่ให้เป็นการกระตุ้นอารมณ์ของน้องแปด ทว่ามันช่างยากเย็นเหลือเกิน นางทำได้เพียงหายใจรวยรินอยู่กับที่เท่านั้น อาหารไม่ได้ตกถึงท้องนางมากี่วันแล้วกัน

ยิ่งเห็นนิ้วเท้าเล็ก ๆ ภายใต้รองเท้างดงามก้าวเข้ามาเรื่อย ๆ ท่ามกลางความพยายามห้ามปรามของแม่นมเฒ่าดูไร้ผล ความสิ้นหวังเกิดขึ้นภายในจิตใจของกู่อี้เฉาครั้งแล้วครั้งเล่า เกรงว่าครั้งนี้นางคงต้องเจ็บตัวอีกครั้งแล้ว หวังเพียงว่าน้องแปดจะไม่ใช้กำลังมากนัก

กู่อี้เฉาไม่กล้าขัดขืน น้องแปดเป็นที่รักของฮูหยินผู้เฒ่า ย่อมไม่มีทางรับฟังถ้อยคำของนางแม้แต่คำเดียว คงสั่งลงโทษโบยนางหลายสิบไม้ เมื่อเป็นเช่นนั้นไม่สู้ให้นางยอมรับการระบายความโกรธจากเด็กน้อยคนนี้ยังดีเสียกว่า

“เจ้ามองข้าหรือ? ท่านย่าบอกว่าเจ้าไร้ประโยชน์ที่สุดในจวน หากไม่ใช่เพราะกฎที่มีเจ้าคงตายไปแล้ว ท่านย่าไม่ให้ข้าเข้าใกล้เจ้า นางบอกว่าหากพบเจ้าที่ใดให้รีบใช้ไม้ไล่ตีเจ้าให้ตาย! ข้าต้องตีเจ้าแล้วไปรับรางวัลจากท่านย่า” อนิจจาเด็กน้อยกลับเข้าใจความนัยนั้นผิดพลาด ผ้าที่เคยขาวบริสุทธิ์จะเดินไปในทิศทางเช่นนี้หรอกหรือ? สิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่าปลูกเอาไว้ให้กับน้องแปด คือความรังเกียจเดียดฉันท์ที่มีต่อนางผู้เป็นหลาน

“ขะ…ข้า…ข้าขออภัย” ในสภาพเช่นนี้ กู่อี้เฉาไม่อาจเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดได้ดีไปเสียกว่าการกล่าวขอลุแก่โทษ สิ่งที่นางได้เรียนรู้ตลอดอายุ 14 ปีที่ผันผ่านมา หนทางในการเอาชีวิตรอดภายใต้กลุ่มคนที่มีอำนาจและความแข็งแกร่งนั่นคือ จงก้มหัวและยอมรับทุกสิ่ง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นความอยุติธรรมมากเพียงใดก็ตามที ละทิ้งศักดิ์ศรี วางเหตุและผลออกไปให้หมด อย่าต่อต้าน เพราะเสียงของนางไม่ต่างอันใดกับสายลมที่พัดผ่านไป ไร้ผู้คนตระหนักถึง

“เจ้าท้าทายข้า? เป็นแค่ตัวไร้ค่ากลับกล้าเอ่ยออกมาได้อย่างไร ข้าจะตีเจ้าให้ตาย! เจ้ากำลังเยาะเย้ยข้า คิดว่าข้าเป็นเพียงลูกสาวของท่านพ่อที่เกิดมาจากอนุภรรยานางหนึ่งใช่หรือไม่? ข้าจะตีเจ้าให้ตาย ตีเจ้าให้ตาย!” ความหวังอันริบหรี่ของกู่อี้เฉากำลังโผบินจากไปไกลลับตา น่าเสียดาย สิ่งที่นางกำลังเผชิญหน้าคือเด็กหญิงในวัย 5 หนาวเท่านั้น การกระทำที่เรียบง่ายของนางไม่ถูกค้นพบถึงความนัยของการยอมแพ้และยอมจำนน มันแปรเปลี่ยนเป็นปฏิกิริยาอันแปลกใหม่ในมุมมองของเด็กน้อยคนนี้ซึ่งมีปมในเรื่องของชาติกำเนิดจากอนุภรรยานางหนึ่ง

“ไม่ อย่าทำเลย อย่าตีข้า อย่าตีข้าอีกเลย” เสียงแหบแห้งของกู่อี้เฉาช่างน่าสังเวชยิ่งนัก กิ่งไม้ขนาดราวหนึ่งนิ้วเล็กของเด็กน้อย เมื่อมันหักลงมาจากต้นเมื่อสี่วันก่อน กลับกลายเป็นไม้แห้งซึ่งถูกใช้เป็นอาวุธ ร่างผอมแห้งของกู่อี้เฉาทำได้เพียงยกมือขึ้นมาปัดป้องดวงตาทั้งสองข้างของตนเอาไว้ กายทั้งตัวคู้ลงไปขดอยู่บนพื้นไม้ของเรือน ยอมรับการเสียดสีทิ่มตำแขนและขาของเสี้ยนที่อยู่ด้านล่าง เพิ่มแผลถลอกหลายจุด

“คุณหนูไม่เอาเจ้าค่ะ พอแล้ว หยุดเถิดจ้าค่ะ ถ้าท่านไม่หยุดยายเฒ่าจะรายงานต่อชุนอี้เหนียง” หญิงชราไม่อาจใช้กำลังยื้อหยุดการประทุษร้ายของคุณหนูตนได้ นางทำได้เพียงเอ่ยถ้อยคำข่มขู่ออกมา อนุชุนผู้เป็นนายของหญิงเฒ่ากำชับเอาไว้ว่าให้ควบคุมคุณหนูให้ดี แต่บ่าวเช่นตนจะทำสิ่งใดได้

“เอะ! แม่นมจูท่านอย่าบอกท่านแม่อีกเลย ไม่อย่างนั้นท่านแม่จะโกรธข้า อย่าบอกเลยนะ” กู่ลี่ถังทิ้งไม้ในมือของตนราวกับจับของร้อน นางหวาดกลัวชุนอี้เหนียงมากที่สุด แม้หลายครั้งจะได้รับถ้อยคำปลอบโยนจากฮูหยินผู้เฒ่าจนหลีกพ้นการลงโทษได้ ทว่าหากชุนอี้เหนียงโกรธขึ้นมาสุดท้ายแล้วเมื่อกลับเรือนกู่ลี่ถังย่อมต้องถูกลงโทษตามความผิดเช่นเดิม

“เม่อคุณหนูว่าอย่างนั้นหญิงชราเช่นข้าย่อมต้องไม่ดูดาย เราไปกันเถิดเจ้าค่ะ หากเราออกมานานเกินไปแล้วอี้เหนียงเกิดรู้เข้าคงไม่ดีแล้ว ท่านเชื่อยายเฒ่าสักครั้ง คนผู้นี้อีกไม่นานนางย่อมต้องตายแน่แล้ว อย่ายุ่งเกี่ยวกับนางอีกเลยเจ้าค่ะ” แม่นมเฒ่ารีบขับกล่อมคุณหนูของตนซ้ำอีกครั้งเมื่อเห็นแววว่าครั้งนี้สามารถพาผู้เป็นนายออกไปได้ ดวงตาคู่เก่าที่ผ่านช่วงชีวิตมามากเหลือบมองไปยังร่างของคุณหนูสาม อาบไร้ไปด้วยเลือดที่แห้งกรัง ไร้สิ้นความสงสารเห็นใจใด สิ่งที่ทำเป็นเพียงการทำตามคำสั่งของผู้เป็นนายเท่านั้น ส่วนชีวิตของผู้อื่นยายเฒ่าเช่นนางไม่อาจไขว่ขว้าได้

“ข้าเชื่อฟัง แม่นมจูเราไปกันเถอะ รีบไปกัน รีบไปกันเถอะ” เด็กน้อยวิ่งกึ่งกระโดดออกไปด้วยความเร่งรีบ กู่อี้เฉาลอบมองจากช่องว่างระหว่างแขน เมื่อเห็นว่าพ้นแล้วจึงถอนหายใจด้วยความโล่งใจ แขนทั้งสองข้างสั่นระริกทั้งหวาดกลัวและหิวโซ

ดวงตากลมโตสีดำคู่นั้นทอดมองทั่วเรือนกายของตน มันแปดเปื้อนเลือดจากเมื่อเช้านี้เสียทั้งหมด บาดแผลจากการทุบตีของน้องแปดไม่ปรากฏ ท้ายที่สุดแล้วน้องแปดยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งเท่านั้น พรสวรรค์ในการฝึกฝนของเด็กคนนี้ไม่ดีนักแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดีกว่าคนไร้ค่าเช่นนาง ด้วยแรงอันน้อยนิดไม่อาจสร้างความเจ็บปวดใดแก่ร่างกายของนางได้

แม้กู่อี้เฉาจะไร้สิ้นความสามารถในการฝึกปราณ เป็นคนอ่อนแอ ทั้งยังขี้ขลาดหวาดกลัวตื่นตระหนกได้ง่าย แต่นางไม่ได้โง่เขลาจนไม่รู้จักเรียนรู้ที่เอาชีวิตรอดไปวัน ๆ นางเรียนรู้ว่าส่วนใดที่อ่อนไหวที่สุดในร่างกาย ตาของนางเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด มันจึงควรได้รับการปกป้องมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“ซี๊ด!” ริมฝีปากเล็กถูกฟันซี่หน้าของตนขบกัดลงไปแทบเกิดแผลเพื่อข่มกลั้นเสียง แขนของนางทั้งสองข้างถูกนำมาใช้ไม่ต่างอะไรจากไม้ค้ำที่อ่อนแรงและใกล้หัก ขาเรียวราวกับตะเกียบทั้งสองข้างเต็มไปด้วยบาดแผลที่เกิดจากการเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นจนถลอกปอกเปิก เกล็ดเลือดสีแดงแห้งกรังเต็มไปหมดทั้งสองข้าง แทบไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับผิวหนังชั้นปกติ

เพียงการก้าวเดินไม่กี่สิบก้าว แต่มันกลับสร้างความทรมานยากจะอดทนไม่ให้ตนส่งเสียงร้องออกมาได้ หัวใจด้านในราวกับกำลังชาชินกับความรู้สึกยามถูกบีบ ทั้งที่ฤทธิ์ของยาหมดลงนานแล้ว แต่กู่อี้เฉากลับเจ็บปวดไม่คลาย อาการบีบรัดยังคงดำเนินต่อไปเช่นนั้นจนถึงเย็นย่ำ ระยะเวลาระหว่างนั้น นางไม่สามารถทำสิ่งใดได้มากไปกว่าการสะกดกลั้นเสียงร้องครางแผ่วเบา มือของนางกดขย้ำไว้บนริมฝีปากของตนจนแน่นไม่อาจส่งเสียงร้องออกมา ไม่เอ่ยสิ่งใด ไม่เช่นนั้นแล้วมันจะกลายเป็นหายนะสำหรับนางได้หากมันกลายเป็นเสียงที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนในจวน ต้องเก็บตัวเงียบเอาไว้ภายในซอกของเตียงนอนกลางห้อง นี่เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยมากที่สุดของนางในยามนี้

ชีวิตของกู่อี้เฉาดำเนินไปเช่นนั้นอีกสองวันที่ผ่านมา นางไม่สามารถทำตนให้มีตัวตนได้ ไม่เช่นนั้นนางจะถูกตี ถูกตีแล้วจะเจ็บ หากไม่อยากเป็นเช่นนั้นนางต้องหลบซ่อน กักเก็บตนเองเอาไว้ภายในเรือนที่ผุพังแห่งนี้ มันเป็นสถานที่เดียวที่ทำให้นางรู้สึกปลอดภัย

“ยาสมุนไพร คงต้องไปเก็บเมื่อไร้สิ้นแสงสว่าง”

นั่นเป็นเวลาที่นางได้รับอิสระที่แท้จริง ไม่ต้องหวั่นเกรงหรือกังวลว่าจะถูกเหล่าพี่น้องรังแก ไม่ต้องหวาดระแวงสายตาของข้ารับใช้ เรือนแห่งนี้อยู่ด้านหลังสุดของจวน มันไม่ได้รับความสนใจจากเวรยามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นั่นทำให้ที่แห่งนี้ไร้สิ้นผู้คนในระยะเท้า 300 ก้าว

หญ้าพรายจันทร์ คือหญ้าที่จะเปล่งประกายท่ามกลางความมืดมิด หญ้าที่มีอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ถูกผู้คนลืมเลือนและมองข้ามเพราะมันหาได้ง่ายดายเกินไป ด้านหน้าเรือนเยว่ซื่อหลังน้อยของนางสมุนไพรล้ำค่าของกู่อี้เฉาถูกถอนออกไปจนโล่งเตียน

“ที่ข้ายังรอดมาได้ ต้องขอบคุณพวกเจ้า” มือบางยื่นออกไปลูบไร้ปลายยอดของต้นหญ้า มันแผ่ใบขยายใหญ่ออกไปกว่าครึ่งฝ่ามือของกู่อี้เฉา สรรพคุณของมันมีเพียงอย่างเดียวคือการสมานแผลอย่างช้า ๆ มันแทบไร้ค่าเมื่อมองในมุมของผู้ฝึกพลังปราณ พวกเขามีกำลังภายใน ร่างกายล้วนถูกยกระดับจนแข็งแกร่ง แตกต่างจากร่างกายของคนธรรมดาทั่วไปมาก

แต่เมื่อมองในมุมของคนธรรมดาเช่นกู่อี้เฉาแล้ว สมุนไพรชนิดนี้มีคุณค่าเพียงพอ มันสมานแผลให้นางได้ ช่วยให้ไม่ติดเชื้อไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สามารถแม้กระทั่งลบเลือนรอยแผล

ใบเพียงสองใบเพียงพอแล้วที่จะพอกทาไว้ได้ทั่วทั้งร่างกายของกู่อี้เฉา สมุนไพรเมื่อถูกบถจะกลายเป็นของเหลวเรืองแสง บางครากู่อี้เฉาใช้นิ้วจุ่มลึกลงไปเล่นล้อแสงเล็ก ๆ ราวฝูงหิ่งห้อยคลายความเงียบสงัดในยามค่ำคืนเช่นกัน คุณสมบัติในการเรืองแสงนี้ มันกลับดูตลกและเพลิดเพลินใจเมื่อมองมันบนผิวกายตนท่ามกลางความมืดมิดของรัติกาลอันยาวนาน

ไม่คาดคิดว่าการหลับใหลของกู่อี้เฉาในค่ำคืนนี้ กลับนำพาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิตของนางมาให้ ราวกับฝันหนึ่งตื่น บางคราสวรรค์อาจไม่ต้องหารทอดทิ้งเด็กสาวคนนี้อีกต่อไป

การเรียนรู้ที่ 1 Anastomosis เล่ม 1

ติ๊ด…ติ๊ด…ติ๊ด!

เสียงดังอันแปลกประหลาดในครั้งแรกที่กู่อี้เฉาเคยได้ยินเสียงเช่นนี้ มันกำลังดังขึ้นที่หู? ไม่…ราวกับดังขึ้นในหัว ลางสิ่งที่ไม่คุ้นเคยผุดโผล่ขึ้นมาวับแวมไม่ชัดแจ้ง นางขมวดคิ้วขึ้นเป็นปมด้วยความสับสน ดวงตาตกทั้งสองข้างหยีเล็กราวกับถูกบีบจนยับยู่ยี่ไม่เป็นทรง ภาพเบื้อหน้าของนางพร่าเลือนมากจนไม่อยากมองเห็น

ก่อนที่ความผะอืดผะอมจะเล่นงานกู่อี้เฉาจนย่ำแย่ไปมากกว่านี้ แสงสว่างโดยรอบทำให้นางสามารถมองเห็นสถานที่อันแปลกตา มันคืออันใดกัน เหตุใดทั้งห้องจึงราวกับถูกแต่งแต้มเอาไว้ด้วยสีขาว? พวกมันเหล่านั้นสร้างขึ้นจากสิ่งใด? ความตื่นตะลึงกับสภาพแวดล้อมที่แปลกต่างทำให้ในหัวของกู่อี้เฉาว่างเปล่าไปชั่วครู่ นางมาโผล่ในสถานที่เช่นนี้ได้อย่างไร กู่อี้เฉาจดจำผนังผุพังและหลังคารั่วของนางได้เป็นอย่างดีก่อนที่จะเผลอหลับไปเพราะหมดแรงที่จะลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง

“อ๊ะ!” กู่อี้เฉาขนลุกตั้งชันขึ้นมาทั่วทั้งเรือนกาย อากาศในช่วงคิมหันตฤดูเช่นนี้เหตุใดจึงหนาวเย็นราวกับกลางวสันตฤดูได้เล่า?

“นักศึกษาอี้เฉา มัวเหม่อลอยอะไรอยู่ คุณเป็นตัวแทนในคลาสนี้ที่ถูกเลือก เราจะทดลองต่อหางหนู อย่ามัวชักช้า รีบเข้ามายืนดูใกล้ ๆเร็วเข้า!!” ท่ามกลางสภาวะตื่นตระหนก กู่อี้เฉาไม่รู้สึกตัวเลยว่าภายในห้องสีขาวขนาดใหญ่อันแปลกประหลาดแห่งนี้ ตนได้ตกเป็นเป้าสายตาของผู้อื่นราว 30 คู่! ดวงตาคู่เก่ากวาดมองลงไปบนเรือนร่างของตน แม้กระทั่งชุดยังประหลาดถึงเพียงนี้ แต่แขนและขา ทุกส่วนล้วนเป็นของนางทั้งสิ้น กู่อี้เฉากวาดมองไปทั่วราวกับไม่รู้จะตื่นตะลึงกับสิ่งใดก่อนดี

“จิ๊! มัวชักช้าอยู่อีก คิดว่ารุ่นพี่อย่างผมมีเวลาว่างมากหรือยังไง หากไม่ใช่เพราะรับคำขอจากศาสตราจารย์เยี่ย ผมคงไม่อดทนอยู่จนถึงตอนนี้หรอกนะ นักศึกษาหญิงด้านข้างช่วยสะกิดเรียกนักศึกษาอี้เฉาให้หน่อย เร็ว!” เมื่อเห็นปฏิกิริยาของนักศึกษาอี้เฉาแล้วมันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมากจริง ๆ จงฉวงคือแพทย์ประจำบ้านซึ่งได้รับหน้าที่ในการสาธิตให้กับแพทย์ฝึกหัดรุ่นนี้จะอดทนได้อย่างไร เขาที่สละเวลาจากการนอนอันน้อยนิดมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ กลับพบเพียงความเฉื่อยชาและไม่รีบเร่ง ผิดวิสัยของแพทย์ไปเสียทุกอย่างแบบนี้ มันสมควรพิจารณาตนเองให้ดี! เขาต้องการที่จะสั่งสอนเธอ เอาให้ร้องไห้วิ่งกลับบ้านไปไม่ทัน!

“นี่ อี้เฉา รุ่นพี่เรียกเธออยู่ ไม่ควรชักช้า” แขนของกู่อี้เฉาถูกสะกิด การกระทำเพียงเล็กน้อยยังสามารถเรียกสติของนางให้กลับคืนมาได้บ้าง

ปฏิกิริยาป้องกันภัยของกู่อี้เฉามีมากเพียงใด แขนทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมาเพื่อปกป้องศีรษะของตนเอาไว้ ร่างกายคุดคู้ม้วนตัวลงไปใต้โต๊ะด้วยกระบวนการที่รวดเร็วยิ่งนัก ทุกการเคลื่อนไหวที่แม้กระทั่งเจ้าตัวยังไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนทำอยู่ในตอนนี้คือสิ่งใด ในหัวของนางมึนงงไปหมด การขาดอาหารมากกว่า 3 คืนทำให้นางรู้สึกทรมานและคิดไตร่ตรองได้เชื่องช้า

“นักศึกษาอี้เฉา! นี่เธอไม่อยากทำจนถึงขึ้นต้องสร้างเรื่องถึงเพียงนี้เชียวเหรอ?! ออกมาข้างหน้า! คุณรู้หรือไม่ว่าเวลาสำหรับหมอแล้วมีค่าทุกวินาที เพราะมันหมายถึงชีวิตของผู้ป่วยที่วางเอาไว้ในมือของเรา ถ้าคุณยังเป็นอย่างนี้รังแต่จะทำร้ายคนอื่น!! ผมไม่ได้รู้สึกสงสารเห็นใจคุณหรอกนะ ต่อให้ร่างของคุณจะดูอ่อนแอแค่ไหนก็ตาม มันเป็นเพราะคุณคลั่งผอมใช่ไหม เหอะ!” เสียงตวาดของบุรุษผู้นั้นในที่สุดกู่อี้เฉาได้ยินเสียงของเขาแล้ว นางตระหนักรู้ตนในครั้งนี้ว่าเมื่อครู่เสียงอื้ออึงของเขาเรียกหานาง

“ขะ…ข้า ขออภัย” เสียงเล็กและแหบแห้งจากการขาดน้ำของกู่อี้เฉาเอ่ยลุแก่โทษออกมาดูละล่ำละลักแทบฟังไม่รู้เรื่อง นางยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก พวกเขาเหล่านี้เป็นผู้ใด เหตุใดการแต่งกายจึงได้ผิดแผกนัก

“ข้า? ข้าบ้าข้าบออะไร?! ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณอินหนังหรือละครอะไรอยู่ รีบลุกออกมาและดูให้ดี หากคุณทำพลาดผมจะรายงานต่อศาสตราจารย์เยี่ย การประเมินสุดท้ายของคุณจบไม่สวยแน่ ลงมา!”

ร่างกายของกู่อี้เฉาเคลื่อนไหวไปด้านหน้าเองด้วยความตกใจในเสียงตะวาดนั้น นางพึ่งสังเกตเห็นความผิดปรกติของร่างกายตนเช่นกัน เหตุใดแขนและขาจึงไร้สิ้นบาดแผล?

ระหว่างที่กู่อี้เฉาเดินเข้ามา แพทย์ประจำบ้านจงฉวงลอบส่ายหน้าช้า ๆ ด้วยความไม่พอใจ นักศึกษารุ่นน้องคนนี้สติหลุดลอยไปไกลมากเกินไปแล้ว

“นักศึกษาอี้เฉา มายืนด้านข้าง เฝ้ามองอย่างใกล้ชิด” จงฉวงปรับเปลี่ยนโทนเสียงของตนให้สงบไร้คลื่นอารมณ์ความโกรธใดอีก มันมีเพียงความสงบและความจริงจังในสิ่งที่ตนกำลังจะทำ

“…” กู่อี้เฉาไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด นางทำตามคำสั่งได้อย่างดี เฝ้ามองสิ่งของประหลาดตาเบื้องหน้านี้ รูปทรงของมันช่างประหลาดนัก สร้างจากสิ่งใด? หาใช่ไม้ หาใช่เหล็กและมันหาใช่แก้วที่มีราคาสูง ในหัวของนางยังไม่อาจปะติดปะต่อสิ่งใดได้ หรือนี่เป็นเพียงความฝันหนึ่งตื่นของนางเท่านั้นหรือ?

“นี่คือหนู และมันถูกตัดหางออกไปแล้วถึงสามส่วน นักศึกษาเห็นไหมครับ”

“เห็นค่ะ/ครับ” เสียงขานรับดังมาจากด้านบน เว้นไว้เพียงกู่อี้เฉาที่เออออตามพวกเขาได้ไม่ทันท่วงที นางมีท่าทีของความสับสน ตื่นกลัวและขลาดเขลาอยู่ทุกช่วงของลมหายใจเข้าออก

“นักศึกษาอี้เฉา เพราะอะไรถึงยังยืนอยู่ตรงนี้ คุณควรอยู่ด้านหน้าและใช้ตาของคุณส่องลงมา ติดตามการเคลื่อนไหวของผม”

“… ข้า…ข้าใส่ ส่วนนี้ใช่หรือไม่” กู่อี้เฉาเอ่ยถามราวกับจะสำลักน้ำลาย ท่าทีของนางงกเงิ่น เคลื่อนกายไปอยู่ฝั่งตรงข้ามของบุรุษผู้นั้น เขาชี้ไปยังสิ่งประหลาดนี้หรือไม่ นางต้องทำสิ่งใด?

“ใช่ ส่วนนี้คือส่วนที่คุณต้องวางตาทั้งสองลงไป คุณต้องถ่วงเวลามากมายขนาดนี้เชียวหรือ? ไม่อยากทำก็ลาออกไป! จะมาเรียนทำไมให้เสียเงินเสียทองและเสียเวลาคนอื่น!” บุรุษผู้นั้นแสดงท่าทีรำคาญไม่ปกปิด น่าหวาดกลัวยิ่งนัก กู่อี้เฉาไม่รู้ว่าควรทำสิ่งใด นางยังคงมึนงงในทุกสิ่ง การประติดประต่อเกิดขึ้นในใจของนางอย่างเชื่องช้าราวกับใยของแมงมุมที่กำลังผสานกันทีละน้อย

ก่อนหน้าที่จะมายังสถานที่แห่งนี้ กู่อี้เฉาเผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลียภายในเรือนของตนหลังจากรักษาแผลแล้วเสร็จ รู้สึกตัวอีกครั้งกลับพบเจอเรื่องราวแปลกประหลาด ผู้คน ทรงผม การแต่งกาย แม้กระทั่งภาษา ถ้อยคำ กึ่งคล้ายคลึงกึ่งแตกต่าง และยังร่างกายนี้ที่ไร้สิ้นบาดแผล นางกำลังฝันอยู่อย่างนั้นหรือ?

“นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะอดทนให้คุณนักศึกษาอี้เฉา หากคุณยังทำท่าทีเหม่อลอยอีก ผมจะไล่คุณออกไปทันที ตอบผมมาว่าสิ่งที่ผมกำลังทำในตอนนี้คืออะไร ตอบไม่ได้?”

“ขะ…ข้าไม่”

“ฮึ่ม! นี่คือการต่อหางหนูที่ขาดเพื่อทดสอบความสามารถในการเย็บของคุณ นำส่วนที่สองเข้ามาต่อแทนที่ส่วนที่หนึ่งให้มันกลับคืนสู่สภาพที่สมบูรณ์ดี คุณต้องเชื่อมต่อหลอดเลือดและชั้นผิวหนังขนาดเล็ก เราจึงจำเป็นต้องใช้กล้องขยายมันเพื่อให้เห็นชัดเจน เราเรียกกระบวนการนี้ว่า Anastomosis[1]ใช้แรงของคุณไม่มากนัก ขยับเพียงเล็กน้อยเพราะมันเป็นส่วนที่ค่อนข้างอ่อนไหว” ถ้อยอธิบายมากมายอี้เฉาไม่สามารถเข้าใจได้ สามัญสำนึกของนางจดจำได้เพียงว่าเมื่อส่วนใดของสิ่งมีชีวิตขาดแล้วจะไม่สามารถเชื่อมต่อได้ สิ่งนี้คือวิชามารอันใดกัน แม้กระทั่งตระกูลกู่ซึ่งเลื่องชื่อในด้านการรักษากลับไม่เคยพานพบวิธีการเช่นนี้มาก่อน

ความสงสัยใคร่รู้ของกู่อี้เฉาทำให้นางต้องการท่องไปบนผืนน้ำแห่งความแปลกต่างไร้สิ้นสุดนี้ให้มากยิ่งขึ้น นางให้ความสนใจติดตามมันอย่างใกล้ชิด โชคดีเหลือเกินที่กู่อี้เฉาเรียนรู้และจดจำทุกสิ่งอย่างได้แม่นยำ นี่อาจเป็นพรสวรรค์ที่สวรรค์ประทานให้ทดแทนความไร้ค่าของนางที่ไม่อาจฝึกฝนพลังปราณได้

“ดีที่คุณยังรู้จักความตั้งใจ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วถึงคราวที่คุณต้องทดลองมัน คุณล้างมือแล้วใช่ไหม”

“…” กู่อี้เฉาจะรู้ได้อย่างไร? นางไม่รู้สิ่งใดทั้งสิ้น แต่มือนี้ขาวสะอาดไร้คลาบสกปรก อาจล้างแล้วหรือไม่? ก่อนที่กู่อี้เฉาจะทันได้เอ่ยตอบกลับด้วยความไม่มั่นใจ กลับมีเสียงตอบรับดังมาจากด้านในนั้น

“ล้างแล้วค่ะ” กู่อี้เฉาจดจำสตรีผู้นั้นได้ นางคือผู้ที่สะกิดเรียกตนเมื่อครู่ กู่อี้เฉาจดจำดวงหน้านั้นเอาไว้ นางได้รับความช่วยเหลือจากสตรีนางนั้น…ช่างรู้สึกดีจนแทบเผลอยิ้มออกมา แต่นางไม่กล้า หากยิ้มแล้วอีกฝ่ายไม่พอใจทุบตีนางขึ้นมาจะทำเช่นไร?

“ดี! ถ้าอย่างนั้นเริ่มเลย คุณสลับที่กับผม”

ความแตกตื่นฉายชัดอยู่ภายในดวงตาทั้งสองข้างของกู่อี้เฉา สลับที่? บุรุษผู้นี้ต้องการให้นางกระทำในสิ่งที่เขาแสดงให้เห็นก่อนหน้าหรือไม่? เรือนร่างของนางสั่นสะท้านขึ้นมาเป็นระลอก ทว่าความต้องการในการแสวงหาความรู้ของกู่อี้เฉามีมากเหลือเกิน กู่อี้เฉาหาใช่คนโง่เขลาถึงปานนั้น สัญชาตญาณส่วนลึกของนางกำลังร่ำร้อง นี่อาจเป็นหนทางในการมีชีวิตรอดของนางในอนาคตหรือไม่

‘ข้าต้องไขว่คว้า! บุรุษผู้นั้นสวมใส่สิ่งของแปลกประหลาดสีขาวราวถุงมือ? มันอ่อนและยืดหยุ่นยิ่งนัก ข้าต้องหามันให้พบ’

กู่อี้เฉากวาดสายตาออกไปทั่วและไม่นานจึงพบ หยิบมันและสวมใส่ด้วยความเร่งรีบ มันติดขัดและสร้างความรู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่ไม่น้อย มือเรียวบางยื่นออกไปเพื่อหยิบเหล็ก? ลักษณะของมันแปลกยิ่งนัก ราวกับกรรไกรทว่ากลับไร้คมทั้งยังมีขนาดเล็ก ของสิ่งนี้ใช้สำหรับจับเข็มที่โค้งงอแต่ส่วนปลายของมันกลับมีความเป็นเหลี่ยมอย่างน่าประหลาด

“ใช้นิ้วชี้และนิ้วนางของคุณสอดเข้าไปด้านในของนีดเดิ้ลโฮเดอร์(Needle Holder)[2] ใช้นิ้วกลางเป็นตัวพยุงและนิ้วชี้ของคุณจะเป็นตัวบังคับทิศทาง การควบคุมแรงโดยข้อมือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก คุณเข้าใจใช่ไหม”

กู่อี้เฉารับฟังถ้อยอธิบายด้วยความตั้งใจ เสียงของบุรุษผู้นั้นกระจ่างชัดยิ่งนักเมื่อเขาไร้สิ้นอารมณ์โกรธเคือง นางจับจ้องนีดเดิ้ล? ที่อยู่ในมือของตน ร่างกายขยับตามถ้อยคำเหล่านั้น ความไม่ถนัดถนี่ทำให้หยิบจับสิ่งใดติดขัดอยู่มากและนางพยายามทำความคุ้นชินกับมันให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

มือขวาจับเหล็กที่ราวกับตะเกียบเชื่อมต่อกันขึ้นมาคีบเข็มโค้งงอและมีขนาดเล็กนี้ขึ้นมา นำมันไปใส่ไว้กับนีดเดิ้ลสอดด้ายเข้าไปในนั้นตามความทรงจำที่นางเห็นเขาทำก่อนหน้า

“ดีมาก ยังดีที่คุณไม่ลืมมัน เอาล่ะ ลองเย็บมันสิ” ความพึงพอใจฉายชัดอยู่ภายในดวงตาของเขา สิ่งนี้ทำให้กู่อี้เฉาเริ่มมีกำลังใจขึ้นมาบ้างแล้ว นางกระทำตามเดิม ลอกเลียนแบบในสิ่งที่เขาทำก่อนหน้าให้ได้มากที่สุด แม้มันเป็นท่าทีที่เชื่องช้าและเงอะงะ ทว่ามันกลับได้รับเสียงแห่งความพึงพอใจตอบรับกลับมาอยู่ไม่ขาด

“ไม่ เข็มต้องไม่เฉียง เราจะปักลงไปในทางตรงขนานกับหางหนู ลองใหม่” การเรียนรู้ในครั้งนี้ทำให้กู่อี้เฉารู้สึกสนุกยิ่งนัก นางพยายามจดจำเอาไว้ให้ได้มากที่สุด บุรุษผู้นี้แม้เขาจะมีอารมณ์ไม่คงที่และชอบตะคอกนาง ทว่าเมื่อกู่อี้เฉาต้องการความช่วยเหลือ เขาจะเข้ามาในเวลาที่เหมาะสม สิ่งที่เขาแนะนำล้วนมีประโยชน์กับนางทั้งสิ้น สิ่งที่สำคัญที่สุด ต่อให้เขาไม่พอใจเพียงใด เขากลับไม่ทุบตีนางแม้แต่ครั้งเดียว

“เสร็จแล้ว” น้ำเสียงของอี้เฉาค่อนข้างที่จะแหบแห้ง ราวกับในอกถูกยกบางสิ่งที่หนักอึ้งออกไปจนเบาหวิว รอยยิ้มพราวอยู่บนดวงหน้าน้อยสีซีด

“ดีมาก ปรบมือให้นักศึกษาอี้เฉา แม้วันนี้คุณจะสร้างปัญหาให้กับคลาสของเรา ทว่าคุณยังทำได้ดีในภายหลัง การเรียนรู้ของคุณรวดเร็วมาก ตั้งใจฝึกให้ดี ไม่แน่ในอนาคตคุณอาจกลายเป็นศัลยแพทย์หญิงที่เก่งกาจ”

“ขอบคุณเจ้าค่ะ” ฝ้าหมอกจาง ๆ เกลือกกลิ้งอยู่ภายในกระบอกตากลมคู่ตกทั้งสองข้าง นับตั้งแต่เกิดมาจนจำความได้นี่คือคำชื่นชมแรกที่กู่อี้เฉาได้รับมา โดยที่นางไม่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด

‘แท้จริงแล้วนี่คือความยินดีหรือภาคภูมิใช่หรือไม่? ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้ากลับชอบมันเหลือเกิน’

[1] Anastomosis คือ การเชื่อมต่อบางส่วนเข้าด้วยกัน เช่น หลอดเลือดแดง และระบบทางเดินอาหาร

[2] Needle Holder คือ อุปกรณ์ที่ถูกใช้ในการจับเข็มให้มั่นคง

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...