โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

ตึกสูงบังแดด-บังลม บ้านหรืออาคารข้างเคียงผิดกฎหมายหรือไม่

DDproperty

เผยแพร่ 01 มิ.ย. 2566 เวลา 02.59 น.
ตึกสูงบังแดด-บังลม บ้านหรืออาคารข้างเคียงผิดกฎหมายหรือไม่

โดยสภาพที่เมืองมีการพัฒนาและขยายตัวอยู่ตลอดเวลา การสร้างตึกสูงใหม่ ๆ จึงเป็นเรื่องที่เราพบเห็นจนชินตา และปัญหาที่มักเห็นกันอยู่ประจำคือ เมื่อตึกสูงใหม่ขึ้นแล้วบดบังทัศนียภาพ หรือทางลม แสงแดดของตึกที่สร้างมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตึกที่สร้างมาก่อนหน้าเป็นที่อยู่อาศัย ก็มักจะมีปัญหาจากฝั่งผู้อยู่อาศัยเดิม ในบทความฉบับนี้ เราจะมาพูดคุยกันเรื่องนี้ครับ

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคาร

แน่นอนว่าในการก่อสร้างอาคารไม่ว่าจะเป็นอาคารขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ตาม การก่อสร้างจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น (ได้แก่ กรุงเทพมหานคร หรือ อบต. หรือเทศบาลเจ้าของพื้นที่) ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ

หากเป็นอาคารประเภทที่กฎหมายกำหนด ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาคารขนาดใหญ่ก็จะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ EIA-Environmental Impact Assessment ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฯ

เจ้าของอาคารข้างเคียงที่ได้รับผลกระทบจากอาคารใหม่ต้องทำอย่างไร

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิในการก่อสร้างสิ่งก่อสร้างลงบนที่ดินของตัวเอง ตราบเท่าที่ทำตามที่กฎหมายกำหนด ก็คือทำตามกฎหมายควบคุมอาคาร และในบางกรณีก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่ให้ทำ EIA ด้วย

เมื่อได้ขออนุญาตและปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว เจ้าของอาคารหรือที่ดินข้างเคียงก็ย่อมไม่มีสิทธิไปหวงห้ามมิให้ก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ โดยอ้างว่าตนเองได้รับผลกระทบได้ เว้นแต่จะมีเหตุบางอย่างเป็นพิเศษ

เรื่องเหตุบางอย่างที่เจ้าของที่ดินหรืออาคารข้างเคียงสามารถหวงห้ามมิให้อาคารสร้างใหม่ก่อสร้างขึ้นได้นั้น เราต้องไปศึกษาตามคำพิพากษาศาลฎีกากันครับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2949/2526 ก่อนจำเลยสร้างอาคารพิพาท บ้านของโจทก์ได้รับลมและแสงสว่างจากภายนอกพอสมควร เมื่อจำเลยสร้างอาคารพิพาทแล้ว ลมไม่พัดเข้าไปในบ้านของโจทก์และแสงสว่างก็ลดน้อยลง อาคารพิพาทสูงกว่าบ้านโจทก์มากอาคารที่จำเลยสร้างปิดกั้นทางลมที่พัดจากทางด้านทิศใต้ถึงปีละ 6 เดือนและปิดกั้นแสงสว่างเป็นเหตุให้โจทก์ต้องใช้แสงไฟฟ้าในเวลากลางวัน

ดังนี้การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยจะมีแดนกรรมสิทธิ์เหนือพ้นดินของตน แต่ก็ต้องอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 การใช้สิทธิปลูกสร้างอาคารของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านได้รับความเดือดร้อนรำคาญเกินที่ควรคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันสมควร เพราะตรงที่จำเลยปลูกสร้างอาคารพิพาทเป็นย่านประชาชนอยู่อาศัย ไม่ใช่ย่านการค้าหรือประกอบธุรกิจ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะกำจัดความเดือดร้อนรำคาญให้สิ้นไปได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337″

“คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3815/2540 โจทก์ก่อสร้างบ้านอยู่ในกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงของประเทศมีประชาชนอยู่หนาแน่น มีอาคารบ้านเรือนอาคารพาณิชย์และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ปลูกอยู่อย่างแออัดที่ดินที่ตั้งบ้านโจทก์อยู่ใกล้กับถนนรัชดาภิเษกตัดกับถนนลาดพร้าว เป็นย่านที่มีความเจริญมาก ที่ดินมีเนื้อที่ว่างน้อยและราคาแพง จึงต้องมีการก่อสร้างอาคารสูงมากขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด

การที่โจทก์ก่อสร้างบ้านในทำเลดังกล่าวจึงควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าอาจมีผู้มาก่อสร้างอาคารสูงใกล้กับบ้านโจทก์เป็นเหตุให้บังทิศทางลม แสงสว่าง และทัศนียภาพที่มองจากบ้านโจทก์ อันเป็นไปตามปกติและมีเหตุอันควรอยู่แล้ว

ดังนั้น แม้จำเลยก่อสร้างอาคารเป็นผนังทึบไม่มีช่องระบายลมก็ตาม แต่กระแสลมและแสงสว่างยังคงพัดผ่านและส่องมายังบ้านโจทก์ได้พอสมควร ประกอบกับโจทก์ก็ตั้งใจจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศในบ้านของโจทก์อยู่แล้ว เพราะสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวในกรุงเทพมหานคร เพื่อความสะดวกสบายของโจทก์เองหาใช่เพราะการก่อสร้างอาคารของจำเลยทำให้อากาศร้อนอบอ้าวไม่

ทั้งการที่จำเลยก่อสร้างอาคารสูงบังบ้านโจทก์ก็หาเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ไม่ เพราะกรณีตามมาตรา 421 จะต้องเป็นเรื่องของการแกล้งโดยผู้กระทำมุ่งต่อผลคือความเสียหายแก่ผู้อื่นถ่ายเดียว แต่ถ้าเป็นการกระทำโดยประสงค์ต่อผลอันเป็นธรรมดาของสิทธินั้น แม้ผู้กระทำจะเห็นว่าผู้อื่นจะได้รับความเสียหายบ้างก็ไม่เป็นละเมิด

เมื่อไม่ปรากฏว่าการก่อสร้างอาคารนั้นจำเลยได้กระทำเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์โดยมุ่งต่อความเสียหายแก่โจทก์ถ่ายเดียว การใช้สิทธิของจำเลยในการก่อสร้างและดัดแปลงอาคารจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 421 กรณีไม่มีเหตุที่จะรื้อถอนอาคารของจำเลยและกำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้สอยอาคารให้โจทก์

จากคำพิพากษาฎีกาสองฉบับข้างต้นจะเห็นได้ว่า ศาลฎีกาพิจารณาว่าการใช้ประโยชน์ในที่ดินย่อมต้องพิจารณาจากที่ตั้งของที่ดินเป็นหลัก หากอยู่ในเขตเมืองที่มีอาคารต่าง ๆ อยู่หนาแน่น เจ้าของอาคารเดิมย่อมคาดหมายได้อยู่แล้วว่าจะมีอาคารสูงเกิดขึ้นในภายหลัง เมื่อถูกอาคารใหม่สร้างขึ้นบดบังย่อมไม่อาจถือได้ว่าถูกละเมิดสิทธิ แต่ถ้าเป็นเขตที่มีการใช้ประโยชน์ไม่หนาแน่นนัก แต่อาคารที่สร้างขึ้นใหม่สูงเกินกว่าที่จะคาดหมายได้แล้ว เจ้าของอาคารเดิมก็อาจมีสิทธิฟ้องขอศาลให้ปลดเปลื้องทุกข์ได้

จากความเห็นของผู้เขียนเองเห็นว่าในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีอาคารสูงอยู่กันอย่างหนาแน่น หากมีคดีขึ้นสู่ศาล ศาลน่าจะมีแนวโน้มตัดสินไปตามแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3815/2540 เสียมากกว่า เนื่องจากพื้นที่ว่างเปล่าเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ การก่อสร้างอาคารใหม่ย่อมต้องพยายามใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้ได้สูงสุด เจ้าของอาคารเดิมอาจจะต้องทำใจยอมรับความเป็นจริงครับ

ตึกสูงบังแดด-บังลม เจ้าของบ้านหรืออาคารข้างเคียงเดิมมีทางออก

เจ้าของอาคารเดิมมีทางเลือกอื่นไหม

ถ้าหากอาคารที่สร้างใหม่เป็นอาคารขนาดใหญ่ เช่น คอนโด กฎหมายกำหนดให้ต้องทำ EIA เจ้าของอาคารข้างเคียงก็มีสิทธิที่จะเข้าร่วมการรับฟังความคิดเห็นของชุมชนโดยรอบ และเข้าไปรับทราบแผนงานก่อสร้าง เสนอแนะแนวทางที่อาจจะลดผลกระทบต่ออาคารที่มีอยู่เดิมได้

นอกจากนั้น เจ้าของอาคารเดิมยังมีสิทธิตรวจสอบขั้นตอนการทำ EIA ว่าครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ มีการเข้ามารับฟังความคิดเห็นของชุมชนรอบ ๆ ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ อย่างกรณีตัวอย่าง คอนโดแห่งหนึ่งบนถนนสาทรต้องหยุดก่อสร้างไปเพราะกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของชุมชนรอบ ๆ ทำไม่ถูกต้อง ไม่ได้เชิญลูกบ้านจากคอนโดข้างเคียงเข้าร่วม

กรณีตัวอย่างศาลปกครองยกเลิก EIA เนื่องจากอาคารบังแดด-บังลม

จากการที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และชาวบ้านรัชดาภิเษก ซอย 64, 66, 68 ชุมชนประชานุกูล เขตบางซื่อ ได้ร่วมกันยื่นฟ้องคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านอาคาร การจัดสรรที่ดินและบริการชุมชน กรุงเทพมหานคร ต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 เพื่อขอให้ศาลสั่งเพิกถอนรายงาน EIA โครงการศุภาลัย ลอฟท์ รัชดา-วงศ์สว่าง

ล่าสุด ศาลปกครองกลางได้แจ้งคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้แก่ชาวบ้านย่านรัชดาภิเษก ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการก่อสร้างโครงการดังกล่าว ที่เข้ามาก่อสร้างคอนโดมิเนียมสูง และมีความยาวมากกว่า 303.5 เมตร ทำให้บังแดด-บังลมของชาวบ้านข้างเคียง โดยศาลฯ ชี้ว่า คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ เร่งรีบให้ความเห็นชอบรายงานอีไอเอ (EIA) ไป ทั้งที่ข้อมูลยังไม่สมบูรณ์

ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของศาลปกครอง ที่ให้ความสำคัญต่อการก่อสร้างตึกสูงที่มักบังแดด-บังลม

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงการได้ชี้แจ้งว่าได้จัดทำรายงาน EIA และดำเนินการขออนุญาตก่อสร้างตามระเบียงอย่างครบถ้วนแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้มีการแก้ไขรูปแบบอาคารและปรับระดับความสูงตามที่ชุมชนโดยรอบโครงการมีความคิดเห็น แต่จากคำสั่งเพิกถอนรายงาน EIA ดังกล่าว บริษัทฯ จะระงับการก่อสร้างไว้ชั่วคราว และใช้สิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษาไปยังศาลปกครองสูงสุดต่อไป

แนวทางในกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่

ที่ผ่านมา (เดือนมิถุนายน 2564) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีแผนจะปรับเกณฑ์การยื่นขออนุญาตทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ใหม่ โดยใช้การบังแสงแดดและทิศทางลมมาร่วมพิจารณาด้วย ดังนี้

– การกำหนดเกณฑ์อาคารที่บดบังแสงอาทิตย์ครอบคลุมอาคารสูงตั้งแต่ 23 เมตร ขึ้นไป และอาคารที่มีความยาวต่อเนื่องตั้งแต่ 60 เมตรขึ้นไป

– การกำหนดเกณฑ์อาคารบดบังทิศทางลมครอบคลุมอาคารที่สูงตั้งแต่ 8 ชั้น หรือ 23 เมตรขึ้นไป, อาคารที่มีความยาวต่อเนื่องตั้งแต่ 60 เมตรขึ้นไป และอาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 20 ชั้น หรือ 60 เมตรขึ้นไป

– การที่ยื่นขอ EIA คือต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นคนในชุมชนในทุกหลังคาเรือนโดยเฉพาะบ้านที่อยู่ ติดกับโครงการ ห้ามสุ่มตัวอย่างเหมือนในอดีต

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก EIA ฉบับใหม่

ฝั่งผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์

– เจ้าของอาคารต้องใช้แบบจำลองอาคารโครงการ (3D) หรือใช้เทคโนโลยีออกแบบอาคารเสมือนจริง เข้ามาดำเนินการ ทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการขอ EIA จะสูงขึ้น จากการออกแบบ 3D และการประมวลทิศทางลม

– ขั้นตอนการขอ EIA ใช้เวลานานขึ้น

– อาจทำให้โครงการคอนโดหลายแห่งไม่ผ่าน EIA เพราะชุมชนมักคัดค้านการสร้างตึกสูงในพื้นที่อยู่แล้ว

– การสร้างคอนโดที่มีขนาดใหญ่จะทำได้ยากขึ้น และมีโอกาสที่โครงการที่ออกแบบไปแล้วและอยู่ระหว่างขอ EIA คือมีโอกาสที่จะต้องทำการปรับแบบโครงการใหม่

– มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ผู้ประกอบการทบทวนการซื้อที่ดินเตรียมขึ้นโครงการใหม่

ฝั่งประชาชน (โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่)

– ลดผลกระทบในเรื่องสุขภาพ และชีวิตความเป็นอยู่ โดยผู้ที่อยู่อาศัยรอบ ๆ พื้นที่โครงการจะได้รับแสงแดด ซึ่งช่วยให้ร่างกายสร้างวิตามินดี และสารซีโรโทนินไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง รวมถึงเปิดทิศทางลม ให้อากาศถ่ายเท

– ได้ใช้ประโยชน์จากแสงอาทิตย์ เช่น เป็นพลังงานทดแทนติดตั้ง Solar Rooftop และการตากผ้า (คอนโดสูง 30 ชั้นขึ้นไป จะมีรัศมีเงายาวถึง 500 เมตร)

– ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในการก่อสร้างคอนโดในพื้นที่มากขึ้น

หมายเหตุ: ในส่วนของ กรณีตัวอย่างและแนวทางในกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ เพิ่มเติมโดยทีม DDproperty

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ดังกล่าวยังไม่มีการบังคับใช้ อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งวงการผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มที่จะคัดค้านอย่างแข็งขันเลยทีเดียวครับ เนื่องจากจะทำให้การก่อสร้างอาคารสูงใหม่ ๆ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในเขตกรุงเทพฯ

เรื่องข้างต้นเขียนโดย ปกรณ์ อุ่นหิรัญสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอว์ แอนด์ เอควิตี้ จำกัด หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ pakorn@lawandequity.co

สนใจรับบทความดีดี อัปเดต ข่าวอสังหาริมทรัพย์และ อ่านคู่มือซื้อขาย พร้อม รีวิวโครงการคอนโดฯ ใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคา รวมถึง ทำความรู้จักกับทำเลฮอตทั่วกรุง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการซื้อ-ขาย-เช่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...