โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เสื้อผ้ามือสอง: ‘ความสบายใจ VS ความยั่งยืน’ เมื่อความกลัวขัดขวางไม่ให้เรารักษ์โลก

The Momentum

อัพเดต 08 ก.พ. 2566 เวลา 09.15 น. • เผยแพร่ 08 ก.พ. 2566 เวลา 07.48 น. • ศิรอักษร จอมใบหยก

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ได้เขียนถึงกลุ่มธุรกิจใหม่ที่กำลังเติบโตในญี่ปุ่น คือ ‘บริการรับเคลียร์สิ่งของคนตาย’ แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สำคัญของญี่ปุ่น คืออัตราการสร้างครอบครัวที่ลดต่ำลง และอัตราการตายที่ค่อยๆ แซงหน้าอัตราการเกิดไปไกลขึ้นเรื่อยๆ

ที่น่าสนใจคือจุดโฟกัสของสื่อไทยที่หยิบข่าวนี้มานำเสนอ กลับไม่ใช่ประเด็นดังกล่าว แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของบรรดาของใช้มือสองเหล่านั้น ซึ่งหมายความว่าของใช้ของคนตายอาจถูกส่งต่อให้คนไทยคนใดก็ตามที่บังเอิญซื้อมันไป

สำหรับชาวศตวรรษที่ 21 อย่างเราๆ ที่โตมาในโลกหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม มีเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้เลือกอุปโภคบริโภคทุกช่วงราคา ตั้งแต่ย่อมเยาไปจนถึงลักชูรี แนวคิดเสื้อผ้ามือสองเพื่อสิ่งแวดล้อม อาจเป็นตัวเลือกที่หลายคนได้ยินแล้วถึงกับส่ายหน้า

ไม่อินมูฟเมนต์เสื้อผ้ามือสองเลย ไม่ใช่ทุกคนนะ ที่จะโอเคกับการใช้ของที่ผ่านมือใครมาบ้างก็ไม่รู้

อยากแชร์เป็นอุทาหรณ์ บ้านเราเคยชอบซื้อของมือสองเพราะถูก แต่พอเจอดีเข้าไปครั้งหนึ่ง เลิกเด็ดขาดกันทั้งบ้าน

แท้จริงแล้ววัฒนธรรมการส่งต่อสิ่งของนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เลย สมัยก่อนเสื้อผ้าชุดใหม่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะสามารถเข้าถึงได้ หากจะบอกว่าเป็นเรื่องที่สงวนไว้ให้ชนชั้นสูงเท่านั้นก็ไม่ผิดเสียทีเดียว แต่กระนั้นก็ตาม แม้แต่ฉลองพระองค์สำหรับพิธีการสำคัญ หรือเครื่องอิสริยยศของกษัตริย์หลายๆ ชิ้นก็เป็นของเก่าที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

นั่นหมายความว่าแม้แต่คนมีอันจะกินที่มีตัวเลือกมากมาย ก็ไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์ของมือสองเลย หากว่ามันเป็นของดี

หากก่อนยุคร่วมสมัย คนเราสวมใส่เสื้อผ้ามือสองกันเป็นเรื่องปกติสามัญเสียจนไม่มีใครมัวมานั่งกลัวจริงๆ แล้วความไม่สบายใจที่คนส่วนหนึ่งมีต่อของมือสองในปัจจุบันมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ตรงไหน

อาจดูเหนือความคาดหมายไปบ้าง แต่คำตอบที่ถูกต้องของคำถามนี้ คือการมาถึงของเทคโนโลยีสื่อสารมวลชนสมัยใหม่

ความไม่สบายใจจากทางบ้าน ทั้งสายวิทย์และสายมู

ในอดีต ตำนานพื้นบ้าน (Folklore) อย่างเรื่องภูตผีปีศาจ ผีสางนางไม้นั้นเป็นเรื่องราวที่มีพลังเพียงในพื้นที่จำกัด มีแค่เฉพาะกลุ่มคนที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมและบริบทของตำนานนั้นๆ เท่านั้นที่จะรู้สึกกลัวเมื่อได้ยินได้ฟัง

ทว่าทันทีที่โลกเดินทางเข้าสู่ยุคที่สื่อสารมวลชนเฟื่องฟู เรื่องราวเหล่านี้ก็เผยแพร่ต่อเป็นวงกว้าง จากที่เคยเดินทางผ่านการบอกเล่าปากเปล่าเฉพาะกลุ่ม ก็เริ่มแพร่หลายไปได้ทุกหย่อมหญ้า ยิ่งคนเสพเรื่องผีมากเท่าไร ก็ยิ่งมีเรื่องผีเกิดขึ้นใหม่มากเท่านั้น

เรื่องผีที่เกิดขึ้นใหม่เล่านี้เองที่เริ่มนำเอาบริบทและวัตถุดิบที่เชื่อมโยงกับความเป็นสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ จนเกิดเป็นเรื่องผีร่วมสมัย (Contemporary Ghost Lore) อาทิ ‘ป๊อก ป๊อก ครืด’ ตำนานผีเรื่องดังที่มีต้นกำเนิดจากหอพักมหาวิทยาลัยในจังหวัดทางภาคเหนือของไทย หรือ ‘ฮานาโกะ’ ผีเด็กผู้หญิงจากเรื่องราวที่มีฉากหลังเป็นห้องน้ำโรงเรียนมัธยมในญี่ปุ่น

ภาพ: ช่อง 3, ช่อง one

หนึ่งในโทรปเรื่องผีร่วมสมัยเกิดใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องราวของผีที่สิงสู่อยู่ในข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื้อผ้า

ตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนคือการผลิตซ้ำพล็อตเรื่องที่คล้ายคลึงกันในละครไทย ในช่วงเวลาเพียง 15 ปี มีละครเรื่องดังเกี่ยวกับภูตผีหรือคำสาปอาถรรพ์ที่แฝงตัวมากับเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มมากถึง 5 เรื่อง แถมยังได้รับความนิยมถล่มทลายทุกเรื่อง

แต่แน่นอนว่าสื่อไม่ได้ทำหน้าที่เผยแพร่เพียงบันเทิงคดีจรรโลงโลกเท่านั้น แต่ยังเผยแพร่ชุดข้อมูลความรู้ด้วย ซึ่งนั่นก็เป็นที่มาของความไม่ไว้วางใจในเสื้อผ้ามือสองอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือความกังวลเรื่องสุขอนามัยนั่นเอง

Fast Fashion: เบื่อง่าย หน่ายไว ส่งผลอย่างไรต่อโลก

โดยสถิติแล้ว มีเสื้อผ้าแค่ 10% เท่านั้น ที่ถูกนำเข้ากระบวนการรีไซเคิลสำเร็จ ส่วนอีก 90% ที่เหลือนั้นถูกส่งไปรอฝังกลบตามพื้นที่ว่างใน ‘ประเทศโลกที่สาม’ กลายเป็น ‘ขยะแฟชัน’ ที่สร้างมลพิษทางกลิ่น ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้อาศัยในบริเวณใกล้เคียง

ในระหว่างนี้ หากเสื้อผ้าชิ้นไหนไม่ได้ผลิตขึ้นจากวัสดุที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ พวกมันจะค่อยๆ เสื่อมสภาพลงและแยกตัวเป็นผงอนุภาคพลาสติกขนาดเล็ก (Microplastics) ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สามารถปนเปื้อนเป็นฝุ่นลอยอยู่ในอากาศรอให้ถูกสูดดม หรือลงไปตกค้างอยู่ตามแหล่งน้ำ รอวันย้อนกลับเข้ามาในห่วงโซ่อาหารโดยซ่อนอยู่ในวัตถุดิบที่เราบริโภค

หรือต่อให้เป็นเสื้อผ้าจากวัสดุธรรมชาติ 100% ก็ยังทิ้งรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) ยาวเหยียด ในปีหนึ่งๆ แค่อุตสาหกรรมผ้าฝ้ายเพียงอย่างเดียว ก็ใช้สอยพื้นที่ในการเพาะปลูกไปแล้วถึง 3.3 ล้านเอเคอร์ (ประมาณ 1.3 หมื่นตารางกิโลเมตร) ซึ่งส่วนมากก็มาจากการถางป่าที่ว่าง ทั้งยังใช้น้ำปริมาณมากถึง 1.6 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

หากจะเทียบให้เห็นภาพชัดเจน ในการผลิตเสื้อยืดสักตัวหนึ่งนั้น ต้องใช้น้ำราว 2,700 ลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่มากพอสำหรับให้คนคนหนึ่งดื่มได้นานถึง 900 วันเลยทีเดียว

ต้นตอปัญหาที่มาจากแฟชัน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของวัสดุเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พฤติกรรมการบริโภคเกินจำเป็น (Overconsumption) ซึ่งเป็นผลกระทบอีกทอดหนึ่ง จากวงจรแฟชันที่นับวันยิ่งหดสั้นลงเรื่อยๆ เพราะการเกาะกระแสนิยมเพื่อผลิตและขายเสื้อผ้าปริมาณมากๆ ในเวลาอันรวดเร็วของนายทุนนั่นเอง

Let’s Be Brave and Slow Down the Fashion

นอกจากการลดละเลิกซื้อเสื้อผ้าที่ไม่จำเป็นแล้ว การเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีที่มีความคงทน ใช้งานได้นาน และการรณรงค์ให้ผู้บริโภคหมั่นตรวจสอบที่มาของสินค้า หรือจริยธรรมด้านสิ่งแวดล้อมของแบรนด์ต่างๆ ล้วนเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืนกว่าการซื้อเสื้อผ้ามือสองอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ปัญหาของวิธีการเหล่านี้คือราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่มขึ้น สาเหตุที่กลุ่มทุนใหญ่ๆ เลือกกรรมวิธีการผลิตที่ส่งผลกระทบต่อโลก ก็เพื่อต้องการลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด นั่นหมายความว่าการเลี่ยงผลกระทบที่ว่ามีราคาที่ผู้ผลิตจะต้องจ่าย และตัวเลขนั้นก็จะสะท้อนอยู่ในราคาของสินค้าด้วย

ดังนั้นหลายๆ ครั้ง ปุถุชนคนธรรมดาที่มีรายได้ไม่มากนี่แหละ คือกลุ่มคนที่มักถูกทิ้งให้ยืนอยู่ในหลืบมุมที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของโลกแฟชัน

จะซื้อเสื้อผ้าราคาถูกจากแบรนด์ที่ไร้ความรับผิดชอบก็รู้สึกผิด

จะซื้อจากแบรนด์ที่เคลมเรื่องความเขียวก็ไม่มีเงิน

แต่จะให้ไปซื้อเสื้อผ้ามือสองก็ดันกลัวอีก ซึ่งก็น่าเสียดาย เพราะเป็นทางเลือกที่ประหยัดค่าใช้จ่ายและเห็นผลเป็นรูปธรรม นอกจากจะลดการปล่อยคาร์บอนและลดการใช้ทรัพยากรแล้ว การยืดวงจรชีวิตเสื้อผ้ามือสองด้วยการนำกลับมาสวมใส่ ยังช่วยชะลอความเร็วในการเกิดแฟชันขยะไปในตัว

ในเมื่อความไม่สบายใจที่เรามีต่อเสื้อผ้ามือสองมาจากสื่อ ก็อาจเป็นหน้าที่ของสื่ออีกเช่นกันที่จะต้องหันมาพูดถึงอีกด้านหนึ่งของเหรียญที่ถูกมองข้ามไป

1. เสื้อผ้ามือสองไม่สะอาด

อาจใช่ แต่เสื้อผ้าผลิตใหม่ส่วนมากก็ไม่ได้สะอาดมากไปกว่ากันเท่าไร

หลายคนอาจไม่รู้ว่าความรู้สึกสะอาดที่เราได้จากการลองสวมใส่เสื้อผ้าใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมันสะอาดจริงๆ แต่เกิดจากสารเคมีประเภทเรซิน (Resins) หรือฟอร์มัลดีไฮน์ (Formaldehyde) ที่เคลือบอยู่บนผิวผ้าเพื่อคงรูปและสีสันของเสื้อผ้าให้อยู่ทนไปจนกว่าจะถูกซื้อไป

หากเป็นเสื้อผ้าขายในช็อปที่ลูกค้าสามารถลองได้นั้นยิ่งแล้วใหญ่ เพราะมีทั้งเชื้อโรคและแบคทีเรียที่เรากลัวนักหนาว่าจะต้องสัมผัสหากสวมใส่เสื้อผ้ามือสอง

แนวทางปฏิบัติที่สมเหตุสมผลที่สุดจึงไม่ใช่หลีกเลี่ยงเสื้อผ้ามือสอง แต่เป็นการซักทำความสะอาดเสื้อผ้าที่ซื้อมาก่อนสวมใส่ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าใหม่ หรือเสื้อผ้ามือสอง

2. เสื้อผ้ามือสองไม่หลากหลายและไม่ทันสมัย

ใครที่สนใจความเป็นไปในวงการแฟชัน อาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า ‘กระแสแฟชั่นในอดีตจะหวนกลับมาทุกๆ 20 ปี’ และการกลับมาของเทรนด์ยุค Y2K ที่เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้าเราเคยย้อนมองด้วยความอับอาย ก็น่าจะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทุกอย่างกลับมาได้จริงๆ

เช่นเดียวสไตล์ฮิปปี้แบบยุค 70 ที่กลับมาฮิตในช่วง 2015-2017 เสื้อผ้า Oversized ทรงหลวมโคร่งแบบยุค 80 ที่กลับมาอีกครั้งในช่วง 2018-2019 รวมถึงเสื้อครอปและกางเกงเอวสูงสไตล์ 90 ที่กลายมาเป็นไอเท็ม Must Have ประจำปี 2020-2021

ความคิดที่ว่าเสื้อผ้ามือสองไม่หลากหลายและไม่ทันสมัยจึงผิดอย่างมหันต์

3. เสื้อผ้ามือสองคุณภาพไม่ดี

กลับกันด้วยซ้ำ การที่เสื้อผ้าเหล่านี้ผ่านฝนผ่านหนาว ผ่านการซักตากซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาได้โดยไม่ชำรุดเสียหายนั้น คือเครื่องพิสูจน์คุณภาพชั้นดีต่างหาก

หัวใจสำคัญของเสื้อผ้ามือสองคุณภาพดีจึงอยู่ที่การเลือก ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของสินค้ามือสองคือราคาที่ถูกลงมาจากราคาป้าย แทนที่จะซื้อเสื้อผ้าผลิตใหม่คุณภาพต่ำที่มีดีแค่ความทันสมัย เสื้อผ้ามือสองคุณภาพระดับไฮเอนด์ที่ซื้อมาด้วยราคาเท่ากันอาจอยู่กับเราได้นานกว่ามาก

4. เสื้อผ้ามือสองอาจมีผีซ่อนอยู่

อย่างที่เขียนถึงไปแล้วในช่วงต้นของบทความแล้วว่า วัฒนธรรมการส่งต่อเสื้อผ้ามือสองไม่ใช่สิ่งใหม่ในสังคมไทยแต่อย่างใด

ณ ช่วงเวลาหนึ่ง เสื้อผ้านั้นถือว่าเป็นมรดกของครอบครัว บางครั้งอาจต้องย้อนไปหลายชั่วอายุคนกว่าจะพบต้นตอว่าถูกตัดเย็บขึ้นเมื่อใด หากสวมใส่เสื้อผ้าที่รับมาจากคนอื่นแล้วจะต้องถูกผีหลอกจริง คนสมัยก่อนก็คงไม่เป็นอันต้องใส่อะไรกันพอดี

บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่เราควรจะทบทวนว่าความกลัวนี้สมเหตุสมผลหรือไม่ เพราะผีจะมีอยู่จริงหรือไม่นั้น อาจไม่มีใครมีวันได้รู้ แต่ภาวะโลกร้อนเป็นปรากฏการณ์ที่พิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์และมีอยู่จริงอย่างแน่นอน

ที่มา

https://www.bloomberg.com/news/features/2018-07-18/japan-s-lonely-death-industry

https://www.bbc.com/news/science-environment-60382624

https://www.goclimate.com/blog/the-carbon-footprint-of-clothes/

https://www.abc.net.au/news/2021-08-12/fast-fashion-turning-parts-ghana-into-toxic-landfill/100358702

https://www.matterprints.com/journal/guide/second-hand-shopping/

Dégh, Linda. American Folklore and the Mass Media. Bloomington: Indiana University Press, 1994.

นลิน สินธุประมา. “เรื่องผีในสังคมไทยร่วมสมัย: บทบาทและการผสมผสานทางวัฒนธรรม.” ปริญญานิพนธ์อักษรศาสตร์บัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2017. https://www.arts.chula.ac.th/folklore/index.php/2020/06/06/seniorproject-2560-1/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...