โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดถิ่นฐาน "ชาวขแมร์" ในรัตนโกสินทร์ อยู่ตรงไหน ทำอะไรกันบ้าง?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 24 ต.ค. 2568 เวลา 01.11 น. • เผยแพร่ 24 ต.ค. 2568 เวลา 00.47 น.
ภาพลายเส้นกรุงเทพ เมื่อทศวรรษ 1860 (ภาพจาก หนังสือ Travels in the central parts of Indo-China (Siam), Cambodia, and Laos โดย อ็องรี มูโอต์)

เปิดถิ่นฐานชาวขแมร์ ในรัตนโกสินทร์ อยู่ตรงไหน ทำอะไรกันบ้าง?

ชาวขแมร์(ชาวเขมร) เข้ามาอยู่อาศัยในกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก ทั้งการถูกกวาดต้อนเข้ามาเพื่อค้าขาย หรือเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เช่น รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ที่เขมรมีศึกชิงอำนาจกันภายใน ทำให้ชาวขแมร์ต้องมาตั้งรกรากในกรุงศรีอยุธยากันไม่น้อย และแม้ว่ากรุงศรีอยุธยาจะล่มสลายลงใน พ.ศ. 2310 แต่ชาวขแมร์ก็ยังคงเข้ามาสร้างถิ่นฐานอย่างต่อเนื่องในสมัยรัตนโกสินทร์ และทิ้งร่องรอยวัฒนธรรมต่าง ๆ มากมายไว้ในสังคมไทย

“บ้านกลางนา” พื้นที่ชั่วคราวของกลุ่มเชลยชาวขแมร์

หลังสิ้นกรุงศรีอยุธยา กลุ่มเชลยจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นชาวลาว ชาวมอญ รวมทั้งชาวขแมร์ถูกเกณฑ์ให้ย้ายไปอยู่ในพื้นที่เกษตรห่างไกลเมืองอย่าง “บ้านกลางนา” ที่ธนบุรี ชาวขแมร์ในบริเวณดังกล่าวเริ่มปลูกรากสร้างฐาน เปลี่ยนพื้นที่นอกเมืองให้เป็นชุมชนอาศัยของตนเอง

แต่เมื่อเข้าสู่ราชวงศ์จักรี กลุ่มเชลยศึกดังกล่าวก็ต้องโยกย้ายครอบครัว เพื่อเปิดทางให้ค่ายทหารของเจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง คชเสนี) และต้องละทิ้งพื้นที่เกษตรกรรมที่ทำไว้ รวมถึงเข้าไปอาศัยในถิ่นฐานใหม่บนพื้นที่หนึ่งของวัดสระเกศ ทั้งยังต้องช่วยเชลยศึกขแมร์ที่เพิ่งถูกเกณฑ์มาขุดคูเมือง และก่อสร้างสถานที่สำคัญในพระนคร

“สนามกระบือ บ้านโรงไหม และบางลำพูบน” ถิ่นฐานเจ้านายและชาวขแมร์

ไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มเชลยที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาในรัตนโกสินทร์ แต่กลุ่มชนชั้นนำยังพลัดถิ่นเข้ามาด้วยเช่นกัน เหตุเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2325 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สยามได้เชิญพระบรมวงศานุวงศ์จำนวน 5 พระองค์มาจากกัมพูชา เนื่องจากเกิดปัญหาระหว่างสยามกับกัมพูชา หนึ่งในนั้นคือ “นักองค์เอง” มาพำนัก ณ วังหน้า ภายใต้การอุปถัมภ์ของอุปราช

ผ่านไปในปี 2326 นักองค์เองได้ย้ายไปอยู่ที่สนามกระบือ บริเวณบ้านโรงไหม ต่อมารัชกาลที่ 1 พระราชทานพระราชวังใหม่ (ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อวังเจ้าเขมร) แถบนอกคลองคูเมืองแก่นักองค์เอง แม้ว่าท้ายสุดนักองค์เองจะกลับไปขึ้นครองราชบังลังก์ที่อุดง หรือเมืองหลวงของกัมพูชาขณะนั้นแล้วก็ตาม แต่พระมารดาของนักองค์เองจำต้องพำนักอยู่กรุงเทพฯ จวบจนสิ้นพระชนม์

เมื่อชนชั้นเจ้านายย้ายมาพำนักที่กรุงเทพฯ ก็ต้องมีเหล่าบริวารขุนนางและครอบครัว ไพร่พล ตลอดจนผู้ติดตามมากมายพลัดถิ่นมาด้วยเช่นกัน กลุ่มขแมร์เหล่านี้ได้รับพระราชทานที่ดินให้อยู่แถบบ้านโรงไหมและบางลำพูบน ซึ่งอยู่นอกเขตศูนย์กลางเมือง โดยขุนนางนั้นถูกจัดให้อาศัยบริเวณทิศเหนือของวังหน้า ส่วนไพร่พลอาศัยนอกป้อมปราการตรงข้ามฝั่งคูเมือง ซึ่งก็คือบางลำพูบน

“หมู่บ้านขแมร์” กับวัฒนธรรมที่ทิ้งร่องรอยไว้มากมาย

ชาวขแมร์พลัดถิ่นเพิ่มจำนวนขึ้นอีกครั้งจากการกวาดต้อนเชลยศึกนับหมื่นคน หลังสยามเข้ารุกรานกัมพูชา จากเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระรามราชาธิราช (นักองค์โนน) ผู้คนมากมายถูกบังคับให้เดินเท้าเข้ามาในกรุงเทพฯ เหตุเพราะต้องการกำลังคนในการก่อสร้างคูเมือง รวมถึงสิ่งปลูกสร้างต่างๆ

พวกเขาถูกเกณฑ์ให้ไปอาศัยบริเวณฝั่งตะวันออกของคูเมือง จนกลายเป็น “หมู่บ้านขแมร์” ซึ่งผนวกเข้ากับวังเจ้าเขมร บ้านบาตร และบ้านดอกไม้ คนในหมู่บ้านดังกล่าวมีอาชีพมากมาย ไม่ว่าจะแสดงละคอน ระบำกายกรรม หรือเกี่ยวกับศาสนา เช่น ผลิตสังฆภัณฑ์ มนต์ดำ ยิ่งไปกว่านั้น “การทำบาตรพระ” ยังเป็นอีกเครื่องมือทำมาหากินหนึ่งของพวกเขา

หมู่บ้านขแมร์เติบโตมากขึ้นจากการกวาดต้อนคนช่วงรัชกาลที่ 3 ผ่านฝีมือของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) การกวาดต้อนครั้งนี้ไม่เพียงแต่ได้ชาวขแมร์พลัดถิ่นจำนวนมาก แต่ยังมีเจ้าเขมรถึง 3 พระองค์มาด้วย ทำให้หมู่บ้านขแมร์นั้นขยับขยาย และกลายมาเป็นศูนย์กลางของชุมชนขแมร์

อย่างไรก็ตาม หมู่บ้านขแมร์ที่รุ่งเรืองก็ต้องจางหายไปตามกาลเวลา เมื่อสมเด็จพระหริรักษ์รามาอิศราธิบดี (นักองค์ด้วง) กลับไปยังกัมพูชา แม้ว่าพระโอรสของพระองค์จะยังพำนักอยู่ในฐานะตัวประกันหลวงก็ตาม พอถึงปี 2401 การมีอยู่ของเจ้าเขมรก็ยิ่งลดลง และถูกแทนที่ด้วยชั้นเจ้านายระดับล่าง รวมถึงสยามที่ก้าวเข้าสู่ความเจริญ ทั้งยังมีการเวนคืนและก่อสร้างถนนขนาดใหญ่เพื่อสลายย่านเขมร ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ทำให้ย่านนั้นถูกกวาดล้าง และถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่พาณิชย์ของกลุ่มคนจีนแทน

เมื่อเป็นเช่นนี้ กลุ่มชาวขแมร์จึงเริ่มกลืนกลายตนเองให้มีความเป็นไทยมากกว่าที่จะยึดโยงชาติพันธุ์ของตนเองไว้เช่นเดิม

จะเห็นได้ว่าชุมชน “ชาวเขมร” ไม่ได้มีเพียงแต่สมัยอยุธยา ทว่าช่วงรัตนโกสินทร์ ชาวขแมร์ยังคงปรากฏอยู่ในสังคมไทย ไม่ว่าจะที่บ้านกลางนา บ้านโรงไหม บางลำพูบน และหมู่บ้านขแมร์

แม้ชาวขแมร์บางส่วนจะกลับบ้านเกิดเมืองนอน หรือบางพื้นที่ของชุมชนชาวขแมร์จะสูญสลายหายไปแล้ว แต่ชาวขแมร์ที่ยังหลงเหลือก็ได้นำวัฒนธรรมเดิมของตนเองมาผสมกลมกลืน เป็นส่วนหนึ่งในการก่อร่างสร้างความเป็นไทยในปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

แวน รอย, เอ็ดวาร์ด. Siamese Melting Pot ก่อร่างเป็นบางกอก. แปลโดย ยุกติ มุกดาวิจิตร. กรุงเทพมหานคร: มติชน, 2565.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดถิ่นฐาน “ชาวขแมร์” ในรัตนโกสินทร์ อยู่ตรงไหน ทำอะไรกันบ้าง?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...