โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘มหาหนอ’ ครูของทั้งผู้นำคณะราษฎรและผู้ถูกกล่าวหาว่าต่อต้านคณะราษฎร

The101.world

อัพเดต 17 ธ.ค. 2567 เวลา 13.24 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2567 เวลา 17.02 น. • The 101 World

‘เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี’ (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เจ้าของนามปากกา ‘ครูเทพ’ บุคคลสำคัญผู้วางรากฐานการศึกษาของประเทศสยาม เสนาบดีกระทรวงธรรมการในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อีกทั้งยังครองบทบาทประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของเมืองไทยสมัยเพิ่งเริ่มใช้ระบอบรัฐธรรมนูญ ก็เคยมี ‘เขา’ เป็นครูคนแรกเมื่อครั้งเข้าเรียนประโยคหนึ่งที่สำนักวัดบพิตรพิมุขราว พ.ศ. 2431

พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ผู้มีศักดิ์เป็นหลานอาของ ‘ครูเทพ’ แม้อายุจะไล่เลี่ยกัน ก็เคยเป็นลูกศิษย์ของ ‘เขา’ ที่โรงเรียนวัดบพิตรพิมุขเช่นกัน

พระยาผดุงวิทยาเสริม (กำจัด พลางกูร) ซึ่งรับราชการและสร้างผลงานโดดเด่นด้านการศึกษาและการเขียนตำรา ตอนเริ่มเรียนหนังสือที่สำนักวัดจักรวรรดิราชาวาส ‘เขา’ ก็คือครูผู้สอน

หลวงสำเร็จวรรณกิจ (บุญ เสขะนันทน์) อาจารย์โรงเรียนเทพศิรินทร์ ผู้เป็นครูของกุหลาบ สายประดิษฐ์ นักประพันธ์เอกเจ้าของนามปากกา ‘ศรีบูรพา’ ก็เคยเป็นลูกศิษย์ของ ‘เขา’ ที่โรงเรียนเดียวกันกับเจ้าคุณผดุงวิทยาเสริม

มิเว้นกระทั่งชายผู้ดื่มโกโก้เพียงถ้วยเดียวก่อนจะออกไปร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ในฐานะผู้นำคณะราษฎรเยี่ยง ‘พระยาพหลพลพยุหเสนา’ (พจน์ พหลโยธิน) เมื่อบิดานำไปฝากให้เข้าเรียนหนังสือที่สำนักวัดจักรวรรดิราชาวาสช่วงปลายทศวรรษ 2430 ‘เขา’ ก็เป็นอาจารย์ใหญ่อยู่ที่นั่น

คุณผู้อ่านอาจจะนึกสงสัยเสียเต็มประดา ‘เขา’ คนที่ผมว่าคือใครกัน?

อย่างไม่รอช้า ผมขอเฉลยทันที ‘เขา’ คือ ‘มหาหนอ’

ที่เรียกขานว่า ‘มหาหนอ’ จริงๆ แล้วเป็นถ้อยคำเคลือบริมฝีปากของชาวบ้านทั่วๆ ไป เพราะนามที่แท้ของครูผู้นี้คือ ‘น้อย’ ครั้นต่อมาภายหลังเมื่อในเมืองไทยมีการตั้งนามสกุลขึ้น ลูกหลานจึงใช้สกุลว่า ‘จุลวิธูร’

ถ้าจะพูดง่ายๆ ก็คงได้ว่า เหตุที่คนทั่วไปจดจำท่านขุนเป็น ‘มหาหนอ’ น่าจะมาจากการเรียกนามผิดเพี้ยนไป หากสำหรับผู้เป็นลูกศิษย์ทั้งหลาย มักนิยมเรียกท่านขุนว่า ‘พ่อครู’ มากกว่า เพราะเหมือนเป็นทั้งพ่อและครูในคนเดียวกัน

ประวัติชีวิตช่วงต้นของมหาหนอเป็นสิ่งที่เรามิอาจล่วงรู้ชัดเจน เพราะยังไม่ค้นพบหลักฐานบันทึกถึงเรื่องราวนี้ไว้ ทราบเพียงคร่าวๆ ว่าเขาลืมตายลโลกหนแรกสุดเมื่อ พ.ศ. 2399 น่าจะเคยบวชเรียนและสามารถสอบผ่านการศึกษาแผนกบาลีระดับเปรียญธรรม 3 ประโยค (ป.ธ.3) ขึ้นไป จึงมีคนเรียกขานทั่วกันว่า ‘มหา’ จากนั้น คงจะเข้ารับราชการเป็นครูสอนหนังสือจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น ‘ขุนอนุกิจวิธูร’

มหาหนอ หรือ ขุนอนุกิจวิธูร (น้อย จุลวิธูร)

ควรกล่าวด้วยว่า กลางทศวรรษ 2410 อันเป็นช่วงต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระองค์ขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ. 2411) และเป็นห้วงยามที่มหาหนอยังเยาว์วัยอยู่นั้น ได้มีประกาศพระราชโองการตั้งโรงเรียนหลวงหรือ ‘โรงสกูลหลวง’ ขึ้นในพระบรมมหาราชวังเมื่อ พ.ศ. 2414 เพื่อให้พระบรมวงศานุวงศ์และบุตรหลานของขุนนางเล่าเรียนตามแนวทางการศึกษาแบบสมัยใหม่ซึ่งรับอิทธิพลมาจากโลกตะวันตก โดยกำหนดให้ขุนนางในกรมพระอาลักษณ์เป็นครูสอนหนังสือไทย เลข และขนบธรรมเนียมราชการ พร้อมโปรดเกล้าฯ ให้ ‘พระยาศรีสุนทรโวหาร’ (น้อย อาจารยางกูร) ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ รวมถึงแต่งตำราแบบเรียนหลวงแล้วจัดพิมพ์ออกมาใช้ในการเรียนการสอน อันได้แก่ มูลบทบรรพกิจ, วาหนิติ์นิกร, อักษรประโยค, สังโยคพิธาน, ไวพจน์พิจารณ์ และ พิศาลการันต์

ถัดมาใน พ.ศ. 2418 ก็มีประกาศพระราชโองการให้โรงเรียนตามวัดวาอารามต่างๆ ที่พระสงฆ์เคยสอนหนังสือไทยมาแต่เดิมได้เริ่มต้นใช้ตำราแบบเรียนหลวงของเจ้าคุณศรีสุนทรโวหารมาสอนราษฎร รวมถึงให้สอนวิชาเลขและคัดลายมือด้วย

ผมคิดว่ามหาหนอ หรือที่ในทศวรรษ 2410 ยังเป็นชายหนุ่มชื่อ ‘น้อย’ อาจเคยศึกษาตำราแบบเรียนหลวงมาจากโรงเรียนตามวัดวาอารามนี่เอง

ต้นทศวรรษ 2420 ยังมีการตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับสอนภาษาอังกฤษขึ้นที่พระราชวังนันทอุทยาน โดยจ้างชาวอเมริกันอย่าง ซามูเอล จี. แมคฟาร์แลนด์ (Samuel G. McFarland) มาเป็นอาจารย์ใหญ่ ต่อมาก็มีการตั้งโรงเรียนทำแผนที่ในกรมทหารมหาดเล็ก และโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์

ล่วงถึงปลายทศวรรษ 2420 จึงมีการตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรทั่วไปตามวัดวาอารามหลายแห่ง ซึ่งโรงเรียนแห่งแรกสุดอยู่ที่วัดมหรรณพาราม จากนั้น อีกหลายวัดหลายอารามก็ทยอยกลายเป็นโรงเรียนหลวง

‘วัดเชิงเลน’ นับเป็นอารามเก่าแก่มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ครั้นสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 อารามแห่งนี้ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่โดยสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ผู้ครองพระอิสริยยศ ‘กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข’ หรือตำแหน่ง ‘วังหลัง’ ซึ่งตลอดสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น รัชกาลที่ 1 จึงพระราชทานนามอารามว่า ‘บพิตรพิมุข’ เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ผู้บูรณปฏิสังขรณ์ ที่วัดยังเปิดเป็นสำนักสอนหนังสือไทยโดยพระภิกษุเรื่อยมาและสร้างชื่อเสียงเลื่องลือ มีผู้ฝากบุตรหลานมาเป็นลูกศิษย์จำนวนมากโข

จวบจน พ.ศ. 2428 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนวัดบพิตรพิมุขขึ้นเป็นโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎร และตั้งให้ ‘ขุนอนุกิจวิธูร’ (น้อย) หรือ ‘มหาหนอ’ เป็นอาจารย์ใหญ่คนแรก เริ่มต้นจากการมีนักเรียนแค่ 30 กว่าคน ทว่าพอล่วงผ่านไปหนึ่งปี นักเรียนก็เพิ่มขึ้นเป็นราวๆ 100 คนเลยทีเดียว

ทว่าการเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดบพิตรพิมุขในยุคแรกนั้น ยังไม่มีโต๊ะหรือม้านั่งอย่างเพียบพร้อม นักเรียนจะต้องนั่งเรียนกับพื้น ส่วนครูผู้สอนหนังสือก็จะนั่งๆ นอนๆ เอกเขนกไปพลาง ถ่ายทอดวิชาความรู้ไปพลาง

มหาหนอย่อมจะเป็นผู้ทรงภูมิความรู้และแตกฉานทั้งหนังสือไทย เลข และขนบธรรมเนียมราชการ รวมถึงคงเคยผ่านการฝึกหัดเป็นอาจารย์มาอย่างดีเยี่ยม เขาจึงได้รับมอบหมายให้เป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนหลวงสำหรับราษฎร พร้อมทั้งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นท่านขุน

ลูกศิษย์คนสำคัญของมหาหนอในห้วงยามที่ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่สำนักวัดบพิตรพิมุข ก็ดังที่เกริ่นไปตอนต้นแล้วถึง เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีและพระยาเทพหัสดิน ซึ่งทั้งสองคนมาจากตระกูลเดียวกันที่ต่อมาใช้นามสกุลว่า ‘เทพหัสดิน ณ อยุธยา’ โดยเริ่มเรียนหนังสือที่นี่เมื่อช่วงต้นทศวรรษ 2430

อีกคนหนึ่งจากตระกูลเทพหัสดิน ณ อยุธยาที่เป็นลูกศิษย์ของมหาหนอ และมีเรื่องราวน่าสนใจยิ่ง นั่นคือ ‘สันทัด’ น้องชายร่วมบิดามารดาของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น) หรือ ‘ครูเทพ’ สืบเนื่องจาก พระยาไชยสุรินทร์ (เจียม) ผู้เป็นบิดาถึงแก่อนิจกรรมตั้งแต่สนั่นอายุเพียง 6 ขวบ และสันทัดอายุเพียง 2 ขวบ ผู้เป็นมารดาจึงต้องอาศัยฝีมือทางด้านการเย็บปักถักร้อยหารายได้เลี้ยงดูบุตรชาย สนั่นยังรับหน้าที่สอนหนังสือเบื้องต้นให้กับน้องชาย ก่อนจะชวนมาเรียนที่สำนักบพิตรภิมุขด้วยกัน

หลังจากสันทัดเรียนหนังสือกับมหาหนอ จวบจนอายุล่วงเข้า 11 ปี ก็ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กหลวงในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ทั้งยังสอบผ่านภาษาไทยประโยคหนึ่ง และเข้าเรียนต่อในโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ จากนั้นสอบได้ประกาศนียบัตรครูฝ่ายภาษาไทยเมื่อ พ.ศ. 2438 พอปีถัดมาจึงเข้ารับราชการตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนสายสวลีสัณฐาคารด้วยวัยเพียง 16 ปี

น่าจะช่วงเป็นครูใหญ่นี่แหละ ที่สันทัดได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ‘ขุนอนุกิจวิธูร’ ซึ่งเป็นบรรดาศักดิ์เดียวกับมหาหนอ ผู้เคยเป็นอาจารย์ของตน

ในปี 2445 ขณะที่ขุนอนุกิจวิธูร (สันทัด) ดำรงตำแหน่งนายตรวจใหญ่ของกรมศึกษาธิการ ก็ยังได้รับแต่งตั้งเป็นคณะข้าหลวงตรวจการศึกษาและถูกส่งไปดูงานการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นนานถึงสามเดือนเศษ เดินทางไปพร้อมกับพี่ชายคือ สนั่น ซึ่งขณะนั้นครองบรรดาศักดิ์ ‘หลวงไพศาลศิลปศาสตร์’

สันทัดมีความก้าวหน้าในงานราชการและเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ เป็นทั้งข้าหลวงธรรมการมณฑลกรุงเก่าคนแรก ผู้ช่วยเจ้ากรมตรวจกระทรวงธรรมการ อาจารย์ผู้ปกครองโรงเรียนราชวิทยาลัย ก่อนจะเข้ามาประจำกรมในกระทรวงธรรมการ จนได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ‘พระอนุกิจวิธูร’ และ ‘พระยาอนุกิจวิธูร’ ในช่วงทศวรรษ 2450

ครั้นมีการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขึ้นจากโรงเรียนข้าราชการพลเรือน พระยาอนุกิจวิธูร (สันทัด) ซึ่งเป็นเจ้ากรมวิสามัญศึกษาในกรมศึกษาธิการ ก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการมหาวิทยาลัยหรือที่ปัจจุบันเรียกว่า ‘อธิการบดี’ คนแรกสุดตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2460 และดำรงอยู่ในตำแหน่งยาวนานเกือบแปดปี

ดูเหมือนว่าบรรดาศักดิ์ ‘อนุกิจวิธูร’ ที่คนรุ่นหลังๆ พอจะเคยได้ยินนั้น คงจะเป็น พระยาอนุกิจวิธูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ผู้เป็นลูกศิษย์เสียมากกว่า ‘ขุนอนุกิจวิธูร’ (น้อย จุลวิธูร) หรือ มหาหนอ ผู้เป็นอาจารย์กระมัง

พระยาอนุกิจวิธูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนัน เทพหัสดิน ณ อยุธยา)

บทบาทของ ‘มหาหนอ’ ช่วงที่เป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนวัดบพิตรพิมุขยังถูกพาดพิงถึงโดย เสลา เรขะรุจิ เจ้าของนามปากกา ‘ไทยน้อย’ ในข้อเขียนเรื่อง ‘ผู้นำสมัยนุ่งผ้าโจงกระเบนสวมหมวกฟาง’ ดังความตอนหนึ่งว่า

“โรงเรียนชั้นมูลฐานที่มีชื่อในยุคนั้น คือ 1 ใน 2 โรงเรียนที่บางกอกมีอยู่ คือ โรงเรียนวัดบพิตรพิมุข (วัดเชิงเลน) ซึ่งมีขุนอนุกิจวิฑูรที่ชาวบ้านเรียก ‘มหาหนอ’ เป็นอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนนี้มีสอนตามแบบเรียนดังนี้คือ มูลบทบรรพกิจ วาณิชนิกร อักษรประโยค สังโยควิธาน พิศาลการันต์

โดยมากเมื่อเรียนกันจบจากโรงเรียนมหาหนอแล้ว ที่เป็นลูกผู้หลากมากดีหน่อย จะส่งลูกไปเรียนต่อที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบซึ่งมีสอนภาษาอังกฤษ ร.ร. นี้ตั้งอยู่ในวังหลวงด้านวัดโพธิ์ เก็บค่าเล่าเรียนเพียงปีละ 12 บาทซึ่งจัดว่ามากไปสำหรับยุคนั้น จนกระทั่งมีคนร้องกันว่า เอาถึงปีละ 12 บาทจะหาเงินที่ไหนมาส่งให้ไหว นั่นแหละจึงประกาศว่า ปีละ 12 บาทก็เท่ากับเก็บค่าเล่าเรียนเดือนละ 1 บาท เพราะฉะนั้นนักเรียนคนใดไม่ขาดเรียนเลยแม้แต่ 1 วัน ทางโรงเรียนจะคืนเงิน 1 บาทให้สำหรับเดือนนั้น เพราะฉะนั้นนักเรียนจึงหมั่นไปเรียนกันทุกวัน เพื่อได้คืนเงินเดือนละ 1 บาท ถ้าไม่ขาดเรียนเลยทั้งปีก็เท่ากับเรียนฟรี เงินที่คืนเดือนละ 1 บาทนี้ ปรากฏว่านักเรียนรุ่นคุณทวดใช้กินอาหารกลางวันได้ถึงครึ่งเดือนเป็นอย่างน้อย คิดดูก็แล้วกันว่า ค่าครองชีพในสมัยนั้นถูกหรือแพงแค่ไหน”

น่าจะช่วงกลางทศวรรษ 2430 ที่ขุนอนุกิจวิธูร (น้อย) หรือ มหาหนอ ย้ายมาดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่โรงเรียนวัดจักรวรรดิราชาวาส ที่นี่เอง ท่านขุนได้มีลูกศิษย์อย่าง ‘พจน์’ ซึ่งต่อมาจะกลายเป็น ‘พระยาพหลพลพยุหเสนา’ และ ‘บุญ’ ซึ่งต่อมาจะกลายเป็น ‘หลวงสำเร็จวรรณกิจ’

พระยาพหลฯ หรือ ‘พจน์’ นั้น เมื่ออายุประมาณ 8-9 ปี บิดาได้นำตัวมาฝากให้เป็นลูกศิษย์ของมหาหนอ คราวหนึ่งพ่อครูเรียกให้พจน์ไปแก้โจทย์วิชาเลขคณิต ซึ่งก็สามารถแก้โจทย์ได้ทุกวิธี แต่กลับมาติดขัดอยู่ที่วิธีหารเลข พ่อครูจึงโบยด้วยกิ่งยี่โถ 12 ที นับแต่นั้นพจน์ก็หมั่นฝึกฝนวิชาเลขคณิตจนช่ำชองวิธีหารเลข ต่อมาเมื่อบิดาถึงแก่อนิจกรรม พจน์ลาออกจากโรงเรียนวัดจักรวรรดิราชาวาส แล้วไปเรียนต่อที่วัดพิชัยญาติการาม

พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)

ในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายของขุนอนุกิจวิธูร (น้อย) ถ้าจะมีใครที่เขียนถ่ายทอดเรื่องราวของผู้เป็นอาจารย์ไว้มากที่สุดเห็นจะมิพ้นหลวงสำเร็จวรรณกิจ หรือ ‘บุญ’ ซึ่งเคยมาเรียนสำนักวัดจักรวรรดิถึงสามปี จนสอบไล่ได้ประโยคสองชั้นหนึ่ง แล้วจึงไปเรียนต่อที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบในพระบรมมหาราชวัง

หลวงสำเร็จวรรณกิจ (บุญ เสขะนันทน์)

หลวงสำเร็จวรรณกิจได้ฉายภาพของมหาหนอ ขณะเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนวัดจักรวรรดิตามความทรงจำของตนว่า

“เมื่อใครเอ่ยถึงท่านก็เรียกพ่อครูกันทั้งนั้น ซึ่งฟังดูจับอกจับใจดี เป็นทั้งพ่อทั้งครู พ่อที่มีระเบียบแบบแผนเคร่งครัดต่อวินัย ลูกศิษย์คนไหนบิดตะกูดเกเรเป็นต้องโดนไม้เรียว ไม้เรียวที่ไม่ได้อาบความทารุณโหดร้าย แต่อาบเอิบไปด้วยความเมตตากรุณาเยี่ยงของพ่อ สมัยนั้นใครถูกพ่อครูเฆี่ยนสามที กลับจากโรงเรียนก็ต้องโดนพ่อที่บ้านซ้ำอีกสามที โดยไม่ต้องถามว่าไปทำอะไรเข้า เพราะเป็นที่เข้าใจดีว่า ต้องเป็นเรื่องหัวดื้อไม่ทำตามสั่ง ที่กล่าวกันว่า ไม้เรียวทำให้ลานแล้วก็เลยด้านนั้น ไม่ใช่ความจริงสำหรับไม้เรียวของพ่อครูข้าพเจ้า ไม้เรียวของท่านเพาะความกลัวซึ่งเติบโตเป็นความเคารพรัก พวกเราซนกันถึงขนาดวิ่งลงไปในกระจาดอ้อยขวั้นของแม่ค้าหน้าโรงเรียน ซึ่งน่ากลัวจะต้องโดนไม้เรียวถึงขนาดครึ่งค่อนโหล แต่ยายแม่ค้ากลับยิ้มแป้น ได้รับค่าเสียหายจากพ่อครูตั้งห้าหกสลึง หลังจากพวกเราถูกดุว่า “มันวิ่งกันยังไงวะ?”

ไม่เพียงเข้มงวดต่อการอบรมบ่มเพาะด้านพฤติกรรมและความมีระเบียบวินัยเท่านั้น ทางด้านการเรียนหนังสือ ท่านขุนอนุกิจวิธูร ก็เอาใจใส่อย่างยิ่ง

“ในเรื่องการเล่าเรียน กล่าวได้ว่าลูกศิษย์เกือบไม่มีเวลากระดิกไปคบกับความขี้เกียจได้ โดยเฉพาะเรื่องเขียนลายมือการบ้าน ท่านถือเป็นงานที่ไม่ยอมให้หลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด ถึงกับลงแรงลงเวลาตรวจสอบเองตั้งแต่ชั้นต่ำตลอดจนชั้นสูง ใครเขียนลายมืองามพ่อครูรักนัก เพราะสมัยนั้นตำแหน่งเสมียนเงินเดือนแปดบาท อันเป็นบันไดขั้นต้นพาขึ้นไปเป็นรองเวรหรือตัวนายเวร วัดความเหมาะสมกันด้วยลายมือ ข้าพเจ้าเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งในพวกลายมือดี และถึงแม้อายุยังไม่ถึงเป็นเสมียนได้ ก็ได้รับรางวัลอย่างที่เด็กนักเรียนวัดครั้งกระนั้นต้องอิจฉา ทำไมจะไม่น่าอิจฉา ข้าพเจ้าได้หน้าบานนั่งรถกูบม้าคู่ติดไปกับพ่อครู ทุกครั้งที่เป็นเวรเฝ้าของท่านที่พระราชวังดุสิต ข้าพเจ้าได้สูดไออากาศของพระราชวังใหม่ ได้โอกาสเข้าไปใกล้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โอกาสที่ประชาชนคนสามัญสมัยนั้นหาได้ไม่บ่อยนัก”

แม้มหาหนอจะดูเป็นผู้เคร่งครัดต่อกฎเกณฑ์ แต่ก็เปี่ยมล้นความเมตตากรุณาอันเป็นจิตวิญญาณของครูบาอาจารย์ ท่านขุนจึงแจ่มจรัสในความทรงจำของลูกศิษย์เหนือกาลเวลา ดังที่หลวงสำเร็จวรรณกิจย้อนรำลึกว่า

“พ่อครูสุขภาพไม่สู้จะสมบูรณ์นัก แต่มาโรงเรียนสม่ำเสมอ การตรวจแถวก่อนเดินเข้าห้องเรียนของท่านไม่มีขาด พวกเรานักซนมือชั้นหนึ่งต้องระวังรักษาความสะอาดกันอย่างตัวลีบ เพราะท่านตรวจอย่างจริงจัง ได้กลิ่นสาบสักนิดก็ชิดเข้ามาค้นว่าเป็นของใคร พอได้ตัวก็ต้องโดนไม้เรียวฐานไม่อาบน้ำเช้าตามคำสั่ง ถ้าเป็นฤดูหนาวค่อยโล่งใจหน่อย ท่านจับตัวไม่ค่อยได้ เพราะกลิ่นสาบดูเหมือนจะแพร่สะพัดไปทั่วถึงกันหมด กลิ่นที่ออกมาจากผ้าผวยทั้งใหม่ทั้งเก่าตลอดจนเก่าคร่ำดำไม่เห็นเนื้อ ไม่รู้ว่ากี่สิบต่อกี่สิบผืน ถ้าครูสมัยนี้ได้ไปเห็นเข้าเห็นจะลาออกหรือไม่ก็ต้องเลิกล้มการเดินตรวจแถว

เช้าวันหนึ่งหนาวจัดมาก พ่อครูใส่เสื้อสักหลาดดำทับราชปะแตน เดินตรวจมาหยุดที่ใกล้ๆ ข้าพเจ้า ท่านหยุดที่ไหนเป็นต้องได้เรื่อง พวกเราแถบนั้นใจคอไม่ดีไปตามๆ กัน เรื่องสาบน่ะไม่ใช่แน่ เพราะกลุ่มนั้นไม่มีผ้าผวยรวมทั้งข้าพเจ้าด้วย เจ้าเพื่อนคนหนึ่งข้างๆ ข้าพเจ้ายืนคางสั่น เห็นจะเป็นเพราะทั้งหนาวทั้งกลัวประสมกัน สักครู่ก็ได้ยินเสียงท่านถามว่า “หนาวมากรึ เลิกเรียนแล้วไปเอาเสื้อที่บ้าน” เจ้าเพื่อนโชคดีคนนี้ ชื่อดี มันดีสมชื่อ รุ่งขึ้นมันไม่ยักใส่เสื้อที่พ่อครูให้ ทั้งๆ ที่เป็นเสื้อมีสกรีสีไข่ไก่ราคาตั้งหกสลึง วันนี้พอเข้าแถวสักครู่ พ่อครูก็ตรงเข้ามาดุเจ้าดี “ทำไมไม่ใส่เสื้อมา เอาไปไหนเสีย” เจ้าดีอึกๆ อักๆ แล้วอ้อมแอ้มออกมาว่า “กระผมเก็บไว้ใส่สงกรานต์ครับ” เจ้าดีเก่งมาก มันทำให้พ่อครูหัวเราะได้ในขณะที่ท่านกำลังเคร่งขรึมจะเอาโทษ “ว้า! เจ้านี่, พรุ่งนี้ต้องใส่มา รู้ไหมเรื่องสงกรานต์เอาไว้พูดกันใหม่” เจ้าดีคนนี้ลายมือไม่ค่อยดีนัก แต่ทว่าขยันไม่เคยขาดส่งเลย”

ตำแหน่งอาจารย์ใหญ่โรงเรียนวัดจักรวรรดิราชาวาสในทศวรรษ 2430 นับเป็นเกียรติยศอย่างสูง เพราะได้รับเงินเดือนมากถึง 20 ตำลึง อีกทั้งการแต่งกายก็ดูทรงภูมิ สวมเสื้อราชปะแตน นุ่งผ้าม่วงสีน้ำเงิน และสวมถุงเท้าใยบัวตราลูกศร ที่สำคัญคือจะต้องเฝ้าแหนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

มหาหนอยังมีฝีมือยอดเยี่ยมด้านการประพันธ์บทร้อยกรอง ดังที่คราวหนึ่ง ท่านขุนเคยแต่งโคลงทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในคราวเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานกฐิน บทหนึ่งของโคลงนี้ที่หลวงสำเร็จวรรณกิจ จดจำได้อย่างแม่นยำมีเนื้อความว่า

ขุนอนุกิจสร้อย วิธูร

สอนศิษย์จิตนุกูล ก่อเกื้อ

คำนวณนักเรียนคูณ สองสต เศษนา

ล้วนเราดรุณเชื้อ ชาติชี้ชาวสยาม

หรือด้านการใช้ภาษาอังกฤษนั้น ท่านขุนอนุกิจวิธูรก็นับเป็นบุคคลหนึ่งที่เจรจาสื่อสารกับชาวต่างชาติอย่างแคล่วคล่อง ซึ่ง หลวงสำเร็จวรรณกิจให้รายละเอียดถึงตอนที่ท่านขุนสนทนากับ ‘มิสเตอร์ดับลิว ยี. ยอนสัน’ (W. G. Johnson) อดีตอาจารย์ใหญ่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบอังกฤษและโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ รวมถึงผู้ตรวจและจัดการโรงเรียนของกระทรวงธรรมการ ว่า

“เวลานาย ว.ย.ยอนสัน นายตรวจใหญ่ไปดูโรงเรียน ก็สามารถส่งภาษาอวดฝรั่งได้ อย่างที่ครูๆ สมัยนี้คงคาดไม่ถึง ข้าพเจ้าได้ยินกับหูแต่เอาความอะไรไม่ได้ ต่อเมื่อมาได้เรียนภาษาอังกฤษเมื่อโต จึงได้เรื่องจากเจ้าคุณจรัลชวนะเพท (ครูชุ่ม) ว่า วันนั้นพ่อครูร้องสั่งครูชุ่มต่อหน้านายยอนสันว่า “โก เดาน์ แอนด์ เทล ตะ บอย น้อม ทู เมค ดะ นอยส์”

ความที่สุขภาพมหาหนอไม่ค่อยสมบูรณ์แข็งแรง จึงอำลาโลกไปด้วยอายุขัยที่สั้นเพียงราวๆ 43 ปี ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2442

และก็คงเพราะมหาหนอมีอันต้องล่วงลับนี้เอง เลยทำให้บรรดาศักดิ์ ‘ขุนอนุกิจวิธูร’ เว้นว่าง นั่นเป็นเหตุให้สันทัด ลูกศิษย์คนหนึ่งได้รับบรรดาศักดิ์ดังกล่าวแทนในช่วงทศวรรษ 2440 แต่ สันทัดอายุยืนยาวกว่า อีกทั้งชีวิตราชการก็เจริญก้าวหน้ากระทั่งบรรดาศักดิ์เลื่อนขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นถึง ‘พระยาอนุกิจวิธูร’

มหาหนอวายปราณไปตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2440 เขาจึงไม่มีโอกาสได้เห็นว่าภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบรัฐธรรมนูญเมื่อกลางทศวรรษ 2470 เป็นต้นมานั้น ลูกศิษย์ของตนทั้งที่สำนักวัดบพิตรพิมุขและสำนักวัดจักรวรรดิราชาวาสต่างพากันกระจัดกระจายไปอยู่คนละฝักฝ่ายทางการเมือง

เฉกเช่นลูกศิษย์เยี่ยง ‘พระยาพหลพลพยุหเสนา’ กลายเป็นผู้นำคณะราษฎรผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง และต่อมายังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ลูกศิษย์เยี่ยง ‘พระยาเทพหัสดิน’ กลับต้องกลายเป็นนักโทษการเมือง ถูกสั่งจำคุกในคดีกบฏที่กระทำการต่อต้านรัฐบาลคณะราษฎรเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 2480

พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา)

ทายาทของมหาหนอนับว่าเป็นบุคคลผู้มีบทบาทโดดเด่นในสังคมไทยเช่นกัน แม้ผมจะยังตามสืบค้นข้อมูลไม่พบว่าชีวิตครอบครัวของมหาหนอเป็นอย่างไร หรือคู่ชีวิตของเขาคือใคร แต่เท่าที่ทราบคือท่านขุนมีบุตรชายคนสำคัญอย่าง ‘สว่าง’ ซึ่งถือกำเนิดเมื่อ พ.ศ. 2428 อันเป็นปีเดียวกันกับที่มหาหนอได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่โรงเรียนวัดบพิตรพิมุข

แม้ต้องสูญเสียผู้เป็นบิดาไปตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 15 ปี สว่างก็มุ่งมั่นเรียนหนังสือจนได้เข้ารับราชการในกระทรวงมหาดไทย ครั้นช่วงปลายทศวรรษ 2450 ได้ครองบรรดาศักดิ์ ‘หลวงศรีเสนา’ มีตำแหน่งเป็นยกกระบัตรมณฑลพายัพ คอยปฏิบัติหน้าที่ดูแลสอดส่องอรรถคดีต่างๆ และอำนวยความยุติธรรมในมณฑลนั้น

ต่อมาในปี 2457 หลวงศรีเสนา ก็ได้ขอพระราชทานนามสกุล ซึ่งได้รับพระราชทานมาว่า ‘จุลวิธูร’ (Chulavidhûra)

พอปี 2459 ก็ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระอนุบาลพายัพกิจ และต่อมาย้ายมารับราชการสังกัดกระทรวงยุติธรรมจนได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ‘พระยาอรรถศาสตร์โสภณ’ เมื่อปลาย พ.ศ. 2463

นอกจากพระยาอรรถศาสตร์โสภณ (สว่าง จุลวิธูร) จะครองชื่อเสียงเลื่องลือทางด้านกฎหมายแล้ว ยังมีฝีมือทางด้านการประพันธ์บทร้อยกรองจนเป็นที่กล่าวขวัญ ซึ่งความสามารถนี้คงจะตกทอดมาจาก ‘มหาหนอ’ ผู้เป็นบิดา ผลงานชิ้นสำคัญ ได้แก่ สุภาษิต จดจากความจำ, นิราศน้ำท่วม ซึ่งถ่ายทอดสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. 2485 และ ลิลิตพระบรมอัฐิพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น

พระยาอรรถศาสตร์โสภณแต่งงานกับอังกาบ บุตรีคนเดียวของพระวิฎฐานวินิจฉัย (เอม ชาตรูปะวณิช) และคุณนายเชย ช่วงราวต้นทศวรรษ 2450 ซึ่งตอนนั้นเจ้าคุณอรรถศาสตร์ฯ ยังเป็นหลวงศรีเสนา แต่ทั้งสองกลับไม่มีบุตรธิดาด้วยกัน จึงไปขอบุตรชายคนหนึ่งของพระยาสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ (สว่าง พุกกณานนท์) กับคุณหญิงสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ ชื่อ ‘สำเริง’ มาเป็นบุตรและให้ใช้นามสกุล ซึ่งต่อมาก็คือ ร้อยโท นายแพทย์สำเริง จุลวิธูร

พระยาอรรถศาสตร์โสภณ (สว่าง จุลวิธูร)

คุณหญิงสุรินทรภักดีฯ หรือที่มีนามว่า ‘เหยี่ยน’ เป็นพี่สาวของพระยาอรรถศาสตร์โสภณ ดังนั้น จึงเป็นบุตรีของมหาหนอ หรือ ขุนอนุกิจวิธูร (น้อย)

ยังมีหญิงอีกคนหนึ่งซึ่งใช้นามสกุล ‘จุลวิธูร’ เช่นกัน เธอชื่อ ‘หยิน’ ต่อมาได้แต่งงานกับพระโสภณอักษรกิจ (เล็ก สมิตะสิริ) ผู้ก่อตั้งโรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากรอันเลื่องลือ

ผมคิดว่าอาจเป็นไปได้ที่หยินจะเป็นบุตรีคนหนึ่งของมหาหนอ และอาจจะเป็นน้องสาวหรือพี่สาวของเหยี่ยน

พระโสภณอักษรกิจเคยเป็นลูกศิษย์ของมหาหนอที่โรงเรียนวัดจักรวรรดิราชาวาส ต่อมาหลังจากอุปสมบทที่วัดเดียวกัน ก็ได้แต่งงานกับหยิน ซึ่งฝ่ายหญิงมีกิจการโรงพิมพ์อยู่ริมถนนตรีเพชร ตรงนี้ชวนให้ผมฉุกคิดว่า หรือบางทีนอกจากขุนอนุกิจวิธูร จะเป็นอาจารย์ใหญ่แล้ว ก็ยังประกอบกิจการโรงพิมพ์ด้วย

พระโสภณฯ ยังได้ขยายกิจการโรงพิมพ์ของภรรยาให้เติบโตขึ้น ก่อนจะย้ายที่ตั้งใหม่หลายหน ดังในปี 2443 ย้ายมาตั้งที่ถนนเจริญกรุง ข้างวังบูรพาภิรมย์แล้วตั้งขื่อโรงพิมพ์ว่า ‘โสภณพิพรรฒธนากร’ กิจการยิ่งเจริญรุ่งเรือง พอถึงปี 2449 ก็ย้ายโรงพิมพ์มาตั้งอยู่ที่ถนนราชบพิธ จัดพิมพ์หนังสือสำคัญของเมืองไทยเผยแพร่ออกมาจำนวนมากมาย โดยเฉพาะหนังสือบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระโสภณอักษรกิจ (เล็ก สมิตะสิริ)

เรื่องราวของ ‘มหาหนอ’ อาจดูเหมือนจะจางหายไปจากสังคมพร้อมกับมรณกรรมของเขา ทว่าก็ยังจำหลักแนบแน่นในห้วงความรู้สึกของลูกศิษย์ผู้เคยใกล้ชิดพ่อครู แต่หากเทียบกับยุคปัจจุบันนี้ ลูกศิษย์ทั้งหลายของขุนอนุกิจวิธูร (น้อย) ก็แทบเป็นคนรุ่นเก่าระดับทวดของพวกเราเสียแล้วกระมัง เพราะเคยเป็นนักเรียนตั้งแต่ในทศวรรษ 2430 และส่วนมากก็อำลาโลกไปก่อน พ.ศ. 2500 เขาจึงเป็นบุคคลในโฉมหน้าประวัติศาสตร์ที่คนทุกวันนี้แทบจะไม่รู้จักมักคุ้นเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่ลูกศิษย์ล้วนแต่เป็นผู้มีบทบาทสลักสำคัญต่อเมืองไทย

การเขย่าปลุกเรื่องราวของ ‘มหาหนอ’ หรือ ขุนอนุกิจวิธูร (น้อย จุลวิธูร) ที่หลับใหลอยู่ในอดีตกาลให้กลับมาโลดแล่นสู่สายตาคุณผู้อ่านอีกครั้ง จึงถือเป็นภารกิจอันน่าตื่นเต้นของผมยิ่งนัก

เอกสารอ้างอิง

ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชายต้องไว้ชื่อ. พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ณ เมรุวัดเบญจมบพิตร วันที่ 17 เมษายน 2490. พระนคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง, 2490.

ไทยน้อย. บุคคลสำคัญของไทย. กรุงเทพฯ: คลังวิทยา, 2505

บทประพันธ์บางเรื่องของครูเทพ. พิมพ์ไนงานพระราชทานเพลิงสพ พนะท่าน ส. ธัมสักดิ์มนตรี เทพหัสดิน นะ อยุธยา นะ เมรุวัดเทพสิรินทราวาส 2486. พระนคร: โรงพิมพ์ไทยเขษม, 2486

บุญช่วย สมพงษ์. ตำนานพระบรมธาตุและตำราพระธาตุ. พิมพ์เป็นอนุสรณ์บรรณาการในงานพระราชทานเพลิงศพ อำมาตย์เอก พระยาอรรถศาสตร์โสภณ ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม 12 กรกฎาคม 2501. พระนคร: โรงพิมพ์การศาสนา, 2501

แบบหัดอ่านหนังสือไทยเบื้องต้น. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาผดุงวิทยาเสริม (กำจัด พลางกูร) ณ วัดโสมนัสวิหาร พระนคร วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2499. พระนคร: โรงพิมพ์ บริษัทคณะช่าง, 2499.

ปถม ชาญสวรรค์. “นายดับลิว ยี. ยอนสัน” ใน ประวัติครู คุรุสภาพิมพ์เป็นที่ระลึกในวันครู 16 มกราคม 2500. พระนคร: โรงพิมพ์คุรุสภา, 2500. หน้า 65-71

“ประกาศพระราชทานนามสกุลครั้งที่ 20.” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 31 (4 ตุลาคม 2457). หน้า 1478-1486

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 52 จดหมายเหตุเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต. พระโสภณอักษรกิจ พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวารศพ คุณนายเชย วิฏฐารวินิจฉัย ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2482. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2482.

“พระราชทานบรรดาศักดิ์.” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 37 (26 ธันวาคม 2463). หน้า 3133-3145

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตบพิตรพิมุข จักรวรรดิ. 120 ปี บพิตรพิมุข วิชาการเด่น เน้นคุณธรรม กิจกรรมเยี่ยม. กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์, 2548

เรื่องจังหวัดต่างๆ ในประเทศไทย เรียงตามลำดับอักษร. พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระโสภณอักษรกิจ (เล็ก สมิตะสิริ) ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2491. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2491

เรื่องเบ็ดเตล็ด ของ พล.อ. พระยาเทพหัสดินฯ.ในการพระราชทานเพลิงศพ พล.อ. พระยาเทพหัสดิน สยามพิชิตินทร์สวามิภักดิ์ อุดมศักดิ์เสนีย์ พิริยะพาหะ (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ราชองค์รักษ์พิเศษ (จ.ป.ร.) ณ เมรุหลวงวัดเบ็ญจมบพิตรดุสิตวนาราม วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การรถไฟแห่งประเทศไทย, 2495.

วารุณี โอสถารมย์. การศึกษาในสังคมไทย พ.ศ. 2411-พ.ศ. 2475. วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2524

“ส่งเครื่องราชอิศริยาภรณ์ไปพระราชทาน.” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 33 (4 มิถุนายน 2459). หน้า 517-521

เสนาะจิต สุวรรณโพธิ์ศรี. “พระยาอนุกิจวิธูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา)” ใน ประวัติครู คุรุสภาพิมพ์เป็นที่ระลึกในวันครู 16 มกราคม 2503. พระนคร: โรงพิมพ์คุรุสภา, 2503. หน้า 113-128

สำเร็จวรรณกิจ, หลวง. “ขุนอนุกิจวิธูร (น้อย จุลวิธูร เปรียญ)” ใน ประวัติครู คุรุสภาพิมพ์เป็นที่ระลึกในวันครู 16 มกราคม 2500. พระนคร: โรงพิมพ์คุรุสภา, 2500. หน้า 25-29

สำเร็จอนุสรณ์. อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงสำเร็จวรรณกิจ (บุญ เสขะนันทน์) พระราชทานเพลิง ณ เมรุวัดธาตุทอง วันที่ 23 เมษายน 2515. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มงคลการพิมพ์, 2515.

อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ร้อยโท นายแพทย์สำเริง จุลวิธูร ท.ม. ณ เมรุวัดโสมนัสวรวิหาร กรุงเทพมหานคร วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2530. ม.ป.ท.: พี.ซี.เอส. มาร์เก็ตติ้ง, 2530

อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงอังกาบ อรรถศาสตร์โสภณ ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2511. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การรถไฟแห่งประเทศไทย, 2511.

อรรถศาสตร์โสภณ, พระยา. สุภาษิต จดจากความจำ. พิมพ์ช่วยการศพ นางนราธิราชภักดี (สวน วีระโยธิน) ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2479. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2479

อรรถศาสตร์โสภณ (สว่าง จุลวิธูร), พระยา. บทประพันธ์นิราศน้ำท่วมกับลิลิตพระบรมอัฐิพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและอื่นๆ. พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ อำมาตย์เอก พระยาอรรถศาสตร์โสภณ (สว่าง จุลวิธูร) ณ วัดมกุฎกษัตริยาราม วันที่ 12 กรกฎาคม 2501. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรประเสริฐ, 2501.

อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ. “เพียงโกโก้ถ้วยเดียวของพระยาพหล.” สถาบันปรีดี พนมยงค์ PRIDI BANOMYONG INSTITUTE (11 กรกฎาคม 2564)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...