‘นันทินี แทนเนอร์’ เปิดเรื่องราวกว่า 160 ปีของอาณาจักรเคี่ยนหงวน กับนานาโปรเจกต์ และของสะสม
Hello Magazine Thailand
อัพเดต 06 ธ.ค. 2567 เวลา 15.40 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2557 เวลา 07.34 น. • HELLO! Magazine Thailandคุณนันทินี แทนเนอร์ ตอบรับคำเชิญเป็นแขกพิเศษของ HELLO! อยู่หลายครั้ง ด้วยเรื่องราวของเธอนั้นมีหลากแง่หลายมุมที่ยูนีกน่าสนใจ ไม่ว่าการเป็นนักธุรกิจผู้บุกเบิกแบรนด์ดัง ทั้งแบรนด์แฟชั่น น้ำหอม เครื่องสำอาง ร้านอาหาร สปา เป็นนักกีฬาโปโลหญิงคนแรกของไทยที่ผลักดันกีฬานี้ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง จัดการแข่งขันโปโลการกุศลเป็นประจำทุกปี และพัฒนาวงการกีฬาขี่ม้าไทย จนได้รับการยอมรับในระดับโลก เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนวงการดนตรีคลาสสิกในประเทศไทย และมีส่วนสำคัญในการพัฒนาวง Royal Bangkokok Symphony Orchestra (RBSO) สู่เวทีนานาชาติ ฯลฯ
และในฐานะ ‘มาดามเคี่ยนหงวน’ เธอคือสุภาพสตรีที่อยู่เคียงข้างคุณโรนัลด์ แทนเนอร์ สามีซึ่งเป็นหลานของอุย ตง ฮัม ผู้ปั้นอาณาจักรเคี่ยนหงวนที่ขยายฐานธุรกิจไปสู่หลายประเทศทั่วโลก ซึ่งปัจจุบัน บริษัท เคี่ยนหงวน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) อยู่ภายใต้การบริหารของคุณโรนัลด์และคุณนันทินี
ในโอกาสที่เคี่ยนหงวนเกิดโครงการ ‘140 Wireless’ อาคารสำนักงานที่จะกลายเป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เราได้รับเกียรติจากคุณนันทินีบอกเล่าถึงโปรเจกต์ใหม่ที่เกิดขึ้นหนึ่งเดียวในเมืองไทยอย่างพิพิธภัณฑ์เปียโนโบราณ และการสนับสนุนเด็กรุ่นใหม่ทั้งวงการดนตรีคลาสสิกและกีฬา ขี่ม้า ที่ยกระดับศักยภาพของคนไทยให้ทั่วโลกได้เห็น
รวมทั้งการเป็นนักสะสมตัวยงของคุณนันทินี ที่ตลอดระยะเวลากว่า 55 ปี เธอเริ่มต้นการสะสมจากถ้วยชาลายน้ำเงินและขาวเล็กๆ มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ด้วยความชื่นชอบและความใส่ใจในรายละเอียด เส้นทางของนักสะสมค่อยๆ ขยายวงกว้างขึ้น เป็นการสะสมงานจิตรกรรมของศิลปินชั้นนำอย่าง มอรันดี และปิกาสโซ จนกระทั่งปัจจุบัน เปียโนโบราณกลายเป็นชิ้นสะสมที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับเธอ
พิพิธภัณฑ์เปียโนโบราณหนึ่งเดียว
ดีไซน์ที่ทันสมัยของอาคารใหม่ ขับความงามคลาสสิกของเปียโนโบราณออกมาอย่างโดดเด่น นอกจากที่นี่จะเป็นพิพิธภัณฑ์เปียโนโบราณที่เปิดให้ทุกคนที่สนใจได้เข้าชมแล้ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของนักเรียนดนตรี ด้วยเปียโนเป็นประตูสู่การเรียนรู้เครื่องดนตรีทั้งหมด การเริ่มต้นสะสมเปียโนของคุณนันทินีเกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจเมื่อหลายปีก่อน เมื่ออาคารหลังใหม่สร้างเสร็จ จึงทำการขนย้ายมาไว้ที่นี่ เปียโนโบราณกว่า 130 หลัง ครบทุกยี่ห้อเปียโนที่มีชื่อเสียงระดับโลก ทั้งฮาร์ปซิคอร์ด แกรนด์เปียโน เปียโนทรงสี่เหลี่ยม เปียโนฟอร์เต และวินเทจอัพไรต์เปียโน ยากที่จะประเมินถึงมูลค่า หากแต่มากด้วยคุณค่าที่มีอยู่ในตัว
“เป็นไม้แท้ทั้งชิ้น และเป็นไม้ต่างชนิดกัน อย่างหลังนี้เป็นไม้มะฮอกกานี ลายไม้สวยมาก หลังนี้ทำจากรากไม้ ส่วนหลังนี้หนักหน่อยเพราะเป็นเปียโนอัลลอย หล่อขึ้นเป็นแบบชิ้นเดียว แต่ละหลังราคามากกว่าล้านทั้งนั้น เพราะอายุร้อยกว่าถึงสองร้อยกว่าปี ต้องไปประมูลมา สายเปียโนยังออริจินัลอยู่เลย” เธอพาเราสัมผัสเปียโนโบราณอย่างใกล้ชิด สัดส่วน รูปทรง ลวดลายธรรมชาติจากเนื้อไม้ รายละเอียดที่สลักเสลาลงบนขาเปียโน ที่วางโน้ต และองค์ประกอบอื่นๆ แสดง ให้เห็นถึงความประณีตของช่างฝีมือโบราณที่สร้างสรรค์เปียโนขึ้นในฐานะเครื่องดนตรีและเฟอร์นิเจอร์ชิ้นงาม
“ถึงจะเป็นเปียโนเหมือนกัน แต่เสียงไม่เหมือนกันนะ เพราะแต่ละตระกูลที่เป็นช่างทำเปียโนเขาก็จะมีวิธีที่ต่างกัน”
“ถึงจะเป็นเปียโนเหมือนกัน แต่เสียงไม่เหมือนกันนะ เพราะแต่ละตระกูลที่เป็นช่างทำเปียโนเขาก็จะมีวิธีที่ต่างกัน” ชิ้นสำคัญที่เราไม่ผ่านสายตาไปได้ คือฮาร์ปซิคอร์ดซึ่งเป็นเครื่องดนตรีสมัยบาโรก ก่อนพัฒนาเป็นเปียโน คุณนันทินีเล่าว่าเป็นเครื่องดนตรีที่โมสาร์ตเคยเล่นมาก่อนที่ออสเตรีย สร้างขึ้นเมื่อปี 1782 นั่นเท่ากับว่าถึงวันนี้ฮาร์ปซิคอร์ดที่สร้างขึ้น โดย Burkat Shudi และ Johannes Broadwood มีอายุถึง 242 ปีแล้ว
เปียโนโบราณทรงสี่เหลี่ยม เปียโนฟอร์เต และเปียโนวินเทจอัพไรต์ ซึ่งมีขนาดย่อมกว่า จัดแสดงไว้ในอีกอาคารที่เชื่อมถึงกัน แต่ละห้องของพิพิธภัณฑ์ เก็บแยกเปียโนตามยุคสมัยและแหล่งที่มา ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกาเหนือ เยอรมนี แสดงความเก่าแก่ของอายุด้วยช่วงปีที่ผลิต ตั้งแต่ช่วง 1700s จนถึง 1900s บางหลังมีเชิงเทียนสำหรับจุดขณะเล่นเปียโนในยุคที่ไฟฟ้ายังเป็นเรื่องเกินจินตนาการ
“ตอนที่เขาขนเปียโนมาเสร็จ คืนนั้นเราก็ฝัน ในฝันเราเห็นห้องที่วางเปียโนไว้สองแถวยาวเหยียด ตรงกลางเป็นทางเดิน มีผู้ชายผู้หญิงแต่งชุดยาวกรุยกรายแบบโบราณวิ่งเล่นและเล่นเปียโนกันสนุกสนาน นึกขึ้นได้ก็ตายละ ออฟฟิศเรานี่ (หัวเราะ) ไม่รู้นะว่าจะเชื่อทางนี้กันหรือเปล่า ว่าอาจจะมีวิญญาณมากับเปียโนด้วยเพราะอายุเป็นร้อยปี แต่ที่เขาวิ่งเล่นสนุกสนานกันเราแฮปปี้นะ เพราะแสดงว่าเขาแฮปปี้ และเราเองก็ไม่ได้เป็นคนกลัวผี” เธอเล่าความฝันด้วยความยินดีหากเรื่องลี้ลับนั้นจะมีอยู่จริง
นอกจากเปียโนโบราณที่ยินดีให้คนสนใจเข้ามาชมอย่างไม่มีค่าใช้จ่ายแล้ว ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีห้องจัดแสดงดนตรีคลาสสิกที่เปิดการแสดงเป็นครั้งคราว “เดือนธันวาคม ที่นี่ก็จะมีจัดแสดงเปียโนร่วมกับหมอที่โรงพยาบาลศิริราช เขาใช้ชื่อว่า ‘Melody for Medicine’ สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง เราเชื่อในพลังของดนตรีนะ ดนตรีไม่มีเพศ ไม่มีชาติ ศาสนา เราไม่ ต้องพูดภาษาเดียวกัน แต่เราฟังเพลง เราชอบเพลง เดียวกันได้ และเพลงเป็นยาสำหรับรักษาภายใน
“พอเราได้เข้ามาอยู่ในวงการนี้ ถึงได้รู้ว่าเมืองไทยมีคนเก็บเปียโนเก่าเยอะมาก ทุกวันนี้ก็ยังมีคนที่มีเปียโนเก่าติดต่อมาอยู่เรื่อย ฟังแล้วน่าสนใจก็ส่งคนไปดู ถ้าดีก็รับมา มีเอาไปไว้ที่โรงเรียน RBSS บ้าง เพื่อให้เด็กนักเรียนได้เล่นเปียโนที่ซื้อไว้ทั้งหมด เราอยากเก็บไว้สำหรับให้เด็กนักเรียนดนตรี”
161 ปี อาณาจักรเคี่ยนหงวน
‘เคี่ยนหงวน’ มีความหมายว่า ‘แหล่งของความเจริญรุ่งเรือง’ อุย จี เซียน หนุ่มชาวจีนผู้อพยพไปยังเกาะชวา อินโดนีเชีย ใช้คำนี้ในการดังชื่อบริษัทการค้าของเขาเมื่อ พ.ศ. 2406 และเริ่มธุรกิจการค้าจนรุ่งเรือง จากชาสมุนไพร ธูป ผ้าไหมจากจีน ขยายไปสู่การส่งออกข้าว น้ำตาล ยาสูบ และแกมเบียร์ ไปยังภูมิภาคเอเชีย และรุ่งเรืองยิ่งขึ้นเมื่ออุย ตง ฮัม ลูกชายของอุย จี เซียน ซึ่งมากด้วยวิสัยทัศน์ ได้ยกระดับธุรกิจของเคี่ยนหงวนไปสู่การเป็นจักรวรรดิ ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และนำวิธีการจัดการธุรกิจแบบตะวันตกมาใช้ ซึ่งแนวทางที่ทันสมัยนี้เอง ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของเคี่ยนหงวนภายใต้การนำของเขา
ในช่วงที่รุ่งเรืองถึงขีดสุด โรงงานน้ำตาลของ อุย ตง ฮัม ประสบความสำเร็จในตลาดน้ำตาลทั่วโลก กระทั่งได้รับฉายาว่า ‘ราชาน้ำตาลแห่งเอเชีย’ จากนั้นเขาขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจธนาคาร การขนส่ง อสังหาริมทรัพย์ และการค้า โดยมีเครือข่ายในเอเชีย ยุโรป อเมริกา และได้รับฉายาอีกหนึ่งว่า ‘ร็อกกี้เฟลเลอร์แห่งเอเชีย’ ด้วยทรัพย์สินส่วนตัว ของเขาเทียบเคียงกับนักการเงินและมหาเศรษฐีของอเมริกา เช่น ชาร์ลส์ ชวาบ เจพี มอร์แกน วินเซนต์ แอสตอร์ และแดเนียล กุกเกนไฮม์
เมื่ออุย ตง ฮัม เสียชีวิตลง จักรวรรดิธุรกิจของเขาถูกส่งต่อให้กับทายาทชายทั้ง 9 คน หนึ่งในนั้นคือ ดร.เฮอร์วี่ อุย ได้มาบริหารกิจการเคี่ยนหงวน ประเทศไทย มรดกของอุย ตัม ฮง ซึ่งเข้ามาเปิดสำนักงานสาขาในกรุงเทพฯ ที่อาคารยิบอินซอย ถนนมหาพฤฒาราม เมื่อปี 1932 ตามแผนกระจายการลงทุนหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยมีสาขาอื่นๆ อยู่ในอัมสเตอร์ดัม โกลกาตา ลอนดอน เมลเบิร์น และนิวยอร์ก
จากธุรกิจค้าข้าว มันสำปะหลัง ไม้สัก ยางพารา ใน ช่วงเริ่มต้น เคี่ยนหงวน ประเทศไทยได้ขยายวงธุรกิจไปสู่การจัดหาเครื่องมืออุตสาหกรรม อุปกรณ์สำนักงานและเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ดังๆ หลายยี่ห้อ โดยเฉพาะรถยนต์จากเจเนอรัล มอเตอร์ ที่ได้กลายเป็นธุรกิจ หลักและสร้างชื่อเสียงให้เคี่ยนหงวนในประเทศไทยเป็นอย่างมาก
กิจการของเคี่ยนหงวน ประเทศไทย เติบโตขึ้นตามกาลเวลา จากที่มีพนักงานเพียง 30 คน เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1,000 คนในปี 1960 บริษัทจึงมีความต้องการสำนักงานที่ดีและใหญ่ขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้างอาคารเคี่ยนหงวนเฮาส์ สูง 12 ชั้น บนหัวมุมถนนวิทยุและถนนสารสิน เป็นอาคารสำนักงานสูงแห่งแรกในประเทศไทยและทันสมัยที่สุดเมื่อเปิดใช้งานในปี 1972
“ที่นี่เป็นออฟฟิศบิลดิ้งตึกแรกของประเทศไทย ออกแบบโดยสถาปนิกฝรั่งเศส บริษัทต่างประเทศที่เข้ามาไทยในเวลานั้นต้องมาอยู่ที่ตึกนี้เพราะมีตึกเดียว สถานทูตอเมริกาก็ได้มาเช่าเพนต์เฮาส์ เราเป็นสถานีวิทยุดักฟังทั่วเอเชีย ตอนที่เหมาเจ๋อตุง ประธานาธิบดีจีนเสียชีวิต เขายังไม่ประกาศทั่วโลก แต่เรารู้แล้ว เพราะวิทยุดักฟังอยู่ที่นี่” คำบอกเล่าของสะใภ้เคี่ยนหงวน ฉายภาพความสำคัญของตึกนี้ให้แจ่มชัด
ในช่วงสองทศวรรษหลังจากนั้นได้มีการก่อสร้าง อาคารสำนักงานชั้นหนึ่งอีกสองแห่งบนพื้นที่กว่า 10 ไร่ในทำเลเดิม และเคี่ยนหงวน ประเทศไทย ได้ เข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหราชอาณาจักร โดยฟื้นฟูอาคารศิลปะเดโคจากยุค 1920s ซึ่งอดีตเคยเป็นโรงงานบุหรี่คาร์เรราส และเป็นอาคารประวัติศาสตร์สำคัญในแคมเดน ลอนดอน ให้กลับมางดงามเหมือนเดิม ปัจจุบันอาคารแห่งนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ ‘Greater London House’ และเป็นที่ตั้งของบริษัทสำคัญในลอนดอน ทั้งยังมีโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ เช่น การพัฒนาคอมเพล็กซ์เชิงพาณิชย์บนถนนเซนต์จอห์นในลอนดอนด้วย
เมื่อ ดร.เฮอร์วี่ อุย จากไปในปี 2016 เคี่ยนหงวน ประเทศไทย ซึ่งมีสถานะเป็น บริษัท เคี่ยนหงวน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) อยู่ภายใต้การบริหารของคุณโรนัลด์ แทนเนอร์ หลานของอุย ตง ฮัม และคุณนันทินี ผู้เป็นภรรยา โดยคุณโรนัลด์เป็นทายาทของคุณเลิฟวี่ อุย ลูกสาวอีกคนหนึ่งของอุย ตง ฮัม ทำให้คุณนันทินี่เป็นที่รู้จักในนาม ‘มาดามเคี่ยนหงวน’
เคี่ยนหงวน เฮาส์ ซึ่งเปิดใช้งานเมื่อปี 1972 และเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของอาณาจักรเคี่ยนหงวนในไทย ถึงคราวเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย นำมาสู่การสร้างอาคารแห่งใหม่แทนที่อาคารเดิม ในชื่อ ‘140 Wireless’ อาคารสำนักงานเกรดเอระดับพรีเมียม ที่อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติและมีทัศนียภาพที่สบายตาของสวนลุมพินี ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง Herzog & de Meuron จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผ่านการดีไซน์ที่ล้ำสมัยและใช้นวัตกรรมและ เทคโนโลยีที่ทันสมัยสูงสุด และมีมาตรฐานความยั่งยืนสูงสุด เทียบเท่ามาตรฐาน WELL และ LEED ซึ่งเป็นมาตรฐานอาคารสีเขียวระดับโลก
ความใส่ใจในคุณภาพแสดงผ่านนวัตกรรมที่นำมาใช้กับตัวอาคาร 140 Wireless ตั้งแต่ระบบแสงสว่างและฝ้าเพดานระดับซูเปอร์พรีเมียมเพื่อป้องกันเสียงรบกวน การนำเทคโนโลยีควบคุมอัจฉริยะและอุปกรณ์ที่ล้ำสมัยมาใช้กับระบบต่างๆ ในตัวอาคาร ทั้งยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยต่อสุขภาพ ด้วยระบบกรองอากาศและฆ่าเชื้อด้วยแสง UVC ซึ่งเป็นระบบกรองอากาศระดับเดียวกับโรงพยาบาล เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยระบบซิลเลอร์ที่ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และออกแบบให้ภูมิทัศน์โดยรอบ มีพื้นที่สีเขียวเพื่อให้ผู้ใช้งานอาคารได้มีพื้นที่ผ่อนคลาย และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบพร้อมทั้งภายในและภายนอกตัวอาคาร
ความรักในศิลปะและวัฒนธรรมของคุณนันทินี นำมาสู่การสร้างสรรค์อาคาร 140 Wireless ให้เป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เธอลงมือตกแต่งอาคารแห่งนี้ด้วยตัวเองเช่นเดียวกับบ้านทุกหลังและทุกกิจการที่เธอเป็นเจ้าของ ภายในตัวอาคารสีขาวซึ่งเป็นสีที่เธอโปรดปราน มีร้าน The Met Museum of Art Store ที่รวบรวมผลงานศิลปะจากศิลปินทั่วโลก และเปียโนโบราณซึ่งเป็นของสะสม จนนำมาสู่พิพิธภัณฑ์เปียโนที่ชั้น 2 ของอาคารใหม่ และ ชั้น 16 ของอาคารเคี่ยนหงวน 2 ซึ่งเก็บรวบรวมเปียโนโบราณกว่า 130 หลัง
จากการแต่งบ้านด้วยใจรักนำไปสู่ธุรกิจความงาม
หลังเรียนจบไฮสคูลที่อังกฤษ คุณนันทินีเดินทางไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแคนซัส สาขาเอกจิตรกรรม โทตกแต่งภายใน ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่มาจากความชอบที่มีอยู่เดิม ทักษะด้านตกแต่งภายในที่ติดตัวมาทำให้เธอได้แสดงฝีมือในการออกแบบและตกแต่งบ้านทุกหลัง ทั้งบ้านแบบอพาร์ตเมนต์ที่ฝรั่งเศสใกล้ย่านช็องเซลีเซ ซึ่งจัดซื้อผ่านการประมูลของคริสตีส์ มีเจ้าของเดิมเป็นท่านเคานต์ เธอตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จีนผสมฝรั่งเศสในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก เพนต์เฮาส์ของคอนโดมิเนียมย่านสาทรซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมแห่งแรกๆ ของไทย คุณนันทินีซื้อทั้ง 2 ชั้นแล้วปรับให้เป็นบ้าน 2 ชั้นสีขาวที่กว้างขวางรับแสงได้เกือบรอบด้าน ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จีนคลาสสิกและแฝงความเป็นไทยไว้ในเส้นสายต่างๆ ส่วนบ้านอีกหลังที่พัทยาซึ่งเป็นวิลล่าสไตล์ตะวันตกบนเนินเขาเหนือทะเลพัทยา เธอออกแบบให้เป็นบ้านที่โมเดิร์นร่วมสมัย ใส่กลิ่นอายธรรมชาติเข้ามาในบ้านผ่านเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่ทำจากไม้หรืออิฐ ในความต่างของบ้านแต่ละหลังนั้น มีหนึ่งความเหมือนที่แสดงตัวอยู่ในบ้านทุกหลัง คืองานศิลปะของศิลปินซึ่งล้วนมีชื่อเสียงระดับโลก จัดวางเข้าเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน
ความสามารถในการออกแบบตกแต่งนี้เอง ที่ชักนำให้คุณนันทินีเข้าสู่วงการธุรกิจ จากการเป็นผู้บุกเบิกแบรนด์น้ำหอมชั้นนำจากฝรั่งเศสอย่าง Guerlain ซึ่งเธอเป็นคนออกแบบบูทีกแบบ stand alone นี้ด้วยตัวเอง และรับเป็นผู้บริหารไปด้วยในเวลาเดียวกัน หลังจากนั้นก็มีแบรนด์น้ำหอมและเครื่องสำอางชั้นนำ ติดต่อเข้ามาให้เธอเป็นผู้ริเริ่มนับหนึ่งในเมืองไทยอยู่ไม่ขาด ไม่ว่า Boucheron, Nina Ricci, L’Occitane, Valmont, Thalgo, J.F. Lazartigue แบรนด์แฟชั่นอย่าง Burberry, Escada และ La Perla
แบรนด์เครื่องสำอางภายใต้การดูแลของคุณนันทินี ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย และได้ต่อยอดสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์เหล่านั้น นั่นเป็นที่มาของ ‘Paris Spa’ ธุรกิจสปาที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองไทย ซึ่งใช้ผลิตภัณฑ์ชั้นนำมาให้บริการลูกค้า ปัจจุบัน Paris Spa เดินทางมาถึงปีที่ 35 เปิดให้บริการ 2 สาขา คือที่อาคาร อัลมา ลิงค์ ชิดลม และโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล
และอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับความนิยมมายาวนานตลอด 34 ปี ด้วยความสม่ำเสมอของคุณภาพและการบริการที่ใส่ใจ คือธุรกิจร้านอาหาร ‘Provence’ ที่เพนนินซูล่า ร้านอาหารที่ได้ชื่อว่าเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเรือติดแอร์เจ้าแรกของไทย ได้รับคำชื่นชมถึงรสชาติที่อร่อย และยังเป็นเมนูที่ได้รับการพูดถึงอยู่เสมอเมื่อเอ่ยถึงร้านนี้ เช่นเดียวกับอีกหลายเมนูอาหารไทยและอาหารยุโรปที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน คือเป็นอาหารพิเศษตามฤดูกาล เป็นอาหารแบบดั้งเดิม วัตถุดิบสดใหม่ คุณภาพสูง รายการที่ไม่ซ้ำหรือหายาก ปัจจุบันร้านอาหาร Provence เปิดให้บริการ 3 สาขา คือเกษรวิลเลจ อาคารเคี่ยนหงวน และอาคารอัลมาลิงค์
ทุกโปรเจกต์ทำด้วยความชอบ
“ไม่ว่าทำอะไรก็ตาม เราเอาความชอบของตัวเองเป็นตัวตั้ง ถ้าเราสนุกเราจะทำทุกอย่างออกมาได้ค่อนข้างดี เพราะมันทำให้เราตั้งใจทำ” คุณนันทินีเผยถึงสารตั้งต้นของการทำทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
“ไม่ว่าทำอะไรก็ตาม เราเอาความชอบของตัวเองเป็นตัวตั้ง ถ้าเราสนุกเราจะทำทุกอย่างออกมาได้ค่อนข้างดี เพราะมันทำให้เราตั้งใจทำ” คุณนันทินีเผยถึงสารตั้งต้นของการทำทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
หากย้อนไทม์ไลน์กลับไปตามช่วงวัย หนึ่งในสิ่งที่ชอบและจริงจังมาตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ ตั้งแต่อายุ 12 ปี สมัยยังอยู่โรงเรียนประจำที่อังกฤษ คือการได้เริ่มต้น เรียนขี่ม้า การเคลื่อนไหวของสองชีวิตคือคนกับม้าที่ ต้องไปด้วยกันอย่างสอดคล้อง เป็นเสน่ห์ที่ทำให้เมื่อกลับมาเมืองไทยเธอยังคงขี่ม้าอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเพื่อนในกลุ่มกีฬาขี่ม้า คือคุณฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท บี.กริม ได้ชักชวนให้เธอเล่นโปโลในวัยเข้าสู่ 50 ปี ด้วยทักษะขั้นสูงในการขี่และบังคับม้าพร้อมไปกับการตีลูก ทำให้คุณนันทินีได้เป็นนักกีฬาโปโลหญิงคนแรกของไทย
เพราะความหลงใหลที่มีต่อกีฬาขี่ม้าและความสามารถด้านงานออกแบบ เธอจึงเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งและออกแบบ Thai Polo & Equestrian Club สนามขี่ม้าบนเนื้อที่กว่า 2 พันไร่ที่พัทยา ปัจจุบันสนามนี้ได้รับเลือกจากสมาพันธ์กีฬาขี่ม้านานาชาติ ให้ใช้เป็นสนามคัดเลือกนักกีฬาขี่ม้าของเอเชียเพื่อไปแข่งโอลิมปิก และเธอยังจัดการแข่งขันกีฬาโปโล การกุศลเป็นประจำทุกปี อย่าง Thai Polo Open, Beach Polo Championship และ Queen’s Cup Pink Polo และรับตำแหน่งเป็นอุปนายกสมาคม กีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย เพื่อผลักดันนักกีฬาขี่ม้าไทยให้มีศักยภาพจนสามารถเข้าร่วมแข่งขันในระดับโอลิมปิกด้วย
คุณนันทินีรักการเล่นกีฬากลางแจ้งยิ่งกว่าชนิดอื่นๆ ทั้งกอล์ฟ เทนนิส ว่ายน้ำ และกีฬาที่มีความผาดโผนอยู่ในเกม ไม่ว่าสกี ฮอกกี้ สกี โรลเลอร์ เบลด เรียนขับเครื่องบินจนได้รับใบอนุญาตบินและผ่านการฝึกบินเครื่องบินผาดโผนสมัยสงครามโลกในเวลาต่อมา
ยอดหญิงที่มีความสามารถรอบตัวอย่าง คุณนันทินี ที่เริ่มจากความมีใจรักเป็นที่ตั้ง และ HELLO! คิดว่าทุกสิ่งที่คุณนันทินีทำนั้น สร้างคุณูปการแก่คนรุ่นหลัง ที่จะจดจำเธอในฐานะมาดามเคี่ยนหงวนตลอดไป