ศวส.เผย เด็กไทยน่าห่วง เริ่มดื่มสุราตั้งแต่อายุ 12 พร้อมถกร่าง พ.ร.บ.เหล้า ควบคุมเข้มกว่าเดิม
สถานการณ์การดื่มสุราในประเทศไทย น่าห่วง นักดื่มหน้าใหมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยอายุน้อยสุด เพียง 12 ปี
วันนี้ (14 พ.ย. 67) ที่เวทีประชุมวิชาการสุราระดับชาติ ครั้งที่ 13 ภายใต้หัวข้อ “พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ : ก้าวข้ามจุดบกพร่อง มุ่งสู่เป้าหมายที่ยั่งยืน” จัดโดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) และภาคีเครือข่าย เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้ด้านวิชาการ โดยการประชุมในครั้งนี้ เป็นช่วงการพิจารณา พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอออล์ฉบับใหม่ ซึ่งมีทั้งหมด 5 ร่าง การประชุมจึงเป็นเวทีในการร่วมถก และวิพากษ์ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ที่ให้ผู้เข้าร่วมได้พินิจพิจารณาการปรับปรุง พ.ร.บ.ให้ดีขึ้น
โดย ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) กล่าวว่า สถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปัจจุบัน ภาพรวมระดับโลก พบว่า ประเทศที่ระดับรายได้สูง มีปริมาณการดื่มลดลง ขณะเดียวกัน ประเทศที่มีระดับรายได้ปานกลางจนถึงต่ำ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนประเทศไทย เป็นประเทศที่ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์กำลังเติบโต อัตราคนดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แต่มีแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง เนื่องจาก มีนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้น
จากงานวิจัยที่มีการสำรวจกันเป็นประจำ พบว่า นักดื่มหน้าใหม่เป็นเพียงเด็กมัธยม อายุเริ่มต้นประมาณ 12 ปี และอาจมีบ้างที่อายุน้อยกว่านี้ ซึ่งมาจากช่วยวัยอยากรู้อยากลอง ทั้งนี้อีกหนึ่งปัจจัยที่เริ่มดื่มตั้งแต่อายุยังน้อยคือ การที่ผู้ปกครอง ญาติ หยิบยื่น เชิญชวน หรือทำเป็นตัวอย่าง ซึ่งจะทำให้เด็กมองว่าการดื่มสุราเป็นเรื่องปกติ
ซึ่งการดื่มตั้งแต่อายุยังน้อยเป็นอัตรายแน่นอน เพราะสมองของเด็กยังมีการพัฒนาเรื่อยๆ จนถึงอายุ 25 ดังนั้นถ้าใส่สารที่มีผลต่อสมองเข้าไปตั้งแต่เด็ก ก็จะส่งผลต่อการพัฒนา ซึ่งไม่ดีเท่าที่ควร และอาจเกิดปัญหาอื่นตามมา เช่น มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง เป็นจุดเริ่มต้นในการทดลองสารเสพติดอื่นๆ
นอกจากนี้ การเติบโตของโซเชียลมีเดีย ทำให้ข่าวสารโฆษณา การตลาดออนไลน์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แพร่กระจายทั่วโลก ล้วงลึกไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย ทำให้ควบคุมได้ยากในด้านการโฆษณาและการตลาด ซึ่งนำมาสู่การซื้อขาย-จัดส่ง ผ่านทางออนไลน์ ทำให้การควบคุมเรื่องการซื้อขายให้เยาวชน คนเมา หรือกลุ่มเสี่ยง จะเป็นไปได้ยากขึ้น
ทั้งนี้ ศ.ดร.พญ.สาวิตรี ยังได้กล่าวถึงแนวทางการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเยาวชน โดยจากหลักฐานวิชาการ มีนโยบายควบคุมที่จะเข้าถึงเยาวชน มีอยู่ 3 ข้อ ได้แก่
1.เพิ่มภาษีให้ราคาสูงขึ้น เนื่องจากเด็ก เป็นช่วงวัยที่ยังไม่มีรายได้ การที่เครื่องดื่มเหล้านี้ราคาสูง ก็ยากที่จะจับต้อง
2. จำกัดการเข้าถึง ให้เด็กไม่สามารถซื้อได้ อย่างที่มีตามกฎหมายการจำหน่าย ว่า ห้ามมิให้จำหน่ายสุราให้เด้กอายุต่ำกว่า 20 ปี
3. จำกัดการโฆษณา ซึ่งอาจเป็นโฆษณาแฝงจาก ละคร ซีรีส์ โฆษณาเหล่านี้จะไม่ได้จูงใจในทันที แต่จะมีการซึมซับและสะสมในระยะยาว ส่งผลต่อทัศนคติ ทำให้เด็กมองว่าการดื่มเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเป็นอีกมาตรการที่มีหลักฐานวิชาการยืนยันว่ามีประสิทธิภาพสูงและคุ้มทุน
แนวทางการควบคุมและแก้ไขปัญหาสุราเหล่านี้ สอดคล้องไปถึง ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอออล์ฉบับใหม่ โดยเน้นการปรับเพิ่มมาตรการควบคุม โฆษณา-ขายผ่านออนไลน์ เพิ่มอำนาจ-หน้าที่คณะกรรมการควบคุม-เจ้าพนักงาน จำกัดใบอนุญาตขายสุรา และเน้นป้องกันผลกระทบทางสุขภาพ
โดย นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รองประธานกรรมการกองทุน สสส. คนที่ 2 และประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประธานการประชุม กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเด็นสุรากับเรื่องสุขภาวะของคนไทยก้าวมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เพื่อให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมต่อประชาชนส่วนใหญ่ การให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนจึงควรเป็นเป้าหมายหลักของนโยบายสาธารณะ เมื่อประชาชนมีสุขภาพที่ดี เศรษฐกิจก็จะเติบโตตามมาเองในระยะยาว
“มีหลายประเด็นที่ต้องแสดงข้อห่วงใย โดยเฉพาะเรื่องการขยายเวลาจำหน่าย และการควบคุมการโฆษณาออนไลน์ รวมทั้งการหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อนในการกำหนดนโยบายเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ทุกการตัดสินใจมาจากหลักการและเหตุผลที่ถูกต้อง หรือแม้แต่การมีตัวแทนจากอุตสาหกรรมสุราเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักการผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะเป็นการให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงเข้ามาตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรม” นพ.สุรเชษฐ์ กล่าว
ด้าน ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ที่จำเป็นต้องแก้ไข คือ
1.การโฆษณาแฝงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
2.ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย ข้อจำกัดเรื่องอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่
3.การออกใบอนุญาตขายสุราเป็นจำนวนมาก โดยไม่มีนโยบายจำกัดการออกใบอนุญาต ทำให้ไม่สามารถบรรลุเจตนารมณ์ในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีประสิทธิภาพ
4.เพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคและประชาชน ทั้งการกำหนดหน้าที่ของผู้ขาย ผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ฝ่าฝืนกฎหมายให้ถือเป็นคดีผู้บริโภค
5.ยกเลิกบทลงโทษอาญาในบางกรณี โดยบัญญัติเป็นโทษปรับทางปกครอง หรือการทำงานบริการสังคม หรือเพื่อสาธารณประโยชน์แทน เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ครอบครัว อุบัติเหตุ และอาชญากรรม มีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
ทั้งนี้ ศ.ดร.พญ.สาวิตรี ผอ.ศวส. กล่าวอีกว่า กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีเจตนารมณ์เพื่อลดปริมาณการดื่มสุราของประชากรโดยรวม และลดผลกระทบทางลบต่อสังคม ผ่านมาตรการต่าง ๆ ได้แก่
1.การควบคุมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางกายภาพ
2.การควบคุมการโฆษณาและการตลาด
3.การควบคุมด้านราคา
4.การคัดกรองและบำบัดรักษาผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจากการดื่มสุรา
5.การป้องกันการดื่มแล้วขับขี่ยานพาหนะ
ซึ่งเป็นมาตรการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และมีหลักฐานวิชาการทั่วโลกยืนยันตรงกันว่า เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงและคุ้มทุน
ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ คาดว่าจะมีการเสนอร่าง ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ เพื่อปรับและเปลี่ยน ให้ทันกระแสสังคมที่เปลี่ยนไป