พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ | จากโตเกียวถึงไห่หนาน : เรื่องราวของการนำ การค้นหารากเหง้า และอนาคตร่วมกัน
สัปดาห์นี้ผมเขียนถึงคุณจากสองที่ที่ต่างกันสุดขั้ว แต่ก็มีความหมายมากในแบบของตัวเอง-โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และไห่หนาน ประเทศจีน
ครึ่งแรกของบทความนี้มาจากโตเกียว ซึ่งผมได้มีโอกาสเจอผู้นำในวงการการศึกษา การเมือง และภาคเอกชนที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ส่วนครึ่งหลังเขียนจากเกาะไห่หนาน ซึ่งผมไปใช้เวลาช่วงคริสต์มาส ค้นหารากเหง้าครอบครัวและดื่มด่ำกับบรรยากาศของบ้านเกิดบรรพบุรุษผม
สองประสบการณ์นี้ถึงจะต่างกัน แต่ก็มีจุดร่วมที่น่าสนใจ-การเรียนรู้ตัวตน การเชื่อมต่อ และความสุขเล็กๆ จากอาหารอร่อยในอากาศหนาว
โตเกียว
: การนำและความทรงจำในฤดูหนาว
โตเกียวเป็นเมืองที่ผมมีความผูกพันเสมอมา ไม่ใช่แค่เพราะความผสมผสานของความทันสมัยและวัฒนธรรมเก่าแก่ แต่ยังรวมถึงช่วงเวลาที่ผมเคยอาศัยอยู่แถวสายมารุโนะอุจิเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นผมพยายามเรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่า “ภาษาญี่ปุ่นมันยากจริงๆ” (โทเทโม มุซุกาชิ!) แม้ภาษาจะไม่ค่อยคืบหน้า แต่ความรักในวัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตของโตเกียวนั้นเต็มหัวใจ
รอบนี้ผมมาโตเกียวด้วยภารกิจที่ชัดเจนขึ้น ผมมีโอกาสไปบรรยายที่ มหาวิทยาลัยโตเกียว ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับนักวิชาการและนักเรียนไทยหัวกะทิที่กำลังศึกษาที่นี่ ซึ่งพวกเขาคือความหวังและอนาคตของเรา
ที่พิเศษมากคือผมได้เข้าไปเยี่ยมชม รัฐสภาของญี่ปุ่น และได้เจอกับสมาชิกสภาสูงและสภาล่าง แถมยังได้ดูการอภิปรายงบประมาณประจำปีในห้องประชุมด้วย มันทำให้ผมนึกถึงช่วงที่ผมเคยอยู่ในคณะกรรมาธิการงบประมาณที่ไทย แต่สิ่งที่ประทับใจคือระบบของญี่ปุ่นมีความ เปิดกว้าง อย่างไม่น่าเชื่อ-ถึงขนาดที่คนต่างชาติอย่างผมยังสามารถเข้าไปนั่งดูการอภิปรายระหว่างนายกฯ และคณะรัฐมนตรีกับสมาชิกรัฐสภาได้เลย ต่างกับที่ไทยที่บางครั้งแม้แต่คนไทยเองก็ยังไม่สามารถเข้าถึงการประชุมที่เกี่ยวข้องกับเงินภาษีของพวกเขาได้เลย นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าสร้างความ โปร่งใส และความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้จริงๆ
ทริปนี้ผมก็ไม่ลืมเรื่องอาหารครับ ผมวางแผนจะไปลอง ทสึเคเมน ร้านดังที่ชื่อ Tsukemen Michi ในย่านคะเมะอาริ ห่างจากโตเกียวสเตชั่นประมาณ 30 นาที ร้านนี้ถือเป็นร้านที่ชาวญี่ปุ่นในพื้นที่ยกย่องมาก แม้จะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วไป น้ำซุปที่เคี่ยวกว่า 12 ชั่วโมงจากหมู ไก่ และซีฟู้ด ให้รสชาติกลมกล่อมแบบลุ่มลึก ส่วนเส้นก็หนา เด้ง และเย็นกำลังดี
เป็นอีกจุดหมายที่ผมคิดว่าคุ้มค่ากับการเดินทางออกนอกเมือง
ไหหลำ รำลึก
: การเดินทางกลับสู่รากเหง้า
จากการสนทนาที่เต็มไปด้วยสาระในโตเกียว ผมเดินทางต่อมาที่ไห่หนาน เกาะที่มีความหมายส่วนตัวมากสำหรับผม การได้ใช้เวลาคริสต์มาสที่นี่เหมือนการได้กลับไปสัมผัสเรื่องราวที่ผมเคยได้ยินจากครอบครัว-การเดินทางของปู่ย่าที่ออกจากไห่หนานเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ที่ประเทศไทย
ที่ไห่หนาน ผมวางแผนจะแวะไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดัง Yongxing Noodle Restaurant ในเมืองไหโข่ว ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องก๋วยเตี๋ยวสไตล์ไห่หนานแบบดั้งเดิม เสิร์ฟพร้อมเนื้อเปื่อยผัดหอมๆ ผักสด และน้ำพริกเผาทำเอง ผมคิดว่าการไปที่นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่เป็นการได้เชื่อมโยงกับมรดกทางวัฒนธรรมและรากเหง้าของครอบครัว
คิดถึงตอนเด็กๆ ที่บ้านคุณย่า อาหารของท่านอาจจะดูเรียบง่าย แต่ไม่เคยลืมรสชาติ ผมยังจำได้ว่าตอนนั้นวิ่งเล่นในสวนอยู่ดีๆ ไก่ที่เลี้ยงไว้ก็หายไปตัวหนึ่ง แล้วไม่นานก็โผล่มาอยู่บนจานกับข้าวของพวกเรา! ใช่ครับ คนไห่หนานอย่างเรานี่รักไก่มากจริงๆ แต่ละมื้ออาหารที่บ้านไม่ได้มีแค่รสชาติ-แต่มันคือเรื่องราวของครอบครัว เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงเรากับรากเหง้า
ชาวจีนไหหลำ หรือชาวไห่หนาน เป็นกลุ่มหนึ่งที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทยในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่การอพยพครั้งใหญ่เกิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะช่วงรัชกาลที่ 5 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งตรงกับยุคที่จีนประสบปัญหาความยากจนและความวุ่นวายจากสงครามกลางเมือง
ชาวจีนไหหลำส่วนใหญ่มาจากสี่อำเภอหลักบนเกาะไหหลำ ได้แก่ เหวินชาง, ฉางเล่อ, ชิวเหวิน และทงอัน รวมถึงหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้ชายฝั่ง เช่น หมู่บ้านจงไห่, หมู่บ้านหลงชุน และหมู่บ้านซานจิง
เนื่องจากไหหลำเป็นพื้นที่ชนบทที่มีทรัพยากรจำกัดและการเกษตรไม่เพียงพอในการเลี้ยงชีพ ชาวบ้านจึงตัดสินใจเดินทางออกจากประเทศจีนโดยใช้เรือสำเภา ผ่านเส้นทางทะเลจีนใต้มายังคาบสมุทรมลายูและเข้าสู่ประเทศไทย โดยลงหลักปักฐานตามพื้นที่ชายฝั่ง เช่น กรุงเทพฯ สมุทรสาคร ชุมพร และสุราษฎร์ธานี
เมื่อมาถึงประเทศไทย ชาวจีนไหหลำเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการประกอบอาชีพที่ใช้แรงงานหนัก เช่น ทำงานก่อสร้าง ทำนา ทำสวนมะพร้าว และทำการประมง นอกจากนี้ ยังมีการเปิดร้านค้าของชำขนาดเล็ก โรงน้ำแข็ง โรงสีข้าว และร้านกาแฟ ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชุมชนชาวไหหลำในไทย
หลายคนเริ่มต้นจากความยากลำบากและค่อยๆ สร้างฐานะจากการทำงานหนักและการประหยัดอดออม จนสามารถขยายกิจการและกลายเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจไทย
ชุมชนชาวไหหลำที่สืบทอดเชื้อสายมาจากผู้อพยพในอดีตยังคงรักษาประเพณีและวัฒนธรรม เช่น การพูดภาษาถิ่นไหหลำและการจัดพิธีกรรมสำคัญอย่างเทศกาลตรุษจีนและเทศกาลชิงหมิง ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความผูกพันในรากเหง้าทางวัฒนธรรมของพวกเรา
มาไหหลำครั้งนี้ ช่วงปีใหม่ก็จะไปขอพรวัดหนานซาน ที่มีพระโพธิสัตว์กวนอิมองค์ใหญ่, ศาลเจ้าขงจื๊อในเมืองเหวินชางสำหรับการศึกษา, ศาลเจ้าแม่ทับทิม ให้คุณย่าที่จากไปแล้วภูมิใจสักหน่อยครับ!
เรื่องราวที่เชื่อมถึงกัน
: อาหาร อากาศหนาว และการค้นหาตัวตน
ไม่ว่าจะเป็นโตเกียวหรือไห่หนาน ทั้งสองที่ทำให้ผมนึกถึงความเชื่อมโยงระหว่างอาหาร อากาศหนาว และการค้นหาตัวตน มันทำให้ผมเข้าใจว่าอาหารไม่ใช่แค่การกินให้อิ่ม แต่มันคือการได้เข้าใจและเฉลิมฉลองพื้นที่นั้นๆ
ในโตเกียว ผมได้พูดคุยถึงเรื่องความเป็นผู้นำและการแก้ปัญหาอนาคต
ส่วนที่ไห่หนาน การเดินทางครั้งนี้กลับทำให้ผมได้ย้อนคิดถึงครอบครัวและรากเหง้าของตัวเอง
แต่ไม่ว่าจะที่ไหน สุดท้ายแล้วมันก็เป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้ผมเป็นผม และเป็นแรงบันดาลใจให้ผมสร้างสะพานเชื่อมระหว่างประเทศ วัฒนธรรม และคนต่างรุ่น
มองไปข้างหน้า
การเดินทางครั้งนี้ทำให้ผมได้คิดถึงบทเรียนจากอดีตและการวางแผนอนาคต-ญี่ปุ่นสอนผมเรื่องความโปร่งใสและภาวะผู้นำ ส่วนไห่หนานทำให้ผมเห็นถึงความอดทนและความผูกพันกับรากเหง้าของต้นตระกูลของผม ก็รู้สึกเป็นการส่งท้ายปีที่น่าพอใจมากครับ
ผมหวังว่าปีใหม่นี้ ทุกการเดินทางของคุณจะเต็มไปด้วยความอบอุ่น การค้นพบ และเรื่องราวดีๆ ที่จะพาไปสู่อนาคตที่สดใสขึ้น
สุขสันต์วันคริสต์มาสและสวัสดีปีใหม่ครับ!
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ | จากโตเกียวถึงไห่หนาน : เรื่องราวของการนำ การค้นหารากเหง้า และอนาคตร่วมกัน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com