โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ย้อนรอย’รถคันแรก’นโยบายประชานิยมสุดฟีเวอร์!!กระเทือนตลาดรถยนต์-หนี้ครัวเรือนพุ่ง

THE POINT

อัพเดต 29 พ.ย. 2564 เวลา 03.02 น. • เผยแพร่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 03.01 น. • THE POINT
ย้อนรอย’รถคันแรก’นโยบายประชานิยมสุดฟีเวอร์!!กระเทือนตลาดรถยนต์-หนี้ครัวเรือนพุ่ง

“โครงการรถคันแรก”เป็นนโยบายหนึ่งของรัฐบาล”ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่เรียกความนิยมจากประชาชนได้มากที่สุด เกิดขึ้นในปี 2554 มาถึงวันนี้ผ่านมาแล้ว 10 ปี มาย้อนรอยนโยบายประชานิยมอันโด่งดังนี้ในอดีต โดย”นโบายรถคันแรก”มีเป้าหมายเพื่อการกระตุ้นกำลังการซื้อรถยนต์ของผู้บริโภค หลังเศรษฐกิจชะลอตัวจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคกลาง จึงจะเป็นโอกาสสำคัญของคนไทยที่จะได้เป็นเจ้าของรถคันแรกในราคาที่ถูกลง จากการคืนภาษีสูดสุดถึง 1 แสนบาท จนทำให้มีประชาชนแห่ใช้สิทธิ์ซื้อรถจำนวนมาก
.
สำหรับนโยบายคืนภาษีรถคันแรก มีเงื่อนไขดังนี้ ผู้ซื้อต้องอายุ 21 ปีขึ้นไป ผู้ซื้อจะต้องไม่เคยซื้อรถยนต์มาก่อน ระยะเวลา จะต้องซื้อตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 – 31 ธันวาคม 2555 ราคารถยนต์นั้นจะต้องไม่เกิน 1 ล้านบาท รถยนต์ต้องมีเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซีซี (สำหรับรถกระบะจะไม่จำกัด ซีซี) และต้องเป็นรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น และเป็นรถใหม่ป้ายแดง และข้อสุดท้าย ห้ามโอนเปลี่ยนมือใน 5 ปี ยกเว้นกรณีรถถูกยึดเนื่องจากไม่ได้ผ่อนต่อไฟแนนซ์สามารถเปลี่ยนมือได้
.
อีกทั้งกรณีผู้ซื้อรถไปแล้วแต่ไม่สามารถผ่อนต่อได้ จะถูกเรียกเงินภาษีจากรัฐคืนกลับให้กรมสรรพสามิตเท่ากับจำนวนที่ได้รับไป ซึ่งต่อมามีหลายราย นำเงินที่ได้รับคืนภาษีไปใช้หมดแล้ว จึงต้องกู้เงินนอกระบบมาจ่ายเงินคืนกรมสรรพสามิต ทำให้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากมาย ส่วนเจ้าของรถที่กัดฟันผ่อนรถต่อไป ก็ไม่สามารถขายเปลี่ยนมือได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขห้ามซื้อขายเปลี่ยนภายใน 5 ปีนับจากวันรับรถ
.
ด้านนายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุขณะนั้นว่า วันที่ 31 ธันวาคม 2555 เป็นวันสุดท้ายที่กรมสรรพสามิตเปิดให้ประชาชนมายื่นใช้สิทธิ์คืนภาษีตามนโยบายรถยนต์คันแรกว่า “จากการปิดรับการยื่นเอกสารขอคืนภาษีรถคันแรกของกรมสรรพสามิตทุกจุดให้บริการเวลา 16.30 น. มีประชาชนมาขอใช้สิทธิ์ 1,255,942 คัน คิดเป็นเงินภาษีที่ต้องคืน 91,061 ล้านบาท โดยผู้มีสิทธิ์จะต้องส่งสำเนาเอกสารภายใน 15 วัน
.
จากนั้นในปีงบประมาณ 2555 (1 ตุลาคม 2554-30 กันยายน 2555 ) ได้รับการจัดสรรงบ จากรัฐบาล 7,500 ล้านบาท กรมสรรพสามิตได้คืนภาษีให้กับผู้ที่ครอบครองรถครบ 1 ปี ประมาณ 40,000 ราย วงเงิน 3,000 ล้านบาท ยังมีงบฯ เหลืออีก 4,500 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2556 (1 ตุลาคม 2555-30 กันยายน 2556) ได้รับการจัดสรรงบ 18,000 ล้านบาท แต่ไม่เพียงพอ กรมสรรพสามิตต้องทำเรื่องเสนอกระทรวงการคลังของบกลางอีก 20,000 ล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ 2557 (1 ตุลาคม 2556-30 กันยายน 2557) ต้องจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลอีก 30,000-40,000 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2558 อีกจำนวนหนึ่ง
.
จากนโยบายรถคันแรกที่เกิดกระแสฟีเวอร์ไปทุกหย่อมหญ้า แม้แต่ชาวบ้าน พนักงานโรงงานก็ใช้สิทธิ์ซื้อรถโดยขาดความยั้งคิดว่า จะมีรายได้ผ่อนส่งค่างวดในแต่ละเดือนเพียงพอหรือไม่ ส่วนหนึ่งคิดแต่ว่า จะได้รับเงินคืนภาษีสูงสุด 1 แสนบาท บางคนผ่อนได้เพียง 3-4 งวดก็ส่งต่อไม่ไหว ปล่อยให้ไฟแนนซ์ยึดรถคืน โดยไม่ได้คำนึงว่า ยังมีภาระหนี้อีกมากมายซ่อนเร้นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นภาระดอกเบี้ย ภาระหนี้ส่วนเกิน
.
อีกทั้งกรณีผู้ซื้อรถไปแล้วแต่ไม่สามารถผ่อนต่อได้ จะถูกเรียกเงินภาษีจากรัฐคืนกลับให้กรมสรรพสามิตเท่ากับจำนวนที่ได้รับไป ซึ่งหลายราย นำเงินที่ได้รับคืนภาษีไปใช้หมดแล้ว จึงต้องกู้เงินนอกระบบมาจ่ายเงินคืนกรมสรรพสามิต ทำให้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากมาย ส่วนเจ้าของรถที่กัดฟันผ่อนรถต่อไป ก็ไม่สามารถขายเปลี่ยนมือได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขห้ามซื้อขายเปลี่ยนภายใน 5 ปีนับจากวันรับรถ
.
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวสรุปผลจากนโยบายรถคันแรกได้อย่างน่าสนใจว่า โครงการรถคันแรก มีผลดีตรงที่ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ยอดการผลิตปี 2556 ขยับขึ้นเป็นปีละกว่า 2 ล้านคัน ซึ่งสูงเป็นอันดับ 9 ของโลก สำหรับผลเสียนั้น ก่อให้เกิดหนี้ครอบครัว จากการเช่าซื้อรถยนต์ถึง 80 % ของจีดีพี มีการเช่าซื้อรถยนต์สูงเกินล้านล้านบาทเป็นครั้งแรก ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า เป็นสาเหตุหนึ่งที่มีให้กำลังการซื้อของผู้บริโภคหดตัวลงทุกประเภทสินค้า
.
อย่างไรก็ตาม นโยบายรถคันแรก ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 คาดการณ์ว่า ผู้ใช้สิทธิ์รถคันแรกจำนวนหนึ่ง จะเริ่มขายรถคันเดิมได้ในช่วงกลางปี 2560 และซื้อรถคันใหม่ที่มีเทคโนโลยีมากกว่าเดิม ทำให้ค่ายรถทุกรายจึงเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆเพื่อมากระตุ้นกำลังการซื้ออย่างแน่นอน
.
ขณะที่นายภาวิน ศิริประภานุกูล นักวิชาการโครงการส่งเสริมการจัดตั้งสำนักงบประมาณประจำรัฐสภา  (Thai PBO)สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยถึงการวิเคราะห์ผลกระทบทางการคลังของนโยบายรถยนต์ใหม่คันแรก ว่า นโยบายดังกล่าวแม้ได้รับความนิยมจากคนไทยมาก เห็นได้จากยอดผู้ร่วมโครงการสูงถึง 1.25 ล้านคน แต่ขณะเดียวกันก็สร้างผลกระทบต่อรายรับรายจ่ายงบประมาณของรัฐบาลค่อนข้างสูง
.
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ตั้งแต่เริ่มโครงการปี 2555 จนส่งมอบต่อเนื่องในปี2556 พบว่า มีรถยนต์จดทะเบียนใหม่สูงขึ้นอย่างชัดเจน แต่ลดลงถึง 36% ในปีงบประมาณ 2557 และคาดว่าจะทำให้ภาษีสรรพสามิตลดลงราว 7,000 ล้านบาทด้วย และลดลงอีก 7,000 ล้านบาทต่อเนื่องถึงปีงบประมาณ 2558 นอกจากนี้ ผลกระทบของโครงการรถยนต์คันแรกที่มีต่อการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ยังขัดกับตัวเลขในเอกสารงบประมาณของรัฐบาลที่คาดว่าโครงการดังกล่าวจะทำให้ภาษีสรรพสามิตเพิ่ม 7.2% แต่ไทยพีบีโอคาดว่าภาษีจะเพิ่มเพียงแค่ 3.5%
.
ขณะเดียวกัน โครงการคืนภาษีสรรพสามิตรถยนต์คันแรก จะขาดทุนสุทธิราว 2.8 หมื่นล้านบาทเนื่องจากกรมสรรพสามิตจะมีรายได้จากการเก็บภาษีรถยนต์เพิ่มขึ้นสุทธิเพียง 5.4 หมื่นล้านบาทเท่านั้น แต่รัฐบาลยังมีรายจ่ายที่ต้องตั้งงบคืนภาษีประมาณ 8.2 หมื่นล้านบาท โดยไทยพีบีโอประเมินต้นทุนสุทธิของโครงการนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาทหรืออาจจะต่ำกว่านั้นหลังจากหักผลกระทบต่อการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจไปแล้ว
.
ทั้งนี้ดังจะสรุปได้ว่าแท้จริงแล้ว นโยบายรถคันแรกเป็นโครงการประชานิยมที่ทำให้บิดเบือนกำลังซื้อในตลาดรถยนต์ ในขณะที่ผู้บริโภคต่างเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนจากการเช่าซื้อรถเพิ่มขึ้น
.

ThePOINT #ข่าวการเมือง #รถคันแรก #นโยบายประชานิยม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...