โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

‘คอนโด’ แห่ขายบิ๊กล็อตต่างชาติ เปลี่ยนสต็อกกำเงินสด ฝ่าวิกฤติปฎิเสธสินเชื่อพุ่ง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แข่งขันกันสะสมแลนด์แบงก์ เปิดโครงการใหม่ เพื่อเร่งสร้างยอดขาย แต่เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อหดหาย สิ่งที่เคยถูกบันทึกเป็น “สินทรัพย์” ในงบดุล กำลังกลายเป็น “ภาระ” ที่แบกต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นทุกวัน

ข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยสะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยไตรมาสแรกปี 2569 ประเทศไทยมีที่อยู่อาศัยรอขายสะสม 590,000 หน่วย เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน สูงกว่าปริมาณการโอนกรรมสิทธิ์เกือบ 2 เท่า และคาดการณ์ว่าจำนวนที่อยู่อาศัยรอขายสะสมทั่วประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก 4.5% แตะระดับกว่า 610,000 หน่วยภายในสิ้นปีนี้

ยิ่งสต็อกค้างนาน ต้นทุนดอกเบี้ย ค่าบริหารโครงการ และภาระหนี้ยิ่งเพิ่มขึ้น ทำให้โจทย์ของดีเวลลอปเปอร์ในปีนี้ไม่ใช่“ขายให้ได้กำไรสูงสุด” แต่คือ “เปลี่ยนสต็อกให้กลายเป็นเงินสดให้เร็วที่สุด” ผู้ประกอบการจึงต้องเปลี่ยนเกมจากการรอผู้ซื้อรายย่อย สู่การขาย “บิ๊กล็อต” ให้เอเจนต์และนักลงทุนต่างชาติ ยอมหั่นราคาลง 30% เพื่อแลกกับสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือ กระแสเงินสด!

“ขายยกล็อต” ดีกว่ารอขายทีละห้อง

สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย มองว่า ปัจจุบันตลาดกำลังเข้าสู่ยุคของ "Big Lot Deal" จากเดิมที่ผู้ประกอบการใช้โปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม เพื่อกระตุ้นยอดขายรายยูนิต แต่เมื่อยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ทะยานเกิน 50% กลยุทธ์เดิมกลับไม่สามารถเร่งการระบายสินค้าได้ทันกับภาระต้นทุน ผลลัพธ์คือ การขายแบบยกชั้น ยกอาคาร หรือขายเป็นแพ็กเกจจำนวนมากให้กับเอเจนต์ นักลงทุน หรือพันธมิตรที่มีเครือข่ายลูกค้าต่างชาติ กลายเป็น “ทางเลือก” ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งในโครงการสร้างเสร็จพร้อมโอนและโครงการที่อยู่ระหว่างพรีเซล

แม้ต้องยอมลดราคาจำนวนมาก แต่ผู้ประกอบการกลับได้เงินก้อนทันที เพื่อนำไปชำระหนี้ หมุนเวียนสภาพคล่อง หรือใช้ลงทุนในโครงการใหม่ ซึ่งถือว่ารวดเร็วกว่าการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ในภาวะตลาดทุนที่ยังเปราะบาง

หั่นราคาสูง 30% แลกกระแสเงินสด

การขายบิ๊กล็อตไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ“ระดับส่วนลด” ปัจจุบันหลายโครงการยอมลดราคาสูงถึง 20-30% จากราคาขายปกติ เพื่อจูงใจนักลงทุนรายใหญ่เข้าซื้อ

ขณะที่ผู้ซื้อเองก็ใช้โอกาสนี้ต่อรองราคาให้ต่ำที่สุด ก่อนนำห้องชุดไปทำตลาดต่อ กลายเป็นภาพที่ผู้ประกอบการยอมแลก “กำไร” กับ “สภาพคล่อง” เพราะเงินสดในมือมีค่ามากกว่าการถือครองสินทรัพย์ที่ยังขายไม่ได้

ต่างชาติยังเป็นความหวังของคอนโด

อีกด้านหนึ่ง ตลาดคอนโดมิเนียมกำลังปรับตัวเข้าหากลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงมากขึ้น ข้อมูลตลาดในช่วงครึ่งแรกปี 2569 พบว่า มีคอนโดเปิดตัวใหม่เพียง 9,501 ยูนิต ขณะที่ ทั้งปีคาดว่าจะเปิดใหม่เพียง 17,000-20,000 ยูนิต ต่ำกว่าช่วงหลายปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ แม้จำนวนโครงการใหม่ “ลดลง” แต่ราคาเฉลี่ยกลับทำสถิติสูงสุดหลังโควิด อยู่ที่ 150,420 บาท ต่อตารางเมตร เนื่องจากผู้ประกอบการเลือกพัฒนาเฉพาะทำเลใจกลางเมืองและแนวรถไฟฟ้า ซึ่งตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มกำลังซื้อสูง

“ผู้ซื้อชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ยังเป็นกำลังสำคัญของตลาดคอนโดไทย หลังยังครองอันดับหนึ่งของผู้ซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ต่อเนื่อง ทำให้เอเจนต์ที่มีเครือข่ายลูกค้าต่างชาติ ลายเป็นตัวกลางสำคัญในการดูดซับสต็อกจากผู้ประกอบการ”

วิกฤติดีเวลลอปเปอร์ “โอกาสนักลงทุน”

สำหรับบริษัทนายหน้าและนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ วิกฤติครั้งนี้กลับเปิดโอกาสสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจ สอดคล้องกับที่ สหัชชัย ขวัญชื้น รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการลงทุนโครงการ บริษัท ฮาริสัน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทเข้าซื้อห้องชุดจากผู้ประกอบการในราคาต่ำกว่าตลาด 20-30% ก่อนนำกลับมาขายในราคาที่ต่ำกว่าหน้าโครงการราว 15%

โมเดลดังกล่าวสามารถสร้างกำไรเฉลี่ย 15% ต่อดีล และสร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ได้สูงถึง 50% หากสามารถขายต่อได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงอยู่ เพราะบริษัทมีเวลา 6-8 เดือน ในการระบายห้องชุดทั้งหมด ก่อนครบกำหนดชำระเงินส่วนที่เหลือเพื่อโอนกรรมสิทธิ์

อสังหาฯ เข้าสู่ยุค “เงินสด” คือพระเจ้า

ภาพการขายคอนโดยกล็อตในปี 2569 ไม่ใช่เพียงยุทธวิธีระบายสต็อก หากสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างชัดเจน เมื่อกำลังซื้อในประเทศยังฟื้นตัวช้า การเข้าถึงสินเชื่อยากขึ้น และต้นทุนการถือครองสินทรัพย์สูงขึ้น ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงเลือก “ยอมลดกำไร” เพื่อรักษาสภาพคล่อง มากกว่ารอขายในราคาที่ต้องการ

ขณะเดียวกัน นักลงทุนและเอเจนต์ที่มีเครือข่ายผู้ซื้อชาวต่างชาติ กลับกลายเป็นผู้เล่นสำคัญที่เข้ามาเติมสภาพคล่องให้ตลาด ผ่านการช้อนซื้อสินทรัพย์ในช่วงราคาต่ำ ก่อนส่งต่อไปยังผู้ซื้อปลายทาง

ท่ามกลางวิกฤติที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด เกมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจึงไม่ได้วัดกันที่ว่า “ใครขายได้แพงกว่า” แต่เป็นการแข่งขันว่า “ใครเปลี่ยนสต็อกให้กลายเป็นเงินสดได้เร็วกว่ากัน” เพราะCash is King และนั่นอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ชี้ชะตาผู้ประกอบการในวัฏจักรรอบนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...