โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ราคาปุ๋ยพุ่ง ปลุกกระแส ‘ไบโอชาร์’ Enable Earth ชูโมเดลฟื้นดิน-ลดเผา

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 49 นาทีที่แล้ว

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยบางพื้นที่ปรับขึ้นถึง 50% หรือเกือบเท่าตัว กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ภาคเกษตรเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ในการเพาะปลูก รวมถึงวัตถุดิบหรือส่วนผสมทางการเกษตรที่สามารถช่วยลดต้นทุนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นางสาวภาสินี ตั้งสุริยาไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นเนเบิล เอิร์ธ จำกัด ในสัมภาษณ์พิเศษ"ฐานเศรษฐกิจ" โดยกล่าวว่า หนึ่งในทางเลือกที่เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นคือ “ไบโอชาร์” เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยอุ้มปุ๋ยให้อยู่ในดินได้นานขึ้นผ่านโครงสร้างรูพรุนของวัสดุ ส่งผลให้ช่วยลดการชะล้างของธาตุอาหาร และช่วยบำรุงดินในระยะยาว

นางสาวภาสินี กล่าวว่า หากพิจารณาเฉพาะต้นทุน ไบโอชาร์อาจไม่ได้มีราคาต่ำกว่าปุ๋ยอย่างมีนัยสำคัญในทุกกรณี เนื่องจากยังมีต้นทุนด้านโลจิสติกส์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับระดับราคาปุ๋ยในปัจจุบัน ยังถือว่ามีต้นทุนต่ำกว่าอยู่ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญของไบโอชาร์ไม่ได้อยู่ที่การลดต้นทุนในระยะสั้น แต่เป็นการปรับปรุงดินในระยะยาว โดยอธิบายว่า ในรอบการผลิตแรก ผลที่เกิดขึ้นอาจยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่เมื่อใช้อย่างต่อเนื่องในรอบที่ 2 รอบที่ 3 และรอบต่อ ๆ ไป จะเริ่มเห็นผลในการลดการใช้ปุ๋ยมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่มีงานวิจัยและประสบการณ์จากต่างประเทศรองรับ

เนื่องจากตัวไบโอชาร์เป็นโครงสร้างคาร์บอนที่สามารถอยู่ในดินได้เป็นเวลานาน เมื่อจับกับปุ๋ยแล้วจะช่วยให้แร่ธาตุอยู่ในดินได้นานขึ้น ไม่ถูกชะล้างออกไปง่ายเมื่อฝนตก ส่งผลให้ในรอบการผลิตถัดไปสามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ยลงได้

ปัญหาเกษตรไทยอาจไม่ใช่เรื่องปุ๋ย แต่คือ “ดิน”

นางสาวภาสินี กล่าวว่า หากมองลึกลงไปกว่าประเด็นราคาปุ๋ย สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือคุณภาพดินของประเทศไทยที่กำลังเสื่อมลงอย่างต่อเนื่อง จากสิ่งที่บริษัทพบในพื้นที่ต่าง ๆ ผลผลิตต่อไร่เริ่มลดลง ขณะที่การใช้ปุ๋ยเคมีกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับผลผลิตให้ใกล้เคียงเดิม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ปริมาณปุ๋ย แต่เป็นเรื่องของ Organic Matter หรืออินทรียวัตถุในดินที่ลดลงเรื่อย ๆ จากการใช้ปุ๋ยเคมีต่อเนื่องเป็นเวลานาน

เมื่อ Organic Matter ลดลง ดินจะเริ่มแข็งตัว สูญเสียความสามารถในการอุ้มน้ำและธาตุอาหาร และค่อย ๆ สูญเสียความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ

สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกับการรักษาอาการของดินด้วยการอัดปุ๋ยเคมีลงไปเรื่อย ๆ

ดังนั้น แนวทางดังกล่าวอาจช่วยรักษาระดับผลผลิตในระยะสั้น แต่ไม่ได้ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างดิน หรือทำให้พื้นที่การเกษตรสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ฟื้นดินด้วย Organic Matter และระบบนิเวศใต้ผืนดิน

นอกจากการช่วยอุ้มปุ๋ยแล้ว ไบโอชาร์ยังมีบทบาทในการฟื้นฟูระบบนิเวศในดิน นางสาวภาสินี กล่าวว่า หากนำไบโอชาร์มาใช้ร่วมกับปุ๋ยหมัก มูลวัว หรือมูลสัตว์ประเภทต่าง ๆ จะช่วยรักษาปริมาณ Organic Matter หรือ สารประกอบที่มีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งมีที่มาจากซากพืช ซากสัตว์ หรือสิ่งขับถ่ายของเสียจากสิ่งมีชีวิตที่ผ่านกระบวนการย่อยสลายเอาไว้ในดิน

ผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการรักษาธาตุอาหาร แต่ยังช่วยให้จุลินทรีย์และระบบนิเวศในดินยังคงอยู่ และค่อย ๆ ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินในระยะยาว

เกษตรกรยังไม่ตื่นตัว เพราะไม่ต้องการเป็น “หนูทดลอง”

แม้ไบโอชาร์จะได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ในมุมของเกษตรกรรายย่อย การยอมรับยังอยู่ในระยะเริ่มต้น นางสาวภาสินี กล่าวว่า จากการพูดคุยกับเกษตรกร สิ่งแรกที่ทุกคนต้องการทราบคือ การใช้ไบโอชาร์จะช่วยลดต้นทุนได้มากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ เกษตรกรยังต้องการเห็นว่ามีคนใช้งานจริงในพื้นที่ใกล้เคียงหรือไม่ และได้ผลลัพธ์อย่างไร

หากยังไม่มีตัวอย่างที่ชัดเจน หลายคนไม่ต้องการเป็นผู้ทดลองรายแรก เพราะกังวลว่าหากผลผลิตไม่เป็นไปตามคาด จะกระทบต่อรายได้โดยตรง ด้วยเหตุนี้ กลุ่มที่ให้ความสนใจไบโอชาร์ในปัจจุบันจึงยังเป็นบริษัทขนาดใหญ่ มากกว่ากลุ่มเกษตรกรรายย่อย

ต้องทำให้เห็นผลจริงก่อน จึงจะเกิดการยอมรับ

นางสาวภาสินี กล่าวว่า แม้เกษตรกรอาจยังไม่ใช่กลุ่มลูกค้าหลักในปัจจุบัน แต่ถือเป็นกลุ่มสำคัญที่ต้องสร้างความเข้าใจในระยะยาว วิธีที่จะทำให้เกิดการยอมรับได้ คือการสร้างตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้เห็นจริงในพื้นที่ เมื่อเกษตรกรเห็นว่าเพื่อนบ้านหรือพื้นที่ใกล้เคียงได้รับผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ก็จะเกิดการเรียนรู้และขยายผลต่อไปเอง

นโยบายห้ามเผากำลังเผชิญคำถามสำคัญ “ไม่เผาแล้วเอาไปไหน”

นางสาวภาสินี กล่าวว่า ปัจจุบันหลายจังหวัดในภาคเหนือมีนโยบายห้ามเผาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย แต่คำถามสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนคือ เมื่อห้ามเผาแล้ว เกษตรกรจะนำเศษวัสดุทางการเกษตรเหล่านั้นไปไว้ที่ใด ในทางปฏิบัติ หากยังไม่มีทางเลือกอื่นรองรับ ก็เป็นเรื่องยากที่เกษตรกรจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้

จุดเริ่มต้นของ Enable Earth ไม่ได้มาจากเรื่องปุ๋ย แต่มาจาก PM2.5

นางสาวภาสินี กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของบริษัทไม่ได้มาจากการมองเรื่องปุ๋ยหรือการเกษตรเป็นหลัก แต่เกิดจากความตั้งใจที่จะสร้างโมเดลจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่ปัจจุบันถูกเผาทิ้ง หรือถูกปล่อยทิ้งไว้ในพื้นที่โล่ง วัสดุเหล่านี้เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่น PM2.5 และการเผาในที่โล่ง หรือ Open Burning

ดังนั้น โมเดลธุรกิจแรกที่บริษัทต้องการพัฒนาจึงเป็นเรื่องของ Waste Management หรือการจัดการของเสียอย่างยั่งยืน

นางสาวภาสินี กล่าวว่า ในช่วงเริ่มต้น บริษัทวางโมเดลธุรกิจหลักไว้บน 3 เสาหลัก ได้แก่ การพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐานสากล การผลิตไบโอชาร์ และการนำความร้อนที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบ Green Heat เดิมทีบริษัทมองว่ารายได้จะมาจากคาร์บอนเครดิต ไบโอชาร์ และ Green Heat ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มดำเนินธุรกิจจริง บริษัทกลับพบว่าความต้องการของตลาดกว้างกว่าที่คาดไว้

เปลี่ยน Biomass Waste ให้กลายเป็นทรัพยากร

สิ่งที่บริษัทพยายามนำเสนอคือการสร้างทางเลือกใหม่ให้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยนำ Biomass Waste หรือ สารอินทรีย์หรือวัสดุเหลือใช้จากสิ่งมีชีวิต เช่น ภาคการเกษตร ป่าไม้ และอุตสาหกรรม เข้าสู่กระบวนการจัดการ ก่อนแปรรูปเป็นไบโอชาร์ และส่งกลับไปใช้ในพื้นที่เดิมเพื่อฟื้นฟูคุณภาพดิน แนวคิดดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการกำจัดของเสีย แต่เป็นการนำทรัพยากรกลับเข้าสู่ระบบการผลิตอีกครั้ง

นางสาวภาสินี กล่าวว่า บริษัทจำนวนมากที่มี Biomass Waste อยู่ในระบบการผลิต เริ่มเข้ามาพูดคุยกับ Enable Earth มากขึ้น ความต้องการของลูกค้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการซื้อไบโอชาร์ แต่หลายแห่งต้องการหาทางจัดการวัสดุเหลือใช้ที่มีอยู่ในระบบ บางแห่งต้องการทราบว่า Waste ของตนเองสามารถนำมาผลิตเป็นไบโอชาร์ได้หรือไม่ และหากผลิตได้ จะมีคุณสมบัติอย่างไร ทั้งในด้านค่า pH ค่า CEC (Cation Exchange Capacity) คือ ความสามารถของดินในการดูดซับและแลกเปลี่ยนธาตุอาหารพืชที่มีประจุบวก และศักยภาพในการเพิ่ม Organic Matter ให้กับดิน

ทำให้บทบาทของบริษัทขยายจากผู้ผลิตไบโอชาร์ ไปสู่การช่วยศึกษาศักยภาพของ Biomass Waste และออกแบบแนวทางจัดการวัสดุเหลือใช้ให้กับลูกค้า

Contract Farming กลายเป็นจุดเชื่อมสำคัญของโมเดล

นางสาวภาสินี กล่าวว่า ลูกค้าหลักของบริษัทในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นองค์กรที่มีระบบ Contract Farming อยู่แล้ว บริษัทเหล่านี้มักเผชิญปัญหา 2 ด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือมี Biomass Waste เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตจำนวนมาก อีกด้านคือพื้นที่เพาะปลูกในเครือข่าย Contract Farming เริ่มมีปัญหาดินเสื่อมจากการใช้ปุ๋ยเคมีต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ดังนั้นการนำของเสียกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต และแปรรูปเป็นไบโอชาร์เพื่อนำกลับไปใช้ในพื้นที่เดิม จึงเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ทั้งสองปัญหาในเวลาเดียวกัน

ขยายสู่บริการรับจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร

จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น Enable Earth จึงเริ่มมีบริการรับจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรเพิ่มเติม นอกเหนือจากการจำหน่ายไบโอชาร์ บริษัทเข้าไปช่วยจัดการ Waste ให้กับองค์กรที่มีวัสดุเหลือใช้จำนวนมาก และต้องการลดภาระด้านการจัดการของเสีย พร้อมทั้งช่วยออกแบบแนวทางการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหล่านั้นให้เกิดมูลค่าเพิ่มมากที่สุด

Green Heat รายได้อีกทางจากความร้อนส่วนเกิน

อีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจที่บริษัทพบระหว่างดำเนินงาน คือการใช้ประโยชน์จาก Excess Heat หรือความร้อนส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต นางสาวภาสินี กล่าวว่า ความร้อนดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในระบบ Boiler ของโรงงานอุตสาหกรรมได้ เนื่องจากโรงงานจำนวนมากยังใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตความร้อน

หากสามารถนำความร้อนที่เกิดขึ้นจากการจัดการ Biomass Waste กลับมาใช้ในกระบวนการผลิตได้ ก็จะช่วยลดต้นทุนด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ในเวลาเดียวกัน

ถ้าจัดการของเสียของเขาได้ แล้วเอา Heat กลับไปเข้ากระบวนการต้มน้ำร้อนใน Boiler หรือใช้ในกระบวนการผลิตได้ ก็จะช่วยลดต้นทุนด้าน LPG ได้ด้วย

จากผู้ผลิตไบโอชาร์ สู่ผู้พัฒนาโครงการในพื้นที่

นางสาวภาสินี กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทเริ่มได้รับการติดต่อจากองค์กรที่ต้องการพัฒนาโครงการลักษณะเดียวกันในพื้นที่ของตนเอง ทั้งในภาคเอกชน ภาครัฐ และองค์กรที่มี Waste อยู่ในระบบการผลิต บางแห่งต้องการจัดการของเสีย บางแห่งต้องการนำไบโอชาร์กลับไปใช้ในพื้นที่ ขณะที่บางแห่งต้องการ Green Heat สำหรับใช้ในกระบวนการผลิต ส่งผลให้ Enable Earth เริ่มมีบทบาทในฐานะผู้ให้คำปรึกษาและผู้ร่วมพัฒนาโครงการมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้โครงสร้างรายได้ของบริษัทเริ่มขยายตัวออกจากโมเดลเดิม จากเดิมที่มุ่งเน้นรายได้จากคาร์บอนเครดิต ไบโอชาร์ และ Green Heat ปัจจุบันบริษัทมีรายได้จากการรับจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร การพัฒนาโครงการร่วมกับองค์กรต่าง ๆ รวมถึงการให้คำปรึกษาด้านการจัดการ Biomass Waste เพิ่มเติม

จากขยะเกษตร สู่โอกาสใหม่ของภาคพลังงาน

นอกจากบทบาทด้านการเกษตรแล้ว นางสาวภาสินี มองว่า Biomass Waste ยังสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้เช่นกัน หากองค์กรสามารถนำของเสียที่มีอยู่กลับมาสร้างพลังงาน หรือใช้ประโยชน์จาก Green Heat ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต ก็จะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจากภายนอกได้ โดยเฉพาะในช่วงที่หลายองค์กรกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero และจำเป็นต้องลดการพึ่งพาพลังงานจาก Fossil Fuel หรือเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น

จากการจัดการ Waste สู่ Carbon Negative

แม้ปัจจุบันจะมีแนวทางนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปใช้ผลิตพลังงานในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นไบโอแก๊ส หรือเชื้อเพลิง RDF แต่นางสาวภาสินี มองว่า โมเดลที่ Enable Earth ดำเนินการมีความแตกต่างจากแนวทางดังกล่าว

ในหลายกรณี Biomass จะถูกนำไปเผาโดยตรงใน Boiler เพื่อผลิตพลังงาน ซึ่งแม้จะเป็นการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ แต่คาร์บอนที่อยู่ในวัสดุดังกล่าวจะถูกปล่อยกลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศ

ขณะที่แนวทางของบริษัทเป็นการนำ Waste เข้าสู่กระบวนการผลิตที่ก่อให้เกิดไบโอชาร์ และนำความร้อนที่เกิดขึ้นกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบ Green Heat ควบคู่กันไป

ส่วนใหญ่จะเอา Biomass เข้า Boiler เลย แต่อันนั้นก็ยังปล่อยคาร์บอนกลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศ

ไบโอชาร์คือการกักเก็บคาร์บอนในรูปแบบที่จับต้องได้

นางสาวภาสินี กล่าวว่า จุดแตกต่างสำคัญของไบโอชาร์อยู่ที่โครงสร้างคาร์บอนที่ยังคงอยู่ภายในวัสดุหลังผ่านกระบวนการผลิต เมื่อไบโอชาร์ถูกนำกลับไปใช้ในพื้นที่เกษตร คาร์บอนดังกล่าวจะถูกเก็บอยู่ในดินเป็นเวลานาน

ไบโอชาร์สุดท้ายคือตัวที่มีคาร์บอนอยู่ เพราะฉะนั้นมันจะเป็นโครงสร้างคาร์บอนที่จะถูกฝังลงดินอย่างถาวรกระบวนการทั้งหมดจึงถูกจัดว่าเป็น Carbon Negative เนื่องจากช่วยลดปริมาณคาร์บอนที่อยู่ในชั้นบรรยากาศได้ต่างจากการเผา Biomass โดยตรง ซึ่งท้ายที่สุดคาร์บอนจะถูกปลดปล่อยกลับคืนสู่บรรยากาศ

หนึ่งใน Carbon Removal ที่อยู่ในมาตรฐานสากล

นางสาวภาสินี กล่าวว่า ปัจจุบันในระดับสากล มีหลายแนวทางที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Carbon Removal หรือการกำจัดคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศ ไม่ว่าจะเป็น CCS (Carbon Capture and Storage) , CCUS (Carbon Capture Utilization and Storage) หรือ Direct Air Capture สำหรับไบโอชาร์ ก็ถือเป็นหนึ่งในแนวทางดังกล่าวเช่นกัน

โดยอธิบายว่าในมุมของการกักเก็บคาร์บอนไบโอชาร์มีบทบาทไม่ต่างจากเทคโนโลยี Carbon Removal รูปแบบอื่น เพียงแต่ใช้กระบวนการและวัตถุดิบที่แตกต่างกัน

มอง Biochar Carbon Removal เป็นวิธีที่ขยายผลได้ง่าย

นางสาวภาสินี กล่าวว่า หากเปรียบเทียบกับ Carbon Removal หรือ การกำจัดคาร์บอน รูปแบบอื่นไบโอชาร์มีข้อได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนและศักยภาพในการขยายผล โดยมองว่า จุดแข็งสำคัญของประเทศไทยคือการมี Biomass Waste อยู่เป็นจำนวนมากจากภาคเกษตร ไม่ว่าจะเป็นต้นข้าวโพด เปลือกข้าวโพด หรือเศษวัสดุทางการเกษตรประเภทอื่น ๆ ทำให้ประเทศไทยมีวัตถุดิบจำนวนมากที่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการผลิตไบโอชาร์ได้

ทางเลือกที่เชื่อมเกษตร พลังงาน และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน

นางสาวภาสินี กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ไบโอชาร์แตกต่างจากแนวทางอื่น คือการตอบโจทย์หลายมิติพร้อมกัน ในมิติการเกษตร ไบโอชาร์ช่วยลดการชะล้างของธาตุอาหาร เพิ่ม Organic Matter หรือสารประกอบที่มีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งมีที่มาจากซากพืช ซากสัตว์ หรือสิ่งขับถ่ายของเสียจากสิ่งมีชีวิตที่ผ่านกระบวนการย่อยสลายและช่วยฟื้นฟูโครงสร้างดินในระยะยาว

ในมิติสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการเผาในที่โล่ง ลดปัญหา PM2.5 และสร้างทางเลือกในการจัดการ Biomass Waste ขณะที่ในมิติพลังงาน กระบวนการผลิตยังสามารถสร้าง Green Heat ที่นำกลับไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้ พร้อมกันนั้นยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการมุ่งสู่ Net Zero ของภาคธุรกิจ

มองไบโอชาร์เป็นมากกว่าธุรกิจเกษตร

นางสาวภาสินี กล่าวว่า หากมองในภาพรวม ไบโอชาร์ไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะภาคเกษตรเท่านั้น เพราะสิ่งที่เชื่อมโยงอยู่เบื้องหลังคือเรื่องการจัดการของเสีย พลังงาน สิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สงคราม ภาวะโลกร้อน และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ก็กำลังผลักดันให้องค์กรต่าง ๆ มองหาแนวทางใหม่ในการจัดการทรัพยากรและลดต้นทุนในระยะยาว โดยเชื่อว่าจริง ๆ โมเดลนี้ต้องไปต่อได้

จากราคาปุ๋ยสู่บทสนทนาเรื่องอนาคตของภาคเกษตร

แม้บทสนทนาจะเริ่มต้นจากประเด็นราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่สำหรับ Enable Earth ประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของภาพที่ใหญ่กว่า เพราะสิ่งที่บริษัทพยายามผลักดันไม่ใช่เพียงการลดต้นทุนการผลิต หรือการหาวัสดุทดแทนปุ๋ยเคมี แต่เป็นการสร้างระบบจัดการ Biomass Waste ที่เชื่อมโยงการฟื้นฟูดิน การลดการเผาในที่โล่ง การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการกักเก็บคาร์บอนเข้าไว้ด้วยกัน

ภายใต้โจทย์ที่ภาคเกษตรกำลังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและ Net Zero มากขึ้น

นางสาวภาสินี มองว่า ไบโอชาร์อาจไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกชนิดหนึ่ง แต่เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยเชื่อมโยงปัญหาและโอกาสของภาคเกษตร พลังงาน และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน

เราเป็นเอกชนรายเล็ก เราก็ทำได้แค่จุดหนึ่ง แต่ถ้าหลายฝ่ายเข้ามาช่วยกัน ก็จะทำให้โมเดลแบบนี้ขยายผลได้มากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...