โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

"ปานเทพ-อัจฉริยะ" ยื่นเอกสารหลักฐานชุดใหม่ ก่อนสรุปปิดคดี "แตงโม นิดา"

ข่าวช่อง8

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • RS PCL
“ปานเทพ-อัจฉริยะ” ยื่นเอกสารหลักฐานชุดใหม่ให้ “ดีเอสไอ” ก่อนสรุปปิดคดี “แตงโม นิดา” ชี้พบพิรุธภาพถ่าย วงจรปิด ข้อมูล GPS เรือ

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมด้วย นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เปิดเผยความคืบหน้าการติดตามคดีการเสียชีวิตของ “แตงโม นิดา” หลังหารือกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ก่อนสรุปปิดคดีตรวจสอบโค้งสุดท้าย ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐบิดเบือนข้อเท็จจริงในคดีตามความผิด ม.157 จริงหรือไม่

นายปานเทพ ระบุว่า มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินในฐานะนิติบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากคุณแม่แตงโม นายอัจฉริยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร้องโดยตรง หลังจากถูกตำรวจฟ้องอย่างน้อย 3 คดี และยกฟ้องทั้งหมดในศาลชั้นต้น จากคดีเหล่านั้นทำให้ได้เบาะแสการนำสืบทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้หลายประการ ทำให้รู้ว่าแตงโมไม่ได้ตกเรือ แตงโมไม่ได้อยู่บนเรือ และไม่ได้โดนใบพัดเรือจนทำให้เสียชีวิต

นอกจากนี้ การได้รับมอบอำนาจจากคุณแม่แตงโม ทำให้ยังพบว่ายังไม่มีใครเข้าถึงเอกสารในสำนวนหลักได้ รวมถึงไฟล์ภาพ วิดีโอและภาพถ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีที่อยู่ในสำนวน ทำให้เรายิ่งมั่นใจว่ามีการบิดเบือนคดีความ

โดยจากการยืนยันเรื่องของวิดีโอตำแหน่งและการตัดต่อภาพ สิ่งที่เราสรุปในฐานะภาคประชาชนและได้ส่งมอบให้กับดีเอสไอเพื่อบอกว่าแต่งแตงโมไม่ได้ตกเรือ และแตงโมไม่ได้อยู่บนเรือในเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นสาระสำคัญที่สุด เพราะจากการตรวจสอบ ในเวลา 20.36 น. เป็นต้นไป ไม่ปรากฏรูปแตงโม ทำให้เราเชื่อได้ว่าแตงโมหายไปตั้งแต่เวลาดังกล่าวเป็นต้นไป

อีกทั้งยังพบเบาะแสสำคัญจากสะพานซังฮี้ขาไปในเวลาประมาณ 21.51 น. พบว่าขณะนี้นับคนบนเรือได้ 5 คน และเวลา 21.54 น. ตั้งแต่วินาที 42 – 44 มีภาพเงาเห็นคนบนเรือครบ 6 คน ก่อนจะถึงสะพานพระราม 8 ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่ามีภาพตัดต่อคู่กับนางสาวอิจศรินทร์ หรือ “กระติก”

โดยไม่มีภาพเดี่ยวของแตงโมเลย รวมไปถึงบริเวณที่มีภาพกระติกกับแสงเวลา 22.06 น. กล้องวงจรปิดไม่มี มีแต่ภาพถ่ายทางโทรศัพท์และจากการตรวจสอบ GPS เรือ ซึ่งเป็นช่วงเวลาขากลับเลยสะพานพระราม 8 ภาพชุดนี้อ้างว่าแตงโมเป็นคนถ่ายภาพ แต่สิ่งที่น่าสนใจมีภาพกระติกเดี่ยวโผล่ขึ้นมา 1 ภาพในเวลา 22.13 น. แต่ความจริงภาพนี้ถ่ายเวลา 21.57 น. มันไม่สอดรับกัน แต่เราตรวจสอบแล้วเป็นภาพขาไปไม่ใช่ขากล่าว อีกจุดเป็นภาพที่ผ่านสะพานพระราม 8 เป็นปกติ ส่วนขากลับใต้สะพานซังฮี้ จากการตรวจสอบการนับคนบนเรือเหลือเพียง 5 คนบนเรือเท่านั้น ซึ่งในเวลานี้จะเห็นได้ว่าในเวลาจริงที่เลยจุดผ่านสะพานพระราม 8 ไปแล้วเป็นเวลา 22.11 น. ทำให้ภาพกระติกเดี่ยวที่ถูกใช้ภาพในรายการดังรายการหนึ่งครั้งแรก และไม่อ้างตำแหน่ง แต่ละระบบเวลา เป็นตำแหน่ง 22.13 น. ปรากฏเวลาขัดแย้งกัน เพราะถ้าผ่านสะพานครั้งนี้ไปแล้ว ถ่ายภาพข้างหลังเป็นสะพานพระราม 8 ไม่ได้ ดังนั้นจึงมีการปรับแก้เวลาการแถลงข่าวของตำรวจ รวมถึงการปรับแก้เวลาที่สอดรับกับ GPS เรือ

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบภาพจากกล้องบริเวณจุดท่าเรือพูลพิพัฒน์ในเวลา 22.13 น. ซึ่งแม้แผ่นบันทึกภาพต้นฉบับจะชำรุด แต่ภาพดังกล่าวเคยถูกนำมาใช้ในคดีอื่นก่อนหน้านี้ ทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่าบนเรือเหลือบุคคลเพียง 5 คน เช่นเดียวกับภาพในช่วงก่อนหน้า

ส่วนกรณีภาพเวลา 22.34 น. 10 วินาที ที่มีการอ้างว่าเป็นช่วงที่แตงโมตกจากเรือนั้น นายปานเทพ ระบุว่า จากการวิเคราะห์ของนายเอกราช นามโภคิน และพยานผู้เชี่ยวชาญก่อนหน้านี้ พบว่าเป็นเพียงเงาวัตถุที่ลอยขึ้น ไม่ใช่ภาพบุคคลตกน้ำ จึงไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันว่าแตงโมตกเรือในช่วงเวลาดังกล่าว

นายปานเทพ กล่าวต่อว่า และจากการตรวจสอบอย่างละเอียดเห็นชัดว่าภาพสำคัญมีการตัดต่อคือช่วงเวลาที่ 21.56 น. เพื่อทำให้เห็นเสมือนว่าแตงโมยังมีชีวิต

นายปานเทพ กล่าวว่า เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกัน ทั้งภาพถ่าย กล้องวงจรปิด และข้อมูล GPS ทำให้คณะทำงานสรุปในเบื้องต้นว่า หลังผ่านสะพานซังฮี้แล้วไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันว่ามีแตงโมอยู่บนเรือ

สำหรับการจัดทำความเห็นเพิ่มเติมในคดีครั้งนี้ เป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย อาทิ นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์, นายเอกราช นามโภคิน , นายคมสัน โพธิ์คง , ทนายความในคณะทำงาน และผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคน ซึ่งใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลต่อเนื่องหลายเดือน รวมถึงทำงานติดต่อกันจนถึงช่วงตี 3 ที่ผ่านมา ก่อนนำเอกสารมายื่นในวันนี้

นายปานเทพ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้คณะทำงานยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบาดแผลบริเวณขาของแตงโม โดยเฉพาะบริเวณข้อพับขวา ซึ่งมีลักษณะเป็นโพรงลึกหลายจุด รวมถึงรอยช้ำที่หัวเข่าทั้งสองข้าง โดยเห็นว่าลักษณะบาดแผลดังกล่าวไม่สอดคล้องกับการเกิดจากใบพัดเรือเพียงอย่างเดียว และไม่สอดคล้องกับเหตุพลัดตกเรือตามที่เคยมีการสรุปไว้

ทั้งนี้คณะทำงานได้รวบรวมเอกสารความเห็นเพิ่มเติมจำนวนกว่า 1,300 หน้า พร้อมเอกสารอ้างอิงด้านนิติเวชและกระบวนการตรวจพิสูจน์ตามหลักวิชาชีพ เพื่อส่งมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ใช้ประกอบการพิจารณาในคดีต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...