โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

DSI แถลงปฎิบัติการปราบปรามแชร์ลูกโซ่ ยืนยัน ธปท.ไม่เคยอนุมัติ Forex ในไทย เร่งตรวจสอบผู้ร่วมขบวนการนักการเมือง และคนดังวงการบันเทิง

สวพ.FM91

อัพเดต 19 มิ.ย. เวลา 07.12 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. เวลา 05.13 น.

วันนี้ (19 มิถุนายน) พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วย พล.ต.ต. ทินกร รังมาตย์ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) ร่วมกับ เครือข่ายความมั่นคงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ แถลงผลปฏิบัติการครั้งใหญ่ในการปราบปรามเครือข่ายธุรกิจแชร์ลูกโซ่และซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) ผิดกฎหมาย หลังมีการเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 24 จุด ในเขตกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร

ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก การตรวจพบกระแสเงินหมุนเวียนในระบบที่ผิดปกติ ซึ่งเชื่อมโยงกับธุรกิจ Forex ที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่เคยมีการอนุมัติใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจ Forex รายใดในราชอาณาจักร

ขณะเดียวกันมีกลุ่มผู้เสียหายจำนวนมากเข้าร้องเรียนว่าถูกหลอกลวงให้ร่วมลงทุนผ่านโบรกเกอร์นอกกฎหมายจำนวน 4 ราย โดยมีกลุ่มผู้แนะนำการลงทุนหรือแม่ทีมระดับหัวกะทิ รวมถึงพบความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลเอกชนอีก 2 บริษัท ซึ่งทำหน้าที่เป็นช่องทางการรับ-ส่งเงินและชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้กับขบวนการดังกล่าว

นอกจากนี้ DSI ยังตรวจพบหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่าเครือข่ายนี้มีกลุ่มคนดังอยู่เบื้องหลัง ทั้งนักการเมืองที่เป็นผู้จัดตั้งบริษัทโดยใช้ชื่อผู้อื่นถือหุ้นแทน (นอมินี) กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ และบุคคลในวงการบันเทิง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับชำระเงินและชวนลงทุน ตลอดจนร่วมกันส่งเสริมโบรกเกอร์ในกลุ่มประเทศนอกชายฝั่ง เช่น สหราชอาณาจักร หมู่เกาะเคย์แมน และเซนต์วินเซนต์ เพื่อหลีกเลี่ยงการกำกับดูแลของกฎหมายไทย ทำให้ยากต่อการดำเนินคดี

สำหรับการปูพรมตรวจค้นบริษัท 15 แห่ง และบ้านพักบุคคลผู้เกี่ยวข้อง 9 แห่ง คณะพนักงานสอบสวนสามารถตรวจยึดของกลางและอายัดสินทรัพย์มูลค่ามหาศาล ประกอบด้วย เงินสดจำนวน 65,270,000 บาท, รถยนต์หรู 5 คัน, รถยนต์ทั่วไป 15 คัน, รถจักรยานยนต์ 4 คัน, วัตถุคล้ายทองคำแท่งและทองรูปพรรณน้ำหนักรวม 50 บาท, เงินแท่ง 12 กิโลกรัม, นาฬิกาหรู 113 เรือน, กระเป๋าแบรนด์เนมมากกว่า 40 ใบ, อาวุธปืนพร้อมกระสุน และอุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์ 55 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง รวมถึงกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล อีกจำนวน 4 ชิ้น

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบทางเทคนิค ยังพบร่องรอยการทุจริตผ่านระบบเทรด เช่น การควบคุมราคา การหน่วงเวลา และการล็อกคำสั่งซื้อขายเพื่อโกงเงินผู้ลงทุน ซึ่งเข้าข่ายความผิดร้ายแรงตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับ

ทั้งนี้ DSI ได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพอาจเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงไปอ้างการเทรดทองคำหรือสินทรัพย์ประเภทอื่นเพื่อเลี่ยงกฎหมาย และขอให้ผู้เสียหายในคดีนี้เร่งติดต่อประสานงานข้อมูลกับกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเยียวยาต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...