โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สภาพัฒน์ เปิด 5 กลุ่มเศรษฐกิจแจ๊กพอตแตก เจอพิษสงครามตะวันออกกลาง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 เรื่องผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย โดยประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากความขัดแย้งดังกล่าว หากยังคงยืดเยื้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคง ทางพลังงาน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง

ส่งผลให้ราคาพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ ปุ๋ย และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและพลาสติกในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายปี ซึ่งความผันผวนดังกล่าวได้กลายเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม และเป็นปัจจัยเร่งให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ จะส่งผ่านกลุ่มต่าง ๆ ที่สำคัญ ประกอบด้วย 1. ด้านอุปทานและราคาพลังงาน 2. ด้านห่วงโซ่การผลิต 3. ด้านการค้าระหว่างประเทศ 4. ด้านการท่องเที่ยว และ 5. ด้านตลาดเงินตลาดทุน สรุปได้ดังนี้

ผลกระทบต่ออุปทาน-ราคาพลังงาน

ผลกระทบด้านพลังงานของแต่ละประเทศ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับสัดส่วนการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง โดยพบว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง โดยประเทศไทยมีการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงถึง 46.8% ในปี 2568 โดยเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบ 59% และก๊าซธรรมชาติ 24.3% ต่อการนำเข้าทั้งหมด

ขณะที่การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อระดับราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย แม้ว่าในช่วงแรกรัฐบาลได้มีนโยบายที่จะตรึงราคาพลังงานภายในประเทศเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ตาม โดยการเพิ่มขึ้นของระดับราคาพลังงานมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภาคครัวเรือนของไทยมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เนื่องจากตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภคของไทยก็มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายพลังงานประมาณ 14% สูงสุดในภูมิภาค

อีกทั้งเศรษฐกิจยังได้รับผลกระทบที่ส่งผ่านจากต้นทุนในสาขาการผลิตที่มีต้นทุนน้ำมันในสัดส่วนที่สูง ได้แก่ ประมง การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน อุตสาหกรรมเคมี การไฟฟ้าและการประปาและการผลิตโลหะขั้นมูลฐาน เช่นเดียวกับภาคการผลิต เช่น การผลิตปุ๋ยเคมี การก่อสร้าง การค้าส่ง และการผลิตผลิตภัณฑ์ คอนกรีตและซีเมนต์ เป็นต้น ทำให้เผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและมีแนวโน้มที่จะส่งผ่านต้นทุนมาสู่ผู้บริโภคผ่านการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการต่อไป

ผลกระทบห่วงโซ่อุปทานการผลิต

สถานการณ์ตะวันออกกลาง ยังส่งผลกระทบต่อวัตถุดิบอื่นที่ไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ แนฟทา ซึ่งนำเข้า 90.20% ของการนำเข้าทั้งหมด รวมทั้งโพรเพน เอทิลีน โพรพิลีน และก๊าซฮีเลียม ซึ่งการขาดแคลนวัตถุดิบดังกล่าวจะ ส่งผลอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทยทั้งภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม โดยภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบโดยตรงรุนแรงที่สุด ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบปิโตรเลียมและปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบหลัก

ผลกระทบภาคการเกษตร

สำหรับภาคการเกษตรได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงของการขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตปุ๋ยเคมี รวมถึงระดับราคา ปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืชที่เพิ่มสูงขึ้น โดยประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากประเทศในตะวันออกกลางถึง 71.4% ของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยยูเรียทั้งหมด ประกอบกับประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชสูงถึง 40.84%

ขณะที่ข้อมูลสต็อกปุ๋ยยูเรียคงคลัง ณ กลางเดือนมี.ค. 2569 ประมาณ 6.5 ล้านกระสอบ (0.32 ล้านตัน)

ประกอบกับที่มีการนำเข้าเพิ่มเติมในเดือนเม.ย.2569 อีก ประมาณ 2.0 ล้านกระสอบ (0.10 ล้านตัน) จึงทำให้มีปริมาณสต็อกคงเหลือ 8.5 ล้านกระสอบ (0.42 ล้านตัน) คาดว่าจะเพียงพอใช้งานถึงสิ้นเดือนส.ค. 2569 เท่านั้น

ผลกระทบการค้าระหว่างประเทศ

การส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ในปี 2568 มีมูลค่ารวม 339,635 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 3.7% ของการส่งออกของไทยทั้งหมด โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ในเดือนมีนาคม 2569 ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ สัดส่วนสูงสุด 35.4% รองลงมาคือ อัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ

ส่วนการนำเข้าของไทยจากตะวันออกกลาง มีมูลค่ารวม 344,943 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 8.1% ของการนำเข้าทั้งหมด โดยมีสินค้านำเข้าที่สำคัญ เช่น เครื่องเพชรพลอย อัญมณีเงินแท่งและทองคำ น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น หากสถานการณ์ยังยึดเยื้อจะส่งผลให้การส่งออกสินค้าไทยได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อในตลาดส่งออกที่ลดลง

ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลางในปี 2568 มีสัดส่วน 3.7% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวในระดับสูง แต่เดือนมี.ค.-เม.ย. 2569 นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคดังกล่าวลดลง เหลือ 32,815 คน และ 45,990 คน ตามลำดับ

ด้านรายได้จากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางในไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ที่ 0.176 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.87% ของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และลดลง 6.4%

ผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุน

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนผันผวนและทำให้นักลงทุนปรับเปลี่ยนการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น

ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ปรับลดลงเนื่องจากเป็นสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yields) ยังปรับเพิ่มสูงขึ้นจากความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มที่จะทำให้ช่องว่างในการดำเนินนโยบายการคลังของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งไทยลดลง

ขณะเดียวกันแรงกดดันเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจนส่งผลให้ธนาคารกลางสำคัญ ๆ อาจมีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นหรือคงดอกเบี้ยในระดับสูงไว้นานกว่าเดิม แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนในระยะต่อไปมีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อตลาดที่มีความอ่อนไหวต่อนักลงทุนสูง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่อาจเผชิญกับทั้งปัญหาค่าเงินอ่อนค่า เงินทุนไหลออก และต้นทุนกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุนี้ในการดำเนินนโยบายเพื่อรับมือผลกระทบหากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ โดยประเทศที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรง คือ ประเทศที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ รวมถึงมีช่องว่างการดำเนินนโยบายการคลังน้อย โดยประเทศที่มีเสถียรภาพระหว่างประเทศอ่อนแอมีความเสี่ยงต่อการไหลออกของเงินทุนจนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนได้ อาทิ มาเลเซียและเวียดนาม ขณะที่ประเทศที่มีช่องว่างทางการคลังในระดับต่ำจะเผชิญกับข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายเพื่อรองรับผลกระทบ ทั้งไทย มาเลเซียและฟิลิปปินส์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...