“สี จิ้นผิง” เผยยอมรับไม่ได้ หากเกิดการใช้กำลังทหารในตะวันออกกลางอีกครั้ง
"สี จิ้นผิง" เผยยอมรับไม่ได้ หากเกิดการใช้กำลังทหารในตะวันออกกลางอีกครั้ง ย้ำจุดยืนเรียกร้องหยุดยิง-เจรจาทางการทูต หลังทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่านในอีกไม่กี่วัน หากไร้ข้อตกลง
วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 12.52 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เตือนว่าการกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลางเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ระหว่างการหารือกับวลาดีมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่กรุงปักกิ่ง ขณะที่ทั้งสองฝ่ายพยายามตอกย้ำความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ ท่ามกลางสงครามในยูเครนและอิหร่านที่กำลังเขย่าระเบียบโลก
สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า ผู้นำทั้งสองหารือประเด็นตะวันออกกลางระหว่างการประชุมที่มหาศาลาประชาชน โดยสีจิ้นผิงย้ำจุดยืนเรียกร้องหยุดยิง พร้อมเตือนว่าการกลับมาสู่สงครามจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
“การหยุดยิงอย่างครอบคลุมเป็นสิ่งจำเป็น การกลับมาทำสงครามยิ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และการยึดมั่นในการเจรจามีความสำคัญอย่างยิ่ง” สี จิ้นผิง กล่าว
คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าอาจกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งภายในไม่กี่วัน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติสงครามได้
ก่อนเริ่มการหารือสี จิ้นผิง ให้การต้อนรับปูตินอย่างสมเกียรติที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ด้วยพิธียิงสลุต 21 นัด วงดุริยางค์ทหาร และเด็ก ๆ ที่ถือธงจีน-รัสเซียร่วมต้อนรับ คล้ายกับพิธีที่จีนใช้ต้อนรับทรัมป์เมื่อสัปดาห์ก่อน
รัสเซียและจีน ซึ่งถือเป็นสองประเทศที่สนับสนุนอิหร่านมากที่สุด กำลังเผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงที่สงครามในตะวันออกกลางอาจปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังทรัมป์เปิดเผยว่า เขาชะลอแผนโจมตีอิหร่านตามคำร้องขอของพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย
ปูตินกล่าวระหว่างเปิดการประชุมว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและจีนอยู่ในระดับไม่เคยสูงเท่านี้มาก่อน พร้อมเรียกสี จิ้นผิง ว่ามิตรสหายที่รัก และย้ำว่ารัสเซียยังคงเป็นผู้จัดหาพลังงานที่เชื่อถือได้ให้จีน
“ในสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ตึงเครียดเช่นนี้ ความร่วมมือใกล้ชิดของเรายิ่งมีความจำเป็น” ปูตินกล่าว
ด้านสีจิ้นผิงระบุว่า ความสัมพันธ์จีน-รัสเซียพัฒนาได้เพราะทั้งสองฝ่ายร่วมกันเสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมืองและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมเรียกร้องให้ร่วมกันสร้างระบบธรรมาภิบาลโลกที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลมากขึ้น ท่ามกลางการครอบงำฝ่ายเดียวที่กำลังลุกลาม ซึ่งถูกมองว่าเป็นการพาดพิงถึงสหรัฐ
หนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือ คือ โครงการท่อส่งก๊าซ “Power of Siberia 2” ที่รัสเซียหวังใช้ส่งก๊าซเพิ่มเติมไปยังจีน หลังยุโรปลดการพึ่งพาพลังงานจากมอสโกจากผลของสงครามยูเครน
รัสเซียหวังว่าวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะทำให้จีนยืดหยุ่นมากขึ้นในการเจรจาราคาก๊าซสำหรับโครงการดังกล่าว
ทั้งสองฝ่ายยังเตรียมลงนามเอกสารความร่วมมือราว 40 ฉบับ ครอบคลุมด้านพลังงาน เกษตร วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อวกาศ และปัญญาประดิษฐ์ โดยคณะผู้แทนรัสเซียครั้งนี้มีทั้งผู้บริหารจาก Gazprom, Rosatom และ Roscosmos ร่วมเดินทางมาด้วย
ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก รัสเซียยิ่งพึ่งพาจีนมากขึ้น โดยบลูมเบิร์กเคยรายงานว่ารัสเซียนำเข้าเทคโนโลยีที่ถูกคว่ำบาตรกว่า 90% ผ่านจีน
อย่างไรก็ตามจีนยังพยายามรักษาสมดุลทางการทูต โดยแม้จะไม่ประณามการรุกรานยูเครนของรัสเซีย แต่ก็ยังคงย้ำหลักอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และบทบาทของสหประชาชาติ
นักวิเคราะห์ มองว่า แม้สหรัฐจะพยายามดึงรัสเซียออกจากอิทธิพลของจีน แต่ปูตินแทบไม่มีแรงจูงใจที่จะถอยห่างจากปักกิ่ง ขณะที่จีนเองก็ยังต้องการรักษารัสเซียไว้เป็นพันธมิตรสำคัญในการถ่วงดุลอำนาจสหรัฐและผลักดันระเบียบโลกหลายขั้ว (Multipolar World Order)
อ้างอิง : www.bloomberg.com