โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ศุภจี’ รับงบฯมีจำกัด พร้อมเผชิญความท้าทาย 4 ด้าน

เดลินิวส์

อัพเดต 30 มิถุนายน 2569 เวลา 3.57 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
‘ศุภจี’ร่ายยาวยอมรับงบฯมีจำกัด เผยพร้อมเผชิญความท้าทาย 4 ด้าน วอนเพื่อนสมาชิก ดูภาพรวม แก้ปัญหาที่โครงสร้าง ชี้บางเรื่องไม่ได้แก้ได้ในวันเดียว ต้องใช้เวลา ยันรัฐบาลบูรณาการหลายหน่วยงาน พยุงราคาสินค้าเกษตร - แก้นอมินี ทุนเทา - สมดุลการค้า - ใช้เอไอ

เมื่อเวลา18.37น.วันที่ 29มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรก

โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ลุกขึ้นชี้แจงร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ว่า วันนี้ต้องขอบคุณที่ให้คำแนะนำและทำบัญชีแนะต่อร่างงบประมาณในปีนี้ เราอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ได้มีเงินมากนัก งบประมาณมีความจำกัดเนื่องด้วยโครงสร้างที่ต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนาน วันนี้ความท้าทายที่เรามีอยู่มากมายทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความตึงตัว การค้าขายวันนี้มีความยากลำบากมากเพราะมีการแบ่งขั้วอำนาจกัน ซึ่งแต่ละขั้วมีความต้องการ ที่จะผลักดันนโยบายของตัวเอง ออกไปยังประเทศต่าง ๆ ให้ทำตาม เราไม่ได้เป็นประเทศขนาดใหญ่ เราต้องอยู่ตรงกลางที่มีความสมดุลมากที่สุด ทำงานกับทุกคนได้มากที่สุดในเรื่องความท้าทายที่หนึ่ง ทำให้เราขยับซ้ายก็ยากขยับขวาก็ยากและจะทำอย่างไรให้เราอยู่ได้ในสถานการณ์ที่ภูมิรัฐศาสตร์ของโลกเป็นเช่นนี้ ความท้าทายที่สอง ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้พลังงานมีราคาที่ผันผวนมีราคาสูง แม้ตอนนี้จะมีความเป็นไปได้ในการสงบศึกแต่ก็ทราบดีว่าเรื่องนี้มีความไม่แน่นอน โครงสร้างพื้นฐานของพลังงานก็ถูกทำลายลงไป ส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินงานในภาคเกษตรกรหรือผู้ประกอบการรายเล็กรายใหญ่ภาคขนส่งมีความตึงตัว

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ความท้าทายที่สาม ที่เราต้องยอมรับคือโครงสร้างของทรัพยากรมนุษย์ เรามีประชากรอายุมากขึ้น อยู่ในสังคมสูงวัยเต็มรูปแบบเด็กที่เข้ามาในระบบน้อยลง ซึ่งเราต้องเสริมสร้างทักษะให้ต่อสู้แข่งขันได้ และความท้าทายที่สี่เรื่องโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่เราอยู่ในประเทศติดกับดักรายได้ปานกลาง มาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเรามีความต้องการที่จะยกตัวเองออกจากตรงนี้ ด้วยความท้าทายทั้งหลาย และงบประมาณที่รัฐบาลมีจำนวนจำกัดอย่างนี้ สิ่งที่เราต้องทำไปพร้อมกันและหลีกเลี่ยงไม่ได้คือต้องทำทั้งแก้ระยะสั้นและวางโครงสร้างเพื่อตอบสนองระยะยาว ทั้งวันที่ได้รับฟัง สมาชิกได้อภิปรายแนะนำมาหลายคน แต่เป็นปัญหาระยะสั้นทั้งนั้น ปัญหาที่เราเผชิญอยู่ตอนนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นแต่เรื้อรังยาวนาน เราต้องแก้สั้นให้ได้แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่เราจะแก้ได้ทันที ด้วยงบประมาณที่จำกัดก็ต้องแก้เรื่องโครงสร้างระยะยาวด้วยเช่นกัน

"สิ่งที่ดิฉันและคณะรัฐบาลพยายามจะทำก็คือทำทั้ง 2 เรื่องไปด้วยกันในงบประมาณและระยะเวลาที่จำกัดแต่ก็ต้องทำให้กระจายตัวให้ทั่วถึงด้วยเช่นกันดูแลเรื่องนโยบายหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลค่าครองชีพ ซึ่งในมุมของกระทรวงพาณิชย์เราได้มีการบูรณาการประสานกับหลายกระทรวงที่ดูแล เรื่องลดค่าครองชีพ ท่านคงคุ้นเคยดีเพราะดิฉันได้ออกมาทำเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงต้น ที่เรามีปัญหาประเด็นวิกฤตตะวันออกกลาง ก็คือไทยช่วยไทย " นางศุภจี กล่าว

นางศุภจี กล่าวว่า ในเรื่องสินค้าเกษตรซึ่งตนให้ความสำคัญและสนใจอย่างยิ่ง วันนี้สินค้าเกษตรสร้างรายได้ให้ประเทศไม่ถึง 10% แต่เรามีรายงานในภาคเกษตรกรรม 30 % ถ้าเราแก้ปัญหาตรงนี้ได้ช่วยคน หนึ่งในสามของประเทศได้เลยทีเดียว ในเรื่องสินค้าเกษตรเราต้องแก้ทั้งระบบซึ่งต้องดูตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำซึ่งตรงนี้เป็นหัวใจสิ่งที่เราต้องแก้ในการแปรรูป ซึ่งเรามีการตั้งล้งชุมชนแล้ว และปลายน้ำคือด้านการตลาด ซึ่งตนได้ทำโดยเฉพาะในเรื่องผลไม้ทุเรียนซึ่งได้รับคำแนะนำและคำวิพากษ์วิจารณ์หลายคน ซึ่งเรารู้ว่าปีนี้ทุเรียนออกมามากกว่าปกติ 30% และด้วยภูมิอากาศจะออกมาลูกเล็กกว่าปกติจึงต้องรีบทำการตลาดล่วงหน้า ซึ่งราคาเรายังอยู่ในสถานการณ์ที่ดูแลได้ไม่มีปัญหาเหมือนเพื่อนบ้าน

"จึงอยากจะเรียนว่าการแก้ปัญหาอย่ามองเพียงจุดเดียว ต้องมองทั้งโครงสร้างและต้องแก้ก่อนปัญหาจะเกิด ท่านอาจจะคุ้นชินว่าเราต้องรอให้เกิดปัญหาก่อนเข้าไปแก้เราไม่มีงบประมาณขนาดนั้นการที่เราทำการตลาดล่วงหน้าหรือแก้ปัญหาก่อนจะเกิดเราไม่ได้ใช้งบประมาณอันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่อยากจะเรียนให้ทราบ ถึงการทำทั้งโครงสร้าง " นางศุภจีกล่าว

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ขอยกตัวอย่าง ราคาสินค้าพืชผลปัจจุบัน มีสินค้าบางตัวที่ราคาลดลง เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หากดูจากภาพรวมทั้งหมด สินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้นแทบทุกตัว พร้อมยกตัวอย่างราคาข้าวเปลือกที่ขณะนี้โตเพิ่มขึ้น โดยยอมรับว่ายังมีบางผลิตผลที่ทำได้ไม่ดี ตนเองเข้าใจ และเห็นใจเกษตรกร ซึ่งต้องเข้าไปดูแล แต่ก็มีหลายสินค้าที่ไปได้ด้วยดี ทั้งนี้ เราพยายามทำให้สินค้าเกษตรไม่ล่มสลายลงไป อยากให้ช่วยกันดูในภาพรวมด้วย ราคาทั้งหมดนี้คือราคาค่าเฉลี่ย ตนเองไม่ได้บอกว่าเราทำดีที่สุดแล้ว แต่เราไม่ทำให้เรือลำนี้ที่ดูแลเรื่องสินค้าเกษตรล่มไป พยายามทำให้โคลงน้อยที่สุด เพื่อทำให้พืชผลเกษตรยังอยู่รอดได้ในสถานการณ์โลกที่การค้าขายมีความยากลำบาก และเราต้องพยายามปรับตัวทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำซึ่งต้องใช้ระยะเวลาทุกอย่างไม่สามารถแก้ได้ภายในวันเดียว

นางศุภจี กล่าวว่า ขณะที่เรื่องข้าว ปีนี้สถานการณ์ดีพอสมควร เพราะเรามีอุปทานเกินน้อยลงกว่าปีที่แล้ว และเรามีการเตรียมพร้อม รักษาเสถียรภาพข้าว และเกษตรกรหลายคนบอกว่าราคาข้าวดีจริง แต่ตอนนี้อาจจะไปอยู่ในมือของโรงสี หรือผู้ที่ส่งออก หน้าที่เราคือการพยุงรักษาศักยภาพราคาให้มากที่สุด ตามกลไก และงบประมาณที่เรามีอย่างจำกัด อย่างการใช้ข้อมูลเทคโนโลยีมาช่วยปรับว่าพื้นที่ไหนมีอุปทานเกิน ก็ต้องรีบเข้าไปซื้อนำตลาด เพื่อให้เกษตรกรเก็บในช่วงจังหวะเวลาที่ราคาดีขึ้น เราก็มีโครงการช่วยชะลอข้าวให้ออกมาเป็นสินเชื่อต่าง ๆ และเราพยายามปรับการยกระดับเข้าไทยให้มีคุณค่ามากขึ้น ใช้คำว่าข้าวเศรษฐกิจอนาคต หรือข้าวปราณีต โดยได้มีการพูดคุยกันปรับพื้นที่ท้ายไร่ โดยให้กรมวิชาการเกษตร และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปชี้ว่าพื้นที่นั้นปลูกพืชเศรษฐกิจอะไรได้บ้าง และพาณิชย์จังหวัดเข้าไปร่วมกันดูพยายามให้เกษตรกรเปลี่ยนพื้นที่ไทยไร่ ประมาณ 5 - 10 ไร่ว่า ได้ผลผลิตดีขึ้นหรือไม่ โดยพาณิชย์จะหาตลาดรองรับให้เลย และส่งออกให้ด้วยจะได้มีกำลังใจในการปรับเปลี่ยน และสร้างคุณค่าเพิ่มขึ้นในพื้นที่ แต่หากใครไม่พร้อมเปลี่ยน ก็ว่ากัน อาจจะไม่จำเป็นต้องปลูกเพื่ออื่น แต่อาจจะเปลี่ยนพันธุ์ข้าวที่เราให้ความสำคัญกับพันธุ์ข้าวที่ดีมีประสิทธิภาพ และผลผลิตมากขึ้น ซึ่งได้มีการนำร่องไปแล้ว 200 ชุมชน ได้พูดคุยแล้วว่าในแต่ละชุมชนขาดอะไร เราพยายามทำให้ชุมชนเข้มแข็งมากขึ้น และทำให้เกิดการยกระดับราคาข้าว รวมไปถึงมีการตั้งเป้าในปีนี้ว่าจะได้ 466 ชุมชน ถ้าไม่เริ่ม คงไม่ได้อะไร นอกจากจุดเล็ก ๆ จะทำให้เกษตรกรและอยากเปลี่ยนแปลงเพื่อทำให้เกิดความสำเร็จมากขึ้นมากขึ้น

นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนเรื่อง SME เป็นปัญหาใหญ่ เพราะเศรษฐกิจของเราต้องโตด้วยผู้ประกอบการรายเล็ก เรามีนโยบายดูแลเรื่องนี้ เป็นหน้าที่ที่เราต้องช่วยดูแลให้ SME เติบโตได้ รายได้ที่ส่งต่อให้ประเทศเมื่อเทียบสัดส่วนต่อจีดีพี กลุ้มเอสเอ็มอีทำรายได้อยู่ที่ 35% ตนเองเชื่อว่าเป้าหมายอยากทำให้รายได้ที่มาจากเอสเอ็มอี โตมากกว่านี้ซัก 40% ในช่วงที่รัฐบาลพยายามผลักดันนโยบายที่เกี่ยวข้อง และทำให้เราหลุดจากกรอบรายได้ปานกลางได้ ซึ่งเราต้องทำทั้งเรื่องการฝึกทักษะ หลายหน่วยงาน อีกทั้ง ยังมีการพูดอภิปรายว่า เรามีแต่การวัดจำนวนคน แต่ตนเองขอถามว่าไม่เริ่มจากคน แล้วจะไปเริ่มจากอะไร โดยการวัดผลสัมฤทธิ์ต้องวัดอย่างอื่นด้วย เช่น รายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ และจนถึงเดือนพฤษภาคม เราฝึกไปแล้ว 55,400 กว่าราย และคนที่มาอยู่ในโปรแกรมที่เราพยายามพัฒนาทักษะก็เข้ามาแล้วกว่า 300,000 ราย ซึ่งต้องทำอย่างอื่นร่วมด้วย ต้องสร้างโอกาส และที่เริ่มต้นนำร่อง 2,000 ราย เป็นเพราะเรามีงบประมาณจำกัด เราก็จะต้องทำต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องทำ พ.ร.ก. เงินกู้ เพื่อสร้างศักยภาพให้กลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งต้องไปของบประมาณมาช่วยเสริมให้มีความสามารถขึ้นแพลตฟอร์มได้ รวมไปถึงให้หน่วยงานคิดว่าค่าจีพีของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ว่าคิดอย่างไร และจริง ๆ แล้วเป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งจะต้องศึกษาเรื่องนี้ จะลดได้มากแค่ไหน เราไม่ได้มีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง เพราะเป็นการค้าเสรี สิ่งที่เราต้องทำคือกลไกของ สคบ. ในการดูแลควบคุม รวมไปถึงยังมีการมีนโยบายให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้และขยายเครือข่ายสร้างผู้ประกอบการทางธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งสร้างรายได้มากกว่า 200,000 ล้านบาท

นางศุภจี กล่าวว่า เรื่องนอมินีเราให้ความสำคัญมาก ซึ่งได้มีการเซ็นเอ็มโอยูร่วมกันกับ 23 หน่วยงานภาครัฐ ในการปราบปรามนอมินี และทุนเทา และภายหลังจากออกมาตรการ ก็ป้องกันการจดทะเบียนการตั้งบริษัทชื่อลดลงไปแล้วกว่า 51.05% และเดือนสิงหาคม ทางผู้ที่รับเงินจะต้องยื่นหลักฐานมาด้วยน่าจะลดความเสี่ยงของบริษัทนอมินีได้มากขึ้น สำหรับสถิติการจัดตั้งบริษัทใหม่ และนำไปเป็นบัญชีม้านั้น ก็นำข้อมูลมาใส่ในกรมธุรกิจการค้า หากมาขอจดทะเบียนบริษัท เราก็จะจดทะเบียนให้ เช่นเดียวกันกับข้อมูลของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาดูประกอบด้วย จากสถิติปีที่แล้ว 549 บริษัทแต่ตั้งแต่ต้นปีจนถึง 30 เมษายน มีเพียงแค่ 10 บริษัท รวมไปถึงการลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจนอมินีมากยิ่งขึ้นด้วย ตรวจสอบพื้นที่เชิงลึก 35 พื้นที่ 11 จังหวัด ย้ำว่าเราตั้งใจดูแลไม่ให้ SME ถูกเอารัดเอาเปรียบ นอกจากนี้ เราได้ส่งข้อมูลไปให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งกรมสรรพากร กรมที่ดิน ชุดเฉพาะกิจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ

นางศุภจี ยังกล่าวถึงการดำเนินนโยบายในการสร้างสมดุลส่งออก ทั้งการเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกา และยังรักษาตลาดเดิม เพราะตลาดก็เป็นตลาดที่เรานำเข้าเป็นอันดับหนึ่ง เพราะเราขาดดุลค่อนข้างเยอะ เช่นการเจรจากับจีนเรื่องการเข้ามาลงทุนในไทยให้ใช้ผลผลิตจากประเทศไทยรวมไปถึงการเจรจาเอฟทีเอด้วย ต้องเปิดตลาดการส่งออกใหม่ ๆ ด้วย ขณะที่เรื่องข้าว หนึ่งในสามส่งไปสองประเทศหลักคือสหรัฐอเมริกาและจีน แต่ก็ถือว่าเสียงเพราะทั้งสองประเทศ เป็นประเทศที่มีหลักการเรื่องการค้าไม่เหมือนกัน ดังนั้น ต้องทำให้มีความสมดุลมากยิ่งขึ้นในการหาตลาดใหม่ และส่งออกไปตะวันออกกลางได้น้อย เพราะส่งอิรักไม่ได้ เนื่องจากปัญหาการสู้รบจึงต้องหาตลาดใหม่ อย่างมาเลเซียและแอฟริกาใต้

นางศุภจี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เรายังมีการยกระดับเทคโนโลยี ในการให้บริการ เรามีโครงการนำร่องมากมาย ซึ่งไม่ได้ใช้งบประมาณ แต่ใช้วิธีการบูรณาการภายในกระทรวงและใช้งบประมาณเล็กน้อย ในการใช้ AI มาช่วยพัฒนาธุรกิจการค้าในการตรวจสอบความเสี่ยงอย่างที่บอกในข้างต้น กรมทรัพย์สินทางปัญญา มาช่วยทำให้กระบวนรวดเร็วมากขึ้น เป็นตัวอย่างที่ตนเองยกมาเพื่อให้เรามีความโปร่งใส และตอบสนองได้อย่างแม่นยำ ทั้งนี้ เรายังประสานร่วมมือกันไปกับ 4 กระทรวงทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการนำข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่เพื่อให้มีความแม่นยำมากขึ้นว่าพื้นที่ไหนมีอุปทานเกิน เพื่อให้พาณิชย์จังหวัด มาซื้อสินค้านำตลาดเพื่อพยุงให้ราคาสินค้าแก้เกษตรไม่มีปัญหามากนัก

”วันนี้โลกเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ เราพยายามทำงานทั้งแก้ปัญหาระยะสั้น และแก้โครงสร้างในระยะยาวไปพร้อมกัน ในเวลา และงบประมาณที่เรามีอยู่อย่างจำกัด ก็ขอความเข้าใจและขอรับคำแนะนำของทุกคนเพื่อทำให้นโยบายของเราตอบโจทย์ให้มากที่สุด“ นางศุภจี กล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...