กุนซือ ‘สุริยะ’ ต้านนำเข้าข้าวโพด GMO หวั่นซํ้ารอยถั่วเหลืองไทย
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของระเบียบการค้าโลกและแรงกดดันจากมาตรการทางการค้า โดยเฉพาะนโยบายภาษี ของโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มาถึงสินค้าเกษตรไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้วางยุทธศาสตร์เชิงรุกผ่านการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเพื่อรับมือกับโจทย์หินรอบด้าน
หนึ่งในตัวแปรสำคัญคือการสร้างความสมดุลระหว่างความอยู่รอดของเกษตรกรต้นนํ้ากับความต้องการของอุตสาหกรรมปลายนํ้า ท่ามกลางประเด็นร้อนเรื่องการนำเข้าข้าวโพดตัดแต่งพันธุกรรม(GMO) และวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนเกิดคำถามว่านโยบายรัฐกำลังเดินมาถูกทางหรือไม่ หรือกำลังซํ้ารอยบทเรียนความล้มเหลวของ “ถั่วเหลือง” ในอดีต
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะคณะกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญฯ ที่มีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มาเปิดมุมมองถึงแผนการปกป้องเกษตรกรฐานราก พร้อมเผยยุทธศาสตร์การสร้างพืชเศรษฐกิจใหม่ จาก “ปู” สู่ “ชา-โกโก้ -กาแฟพรีเมียม” เพื่อยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก
กางแผนลับ ลั่นไม่ยอมซํ้ารอยถั่วเหลือง
นายทรงศักดิ์ กล่าวถึง ทิศทางการบริหารภาคเกษตรไทยว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังเร่งวางรากฐานเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะการรับมือกับแรงกดดันจากการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งหาข้อสรุปอย่างรอบคอบ
ทั้งนี้ไม่เห็นด้วยกับการนำเข้าข้าวโพด GMO แม้ภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์จะมองว่าเป็นทางออกในการลดต้นทุนระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจสร้างผลกระทบรุนแรงต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในประเทศ และท้ายที่สุดจะลุกลามไปถึงผู้ประกอบการปศุสัตว์รายย่อยที่อาจสูญเสียอำนาจต่อรองทางการตลาด
“ประเทศไทยเคยมีบทเรียนจากกรณีถั่วเหลืองมาแล้ว จากการปล่อยให้การนำเข้าเข้ามาแทนที่การผลิตภายในประเทศ จนทำให้ถั่วเหลืองไทยแทบหายไปจากระบบ หากวันนี้ปล่อยให้ข้าวโพดเดินซํ้ารอยเดิม เกษตรกรไทยจะไม่สามารถอยู่รอดได้ และรัฐบาลเองก็ไม่อาจใช้งบประมาณอุดหนุนได้ตลอดไป”
วอนรัฐอย่าเอาเกษตรกรแลกดุลการค้า
นายทรงศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตต่อนโยบายการนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐที่มีต่อไทย โดยชี้ว่า ในปี 2565 ช่วงวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทยยังสามารถดำเนินต่อได้ด้วยวัตถุดิบภายในประเทศ แต่ในปี 2567 การนำเข้าข้าวสาลีกลับพุ่งสูงถึง 2.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากในอดีต ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาข้าวโพดและข้าวเปลือกในประเทศ
ขณะเดียวกัน ยังมีกระแสข่าวว่ามีการผลักดันให้มีการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ เพิ่มอีก 1-3 ล้านตัน เพื่อแก้ปัญหาดุลการค้า มองว่าเป็นการผลักภาระให้เกษตรกรต้องรับผลกระทบ แทนที่จะเลือกนำเข้าสินค้าที่ไทยขาดแคลนจริง เช่น ถั่วเหลือง
“ทำไมเกษตรกรต้องเป็นฝ่ายแบกรับภาระ ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมได้ประโยชน์จากการลดการขาดดุลการค้า มันไม่เป็นธรรมที่จะโยนความผิดให้เกษตรกรว่าไม่ปรับตัว ทั้งที่เกษตรกรคือกลุ่มที่แบกรับต้นทุนทางอ้อม ทั้งค่านํ้ามันและปัจจัยการผลิตมากที่สุด” นายทรงศักดิ์ กล่าว
ส่วนแนวโน้มมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ หรือ “ภาษีทรัมป์” รวมถึงประเด็นการนำเข้าเนื้อหมู นายทรงศักดิ์ระบุว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เริ่มศึกษาผลกระทบอย่างใกล้ชิดแล้ว โดยเห็นว่าการจำกัดโควตานำเข้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากยังมีการลักลอบนำเข้าหรือสินค้าจากประเทศอื่นทะลักเข้ามาเพิ่มเติม
เบื้องต้น กระทรวงฯ จะใช้แนวทางสร้างจุดสมดุล โดยเชิญตัวแทนเกษตรกร กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และกรมปศุสัตว์ มาหารือร่วมกัน เพื่อประเมินความต้องการใช้วัตถุดิบที่แท้จริง และกำหนดความรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ปล่อยให้เกษตรกรต้องเผชิญวิกฤต
ปั้นพืช ศก.ใหม่ “ปู-ชา-กาแฟ” ยกระดับรายได้
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ ยังมีนโยบายส่งเสริมพืชและสัตว์เศรษฐกิจใหม่ที่มีมูลค่าสูง เช่น การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปูให้มีอัตรารอดสูงขึ้นและขยายพื้นที่เลี้ยงไปสู่ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคอีสาน รวมถึงการพัฒนาชาและกาแฟไทยสู่ระดับพรีเมียม เพื่อเจาะตลาดโลกที่มีกำลังซื้อสูงอย่าง จีน และอังกฤษ
ทั้งการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจพันธุ์ใหม่ อาทิ ชา กาแฟ โกโก้ และพืชปาล์ม ซึ่งเป็นพืชที่ตลาดโลกให้ความสนใจสูง นอกจากนี้ยังครอบคลุมแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร การใช้ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงการพัฒนาวัคซีนในสัตว์กีบคู่เพื่อยกระดับมาตรฐานปศุสัตว์ไทย ผลการหารือจะถูกนำไปใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนนโยบายเกษตรของรัฐบาล เพื่อยกระดับเศรษฐกิจภาคการเกษตรของประเทศในระยะต่อไป
ลุ้นรัฐเคาะช่วยไร่ละ 2,000 บาท ฝ่าวิกฤตต้นทุนพุ่ง
นายทรงศักดิ์ กล่าวถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการให้รัฐบาลพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ รับเงินสูงสุด 4 หมื่นบาท ว่า ยอมรับปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากกำลังเผชิญภาวะขาดทุนจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งราคาปุ๋ยและนํ้ามันที่ยังทรงตัวในระดับสูง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการเพาะปลูกและรายได้ของเกษตรกรทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม การพิจารณามาตรการช่วยเหลือดังกล่าว ยังจำเป็นต้องประเมินศักยภาพด้านงบประมาณของรัฐบาลอย่างรอบคอบ เนื่องจากเป็นภาระงบประมาณจำนวนมาก ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ขณะนี้ทีมที่ปรึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งประเมินแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้อย่างตรงจุด ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลังของประเทศ
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,205 วันที่ 31 พฤษภาคม - 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569