โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

นักเศรษฐศาสตร์ผ่าบทเรียน 10 ปี 'ประกันสุขภาพข้าราชการ' เริ่มดีแต่ไม่สะเด็ดน้ำ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

แนวคิดการเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมบริหารสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งกำลังถูกหยิบยกกลับมาศึกษาอีกครั้ง แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เคยมีการหารือมาแล้วเมื่อราว 10 ปีก่อน

อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เนื่องจากเกิดความกังวลว่าจะกระทบสิทธิประโยชน์ของข้าราชการ ขณะที่ภาคเอกชนเองยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะออกแบบรูปแบบการบริหารที่เหมาะสม

ดร.จุฑาทอง จารุมิลินท ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า จุดเริ่มต้นของแนวคิดดังกล่าวเกิดจากการที่ภาครัฐมองเห็นแนวโน้มค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์ และต้นทุนการรักษาที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทั้งภาครัฐและภาคประกันภัยเอกชนต้องเผชิญเหมือนกัน

ความต่าง สวัสดิการของภาครัฐ Vs ประกันเอกชน

อย่างไรก็ตาม ระบบสวัสดิการของภาครัฐมีลักษณะแตกต่างจากประกันสุขภาพของภาคเอกชน เนื่องจากรัฐต้องดูแลข้าราชการไปตลอดชีวิต รวมถึงบุพการี คู่สมรส และบุตร ขณะที่ผลิตภัณฑ์ประกันของเอกชนส่วนใหญ่มีเงื่อนไขด้านอายุ ระยะเวลาคุ้มครอง หรือวงเงินคุ้มครองที่แตกต่างกัน จึงทำให้เกิดข้อกังวลว่าหากเอกชนเข้ามาดำเนินการ สิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการอาจถูกลดทอน

"ในช่วงนั้นเพียงแค่มีข่าวว่ามีการหารือกับภาคเอกชน ก็เกิดกระแสความกังวลทันที ทั้งที่ยังไม่มีข้อสรุปหรือรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร จึงทำให้เรื่องนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้" ดร.จุฑาทองกล่าว

ดร.จุฑาทองอธิบายว่า การหารือเมื่อสิบปีก่อนยังเป็นเพียงการพูดคุยในภาพกว้างเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ ไม่ใช่การตัดสินใจมอบหมายให้ภาคเอกชนเข้ามาบริหารระบบ แต่เมื่อข่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยเฉพาะฝ่ายข้าราชการ เกิดความกังวลว่าจะถูกลดสิทธิประโยชน์ ส่งผลให้การหารือยุติลงก่อนที่จะเข้าสู่การศึกษาเชิงลึก

ข้อมูลที่ต้องมี หากเริ่มศึกษารอบใหม่

สำหรับการศึกษารอบใหม่ ดร.จุฑาทองเห็นว่า หากภาครัฐต้องการประเมินความเป็นไปได้อย่างจริงจัง จำเป็นต้องเปิดให้ภาคเอกชนเข้าถึงข้อมูลที่มีความละเอียดมากกว่าข้อมูลด้านการเงินที่กรมบัญชีกลางจัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะข้อมูลด้านโรค แนวทางการรักษา การใช้ยา และต้นทุนการรักษา ซึ่งควรอยู่ในรูปแบบที่ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล แต่เพียงพอสำหรับการวิเคราะห์และออกแบบผลิตภัณฑ์หรือรูปแบบการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม

"ข้อมูลทางการเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากเอกชนจะเข้ามาออกแบบผลิตภัณฑ์ จำเป็นต้องเข้าใจรายละเอียดของโรค แนวทางการรักษา และรูปแบบการใช้บริการ เพื่อจะสามารถวิเคราะห์ต้นทุนและเสนอแนวทางที่ตอบโจทย์ภาครัฐได้" ดร.จุฑาทอง ย้ำ

พร้อมกล่าวต่อไปว่า ภาคเอกชนมีจุดแข็งด้านการบริหารจัดการประกันสุขภาพอยู่แล้ว ทั้งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Analytics) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยบริหารการเคลม ตรวจสอบความเหมาะสมของการรักษา และลดความซ้ำซ้อนของค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณด้านสุขภาพได้

เสนอเริ่มจาก "โครงการนำร่อง"

อย่างไรก็ตาม การเปิดให้เอกชนเข้ามาไม่ควรเริ่มจากการโอนทั้งระบบทันที แต่ควรดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจเริ่มจากการศึกษาเฉพาะกลุ่มโรคที่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง หรือจัดทำโครงการนำร่อง (Pilot Project) เพื่อให้ภาคเอกชนได้เรียนรู้ข้อมูลจริงและพิสูจน์ประสิทธิภาพของรูปแบบการบริหาร ก่อนพิจารณาขยายผลในอนาคต

ในระยะยาว ดร.จุฑาทองเห็นว่า แนวทางสำคัญในการควบคุมงบประมาณรักษาพยาบาลของข้าราชการ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผู้บริหารระบบ แต่ต้องปรับแนวคิดจากการรักษาเมื่อเจ็บป่วย ไปสู่การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (Preventive Care) ควบคู่กับการเชื่อมโยงฐานข้อมูลสุขภาพระหว่างหน่วยงาน เพื่อวิเคราะห์ต้นเหตุของค่าใช้จ่าย และกำหนดแนวทางบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้ประเทศไทยจะหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และต้นทุนเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ แต่หากสามารถบริหารจัดการข้อมูล พัฒนาระบบป้องกันโรค และกำหนดแนวทางใช้ทรัพยากรด้านการรักษาอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของภาระงบประมาณด้านสวัสดิการรักษาพยาบาลของภาครัฐในระยะยาวได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...