ตลกบนความตาย ‘Suicide Jokes’ ทำไมความคิดอยากตายกลายเป็นเรื่องขำขัน
ยืนรอรถไฟฟ้าบนสถานี ใจเผลอคิดโดดลงไปดีไหมหนอ ยืนทำอาหารอยู่ดีๆ ก็อยากลองลับคมมีดที่ลำคอ
คิดในใจเองเล่นๆ ก็ขำดี ออกท่าทางให้เพื่อนเห็นว่าจะแกล้งโดดลงไป ใครๆ ก็ขำด้วย แต่ลองแกะเสียงหัวเราะนั้นออก ลอกเปลือกชั้นนอกไป เราจะเจอกับไส้ในที่เรียกว่า ‘ความตาย’ หากผู้พูดหมายความตามนั้นจริง มีความคิดที่อยากจะจบสิ้นชีวิตนี้ ทำไมเราถึงยังคิดว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องตลกได้นะ
นี่สินะ สถานการณ์ที่ควรถามว่า ‘ผู้พูดรู้สึกอย่างไร?’ มากที่สุด คงเพราะเราคิดเอาว่าผู้พูดไม่ได้จะลาโลกไปจริงๆก็แค่เรื่องขำขันในวันเหนื่อยๆ ไม่อยากทำงานแล้ว เหนื่อยจัง ตายดีกว่า จะเก็บเอามาคิดมากทำไม
ตลกร้าย (Dark Humor) เหล่านี้ โดยเฉพาะสิ่งที่เรากำลังพูดถึงอย่าง Suicide Jokes ไม่ได้ขำขันกันแค่ในเฉพาะกลุ่ม แต่มันเกิดขึ้นทั่วโลก กลายเป็นมุกสากล เพียงแค่ออกท่าทาง หรือกระทำการใดๆ ที่ส่อว่าจะปลิดชีพตัวเอง ผู้คนก็เข้าใจได้ในทุกภาษา ทุก meme format วันนี้ The MATTER ชวนมาไขปริศนาว่าสมองของเราทำอะไรอยู่กันแน่ตอนที่เราส่ง meme โดดตึกให้เพื่อนแล้วขำคิกคักกับหน้าจอ
เบื้องหลังในใจ ทำไมขำได้แม้ภัยมา
แม้จะไม่ได้มีทฤษฎีอธิบายเรื่องนี้เฉพาะเจาะจง แต่ก็เป็นคำอธิบายที่พอจะเข้าเค้าอยู่บ้าง ‘ทฤษฎีการละเมิดที่ไม่ได้อันตราย’ (Benign Violation Theory) โดยปีเตอร์ แม็กกรอว์ (Peter McGraw) นักจิตวิทยา ที่ตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นนี้ในปี 2010 เพราะต้องการอธิบายว่ากลไกที่ทำให้สิ่งหนึ่งมันตลกได้ คืออะไรกันแน่
ทฤษฎีของเขาบอกว่ามุกตลกที่เรียกเสียงฮาได้ต้องมี 2 องค์ประกอบพร้อมกัน อย่างแรกคือ การละเมิด มุกต้องละเมิดบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกฎสังคม บรรทัดฐานทางศีลธรรม หรือสิ่งที่ ไม่ควรพูดถึง มุกที่ไม่ได้ละเมิดอะไรเลยก็ไม่ได้ผิด แค่ออกจะฝืดๆ ขำแห้งหน่อย
อย่างต่อมา คือ ความรู้สึกปลอดภัย ในเวลาเดียวกันมุกนั้นต้องทำให้เรารู้สึกว่า การละเมิดนั้นไม่สร้างความอันตรายขึ้นมาจริงๆ ถ้าขาดสิ่งนี้มันจะไม่ตลกเอา แต่จะกลายเป็นมุกน่ากลัวหรือน่าขยะแขยงแทน ลองนึกถึงมุกที่ฟังแล้วรู้สึกว่ามันโอเคไหมนะที่จะฮา พอเกิดความลังเลปุ๊บ นั่นแหละคือจุดที่ความปลอดภัยเริ่มสั่นคลอน
แม็กกรอว์อธิบายว่าสิ่งนี้มันเหมือนปุ่มปรับเสียง ถ้าเลื่อนไปทางละเมิดน้อยเกินไป มุกก็น่าเบื่อ ถ้าเลื่อนไปทางอันตรายเกินไป มุกก็ไม่ตลก กลายเป็นหยาบคายเกินไป หรือเหยียดเกินไป แต่ถ้าอยู่ตรงกลางพอดีถึงจะเรียกเสียงฮาได้
Suicide Jokes นั้นเป็นปุ่มที่หมุนมาไว้ตรงกลางพอดีเป๊ะ ถามว่ามันละเมิดไหม มันละเมิดแน่ เพราะความตายคือเรื่องต้องห้ามสากลของมนุษย์ทุกวัฒนธรรม แต่ในเวลาเดียวกัน บริบทของมันเป็นแค่เรื่องเล็กจิ๋ว อย่างเดดไลน์พรุ่งนี้ มีงานเพิ่มแต่เงินไม่ขึ้น มันก็ห่อความรู้สึกนั้นไว้จนสมองรู้สึกว่า โอเค เราไม่ได้จะตายเพราะเรื่องจิ๋วนี้จริงๆ เอ้า ฮาได้
สิ่งที่น่าคิดคือเจ้าปุ่มหมุนไปมาที่ยกมาเปรียบเทียบนั้นมันเลื่อนได้ และในชีวิตจริง เราไม่รู้ว่าคนที่ส่งมีมมาให้เราตอนตี 2 เขากำลังนั่งอยู่ตรงไหนของรอบหมุนนั้น สำหรับบางคน มุกนั้นอยู่ฝั่งปลอดภัย แต่สำหรับบางคน มันอาจกำลังเลื่อนออกจากจุดสมดลไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีใครในห้องแชตสังเกตเห็น
แต่ยังมีแง่หนึ่งที่ทฤษฎีข้างต้นนี้ยังตอบได้ไม่ครบถ้วน นั่นคือ ทำไมคนถึงเลือกใช้ความตายมาเป็นมุกตลก ทั้งที่ในโลกนี้มีเรื่องอื่นให้หัวเราะอีกมากมาย?
เรื่องตลกมีมากมาย ทำไมเลือกมุกตุยเย่
งานวิจัยหัวข้อ ‘Why Do We Joke about Killing Ourselves? Suicide,Stigma, and Humor’ จาก Baldwin Wallace University อธิบายว่า การที่คนเราเลือกห่อความรู้สึกหนักอึ้งในใจไว้ในมุกตลก แทนที่จะบอกเล่าความหนักใจนั้นออกตรงๆ อาจเป็นเพราะบางคนไม่กล้าสื่อสารออกไปว่ากำลังอยู่ในความทุกข์ทรมาน เลยใช้มุกตลกเพื่อหยั่งเชิงก่อนว่า ถ้าพูดไปแล้วคนอื่นจะรับได้ไหม จะตัดสินไหม จะหนีไปหรือเปล่า ถ้าคนฟังตอบสนองด้วยความกังวล ก็แค่บอกว่าล้อเล่นแล้วจบไป
สอดคล้องกับความเห็นของ แม็กกี้ วอห์น (Maggie Vaughan) นักจิตวิทยาคลินิก อธิบายถึง Suicide Jokes ว่าหลายคนที่มีความคิดจะจากโลกนี้ไปมักไม่กล้าพูดตรงๆ เพราะกังวลว่าความรู้สึกของตัวเองจะเป็นภาระให้คนอื่น กลัวจะถูกมองว่าร้องให้คนฟังต้องทำอะไรบางอย่าง ต้องห่วง ต้องตาม ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าปรับเปลี่ยนเป็นบอกใบ้ผ่านมุกตลกแทน คนฟังก็หัวเราะไปด้วยกันได้ ไม่มีใครต้องแบกรับอะไร และคนพูดก็ยังได้พูดในแบบที่รู้สึกปลอดภัยกว่า
นั่นหมายความว่า มุกตลกบนเส้นความเป็นความตาย อาจเป็นมุกก้ำกึ่งระหว่างการละเมิดและความปลอดภัยของแม็กกรอว์ และอาจเป็นมุกแฝงความขมขื่นข้างในห่อด้วยมุกตลกรสหวานได้เช่นกัน อย่างนั้นแล้วเราจะหัวเราะกับมุกนี้ได้เต็มที่หรือเปล่า
ตลกได้แต่ไม่ตลอด
มุกตลกร้ายเกี่ยวกับสุขภาพจิต ช่วยให้บางคนยิงมุกออกไปโดยไม่ต้องรู้สึกผิด ช่วยสร้างพื้นที่ให้คนรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้แปลกแยกหรืออยู่อย่างโดดเดี่ยว ก่อนยุคโซเชียลมีเดียผลิบาน การพูดถึงความซึมเศร้าหรือความคิดจากโลกใบนี้ไปในที่สาธารณะแทบเป็นไปไม่ได้เลย แต่ตอนนี้คนโพสต์มีมเกี่ยวกับมันได้สบายๆ ทั้งแบบรูปภาพและวิดีโอสั้น มีคนกดไลก์นับร้อย นับพัน บ้างก็คอมเมนต์ว่าอยากจะทำอย่างนั้นเสียจริง เหมือนได้เปิดประตูบทสนทนาที่ไม่เคยมีมาก่อนเหมือนเป็นวิธีเดียวที่สามารถบอกให้เพื่อนรู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร โดยที่ไม่ต้องทำให้บรรยากาศโดยรวมตึงเครียด
ในแง่สังคม การที่มีมหดหู่ระบาดไปทั่วโซเชียลมีเดียก็ช่วยสร้างบทสนทนาเกี่ยวกับสุขภาพจิตในวงกว้างขึ้น ไม่ว่าจะเห็นเป็นเรื่องตลก หรือมองว่าเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องเข้าชาร์จคนที่เล่นมุกนี้บ่อยๆ ก็ตาม ถ้ามันทำให้คนส่วนใหญ่หันมาพูดคุยเรื่องนี้มากขึ้น ก็ล้วนเป็นเรื่องดีกับทั้ง 2 ฝั่งไม่ใช่หรือ?
แต่ฝั่งที่เป็นห่วงก็มีเหตุผลที่หนักแน่นไม่แพ้กัน ยิ่งคนถูกหล่อหลอมกับอารมณ์ขันแบบนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะซึมซับความคิดเชิงลบมากเท่านั้น เมื่อมันกลายเป็นเรื่องปกติขึ้นมา คนรอบข้างชินจนแยกแยะไม่ได้ว่าเมื่อไหร่คือมุก เมื่อไหร่คือการขอความช่วยเหลือ ความเคยชินต่ออารมณ์ขันแบบนี้ อาจทำให้เราเผลอละเลยสัญญาณเตือนจากคนนั้นได้เช่นกัน
ปัญหาอีกอย่างคือ มุกตลกบนเส้นความเป็นความตายจากคนเดียวกันในวันเดียวกัน อาจไม่ได้มีจุดประสงค์เดียวกันทุกครั้งไป ตอนเที่ยงอาจเป็นช่วงเวลาส่งมุกเพราะเหนื่อยหน่ายกับงาน แต่ตอนตี 2 ในคืนที่ทุกอย่างพังลงและเอาไปพูดคุยกับใครไม่ได้ มันอาจไม่ใช่เรื่องตลกอีกต่อไป
หากคนใกล้ตัวคุณเล่นมุก Suicide Jokes แค่ไหนถึงตลกไปด้วยได้ และแค่ไหนถึงจะเริ่มเป็นกังวล หรือความตายไม่ควรมาเป็นมุกตลกแต่แรก
อ้างอิงจาก
Graphic Designer: Krittaporn Tochan (IG: krittochan)
Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk