กฎหมายฟ้องมือที่ 3 ในสหรัฐฯ ไม่ใช่แค่ชู้ต้องจ่าย ใครเสี้ยมให้เลิกก็โดน
จากคลิปที่นอนสีชมพู หมอนโดราเอมอนและกระติกน้ำสีเขียว ประเด็นร้อนเรื่อง “ชู้” และการนอกใจกำลังถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายในโซเชียลมีเดียของประเทศไทย แต่ทุกความรักย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย และยิ่งไปหลงรักแฟนชาวบ้าน ราคาที่ต้องชดใช้อาจไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่อาจจะรวมถึงชื่อเสียงและจุดยืนในสังคมด้วย
เพราะประเทศไทยของเรามีกฎหมายตัวหนึ่งที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า “กฎหมายฟ้องชู้” กฎหมายตัวนี้ตรงตามชื่อ เพราะอนุญาตให้คู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายฟ้องเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่มายุ่งเกี่ยวกับคู่สมรสของตนในทำนองชู้สาวได้ โดยไม่จำกัดเพศตามหลักความเท่าเทียม
อย่างไรก็ดี บางครั้งการนอกใจคู่สมรสหรือการเลิกรา ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจาก “ชู้” เพียงฝ่ายเดียว Spotlight ได้ลองไปส่องกฎหมายในสหรัฐฯ เกี่ยวกับการฟ้องชู้ และเจอกฎหมายตัวหนึ่งที่น่าสนใจ เรียกกันว่า Alienation of Affection หรือคนอเมริกันเรียกว่า Homewrecker Law แปลตรงตัวก็คือ กฎหมายสำหรับคนที่ทำบ้านแตก เพราะกฎหมายตัวนี้เปิดทางให้คุณสามารถฟ้องมือที่ 3 ได้ และมือที่ 3 ที่ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นชู้เท่านั้น
ในบางรัฐของสหรัฐฯ ศาลเปิดโอกาสให้คู่สมรส เรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุให้ชีวิตสมรสล่มสลาย ไม่ว่าจะเป็นคนรักใหม่ สมาชิกในครอบครัว เช่น แม่ผัวหรือแม่ยาย หรือแม้แต่นักบำบัดและนักบวช หากพิสูจน์ได้ว่าการกระทำของบุคคลนั้นทำให้ความสัมพันธ์พังลง
กฎหมายฟ้องมือที่สามคืออะไร?
กฎหมายตัวนี้มีต้นกำเนิดจาก กฎหมายจารีตประเพณีของอังกฤษ (English Common Law) ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17–18 ก่อนแพร่หลายไปทั่วสหรัฐฯ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 แต่ในปัจจุบัน หลายรัฐทยอยยกเลิกกฎหมายนี้ เพราะเห็นว่ามีการนำไปใช้แบล็กเมล์และรีดไถ คดีสร้างความอับอายให้ทุกฝ่าย รวมถึงหลายคนใช้การหย่าร้างเพื่อเรียกเงิน ดังนั้นจึงเหลือเพียงแค่ 4 รัฐเท่านั้นที่ยังคงใช้กฎหมายตัวนี้ ได้แก่
- North Carolina
- Mississippi
- South Dakota
- Hawaii
กฎหมายนี้เปิดทางให้ คู่สมรส เรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุให้ชีวิตสมรสล่มสลาย ไม่ว่าจะเป็นคนรักใหม่ สมาชิกในครอบครัว หรือแม้แต่นักบำบัดและนักบวช หากพิสูจน์ได้ว่าการกระทำของบุคคลนั้นทำให้ความสัมพันธ์พังลง
ยกตัวอย่าง ศาลเคยสั่งจ่ายหนักแค่ไหน
ในรัฐ North Carolina มีคำพิพากษาที่สร้างความฮือฮาหลายคดี เช่น ในปี 2011 ศาลสั่งให้หญิงคนหนึ่งจ่าย 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ กว่า 1,000 ล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน หลังมีส่วนทำให้ชีวิตสมรสของอีกฝ่ายพัง
และคดีล่าสุดที่โด่งดังเพราะเกิดกับคนดัง คืออดีตวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ Kyrsten Sinema ถูก Heather Ammel ภรรยาฟ้องหญิงที่ชื่อ Sinema โดยกล่าวหาว่า Sinema ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัวของอดีตวุฒิสมาชิก มีความสัมพันธ์กับสามีของเธอ จนนำไปสู่การหย่าร้าง หลังแต่งงานกันมา 14 ปี
Heather อ้างว่าพบข้อความเชิงชู้สาวผ่านแอป Signal ระหว่างที่ทั้งคู่ยังใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน และเธอยืนยันว่า ก่อนที่ Sinema จะเข้ามา ทั้งสองมีชีวิตสมรสที่ "รักกันและมั่นคง" ก่อนจะพังลงเพราะความสัมพันธ์ดังกล่าว และเรียกค่าเสียหาย 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.7 ล้านบาท) แต่ Sinema โต้แย้งว่าความสัมพันธ์ทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐ North Carolina ดังนั้นศาลของรัฐไม่มีอำนาจพิจารณาคดี และจนถึปัจจุบัน ศาลยังไม่ได้มีคำตัดสิน
ฟ้องได้ ต้องพิสูจน์อะไรบ้าง
อย่างไรก็ตาม การจะชนะคดีไม่ได้อาศัยเพียงการพิสูจน์ว่ามีชู้ แต่ผู้ฟ้องต้องพิสูจน์ว่า
- ชีวิตสมรสเดิมมีความรักและความสัมพันธ์ที่ดี
- บุคคลที่สามเข้ามาแทรกแซง
- การกระทำของบุคคลนั้นเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ความรักและชีวิตสมรสแตกสลาย
หลักฐานที่ศาลต้องการก็อาจรวมถึง
- ข้อความแชต
- โซเชียลมีเดีย
- รูปถ่าย
- พยานบุคคล
- หลักฐานการเดินทางหรือพบปะกัน
ดังนั้นกฎหมายไม่ได้จำกัดเฉพาะ "ชู้" หากบุคคลใดถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุให้ชีวิตสมรสล่มสลาย ก็อาจถูกฟ้องได้ เช่น
- คนรักใหม่
- ญาติหรือสมาชิกครอบครัวที่เข้ามาแทรกแซง
- นักบำบัด
- นักบวช
ทนายความชาวอเมริกัน Brett Ward อธิบายไว้ว่า หากแม่ผัวหรือแม่ยายรู้ว่าทั้งคู่ยังรักกันดี แต่พยายามชักจูงให้ลูกเลิกกับคู่สมรส จนชีวิตแต่งงานพัง ก็อาจเข้าข่ายถูกฟ้องได้ในทางทฤษฎี เช่นเดียวกับนักจิตวิทยาหรือบุคคลอื่นที่จงใจแทรกแซงความสัมพันธ์
อย่างไรก็ตาม แม้ในทางปฏิบัติ คดีส่วนใหญ่จะเป็นการฟ้องบุคคลที่มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับคู่สมรสมากกว่า