โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รมว.สาธารณสุข ย้ำฟอกไตฟรี ผู้ป่วยต้องไม่เสียแม้แต่บาทเดียว รับยังมีร้องเรียน ถูกเรียกเก็บเงินแจ้ง สส.-สสจ.-สธ. ได้ทันที

THE STANDARD

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
รมว.สาธารณสุข ย้ำฟอกไตฟรี ผู้ป่วยต้องไม่เสียแม้แต่บาทเดียว รับยังมีร้องเรียน ถูกเรียกเก็บเงินแจ้ง สส.-สสจ.-สธ. ได้ทันที

วานนี้ (7 กรกฎาคม) ที่พรรคภูมิใจไทย พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงโครงการฟอกไตฟรีของรัฐบาล โดยจะให้ผู้ป่วยฟอกไตฟรีโดยไม่มีภาระค่าใช้จ่ายว่า ที่ผ่านมาได้เน้นย้ำว่าผู้ป่วยทุกคนจะต้องไม่รับภาระค่าใช้จ่าย แต่ยอมรับว่ายังได้รับเรื่องร้องเรียน

ทั้งนี้นโยบายของรัฐบาลเน้นย้ำว่า ฟอกไตฟรี หากผู้ป่วยต้องรับภาระหรือเสียค่าบริการฟอกไต สามารถแจ้งร้องเรียนเข้ามาได้ เบื้องต้นไม่ว่าจะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในพื้นที่ หรือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ประจำจังหวัด หรือกระทรวงสาธารณสุข ได้ทันที

พัฒนา กล่าวต่อว่า ผู้ป่วยที่จะเข้ารับการฟอกไตฟรี เบื้องต้นหากมีข้อมูลที่บ่งชี้ทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขจะมีคณะกรรมการคอยตรวจสอบว่า ผู้ป่วยแต่ละรายจะต้องดำเนินการล้างไตด้วยวิธีใด

สำหรับกรณีกระแสข่าวที่ผู้ป่วยสูงวัย เข้ารับการรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองด้วยการผ่าตัดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จังหวัดยะลา ด้วยการทำสเต็นท์ (Stent) และจะต้องมีการชำระเงินเพิ่ม ทางสปสช. ให้เบิกเรื่องอุปกรณ์ที่ 200,000 บาท แต่ว่าต้นทุนของ Stent ตัวนี้ ประมาณ 230,000 บาท

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาทางโรงพยาบาลยะลาได้ดำเนินการเรื่องนี้ไปหลายร้อยเคสแล้ว โดยที่ไม่ได้เก็บเงิน ซึ่งคิดเป็นเงินมูลค่าที่รองรับไป 5-6 ล้านบาท โดยโรงพยาบาลใช้เงินสำรองจ่ายไปให้ประชาชน ซึ่งเคสที่เป็นข่าวนี้ ตนเข้าใจได้ว่า ราคาต่างๆ ของอุปกรณ์มีราคาปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ทาง สปสช. อาจจะยังปรับมูลค่าที่ให้เบิกตรงนี้ตามขึ้นมาไม่ทัน เพราะว่าในส่วนของประกันสังคมจะให้อยู่ประมาณ 220,000 บาท แต่ของทางสปสช. ให้ 200,000 บาท รมว.สาธารณสุข กล่าว

อย่างไรก็ตาม พัฒนา กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการหารือเรื่องนี้กับทางปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ เลขา สปสช. แล้วว่าจะต้องมีการปรับมูลค่าการเบิกต่างๆ ให้ทัน และให้เพียงพอต่อต้นทุนของอุปกรณ์ในการรักษาพยาบาล อีกทั้งจะได้ไม่เป็นภาระของโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง

ในที่ประชุมยังมีการปรับคณะอนุกรรมการ สปสช. เหลือเพียง 16 ชุดเท่านั้น และเชื่อว่าการปรับครั้งนี้ สัดส่วนของผู้ให้บริการ คือ โรงพยาบาลมีเพิ่มขึ้น สัดส่วนของกระทรวงมีเพิ่มขึ้น น่าจะสามารถทำให้การทำงานของคณะอนุฯ ที่จะปรับสิทธิประโยชน์ ต่างๆ รวดเร็วมากขึ้น

อีกทั้งยังได้มีการมอบนโยบายให้กับทาง สปสช. ไปแล้วว่าต้องตอบสนองกับความต้องการของประชาชน และความเดือดร้อนของประชาชน เราจะใช้นโยบายลักษณะ Top-Down คือมีข้อหารือในคณะกรรมการชุดใหญ่ และถ้าเป็นข้อหารือที่ไม่จำเป็น ต้องไปใช้หลายคณะอนุฯ ก็จะทำให้จบภายใน 1-2 เดือน จะเป็นการปรับในเชิงโครงสร้างการทำงานของ สปสช.ไปพร้อมๆ กัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...