โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผุด‘คตท.’ปราบคอร์รัปชัน แค่แก้เกี้ยวหรือทำได้จริง?

ไทยโพสต์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล”นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ติดแอ็กชันแก้คอร์รัปชันทันที หลังผลสำรวจของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยผล “การสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ”

โดยสำรวจตัวอย่างผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจ จำนวน 401 ราย ทั่วประเทศ พบว่าปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยอย่างรุนแรง โดย 89.1% ของภาคธุรกิจระบุว่า คอร์รัปชันเป็นอุปสรรค (ปานกลางถึงมากที่สุด) ต่อการดำเนินธุรกิจ จากผลสำรวจพบหน่วยงานที่มีมูลค่าสินบนเฉลี่ยสูงสุด 10 อันดับแรกที่นำลิ่ว อาทิ กรมควบคุมมลพิษ กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิตเป็นต้น

นายกฯ อนุทินจึงได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 174/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต หรือ “คตท.” เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ นายปกรณ์ นิลประพันธ์รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ ให้ คตท.มีหน้าที่และอำนาจ 1.เสนอแนะแนวทาง และมาตรการในการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย

2.ส่งเสริมและสนับสนุนการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของภาครัฐ รวมทั้งการอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการต่างๆ ของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล รวมทั้งเสนอแนะและติดตามการแก้ไขกฎหมายลำดับรองให้ทันสมัย 3.ขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมาให้ข้อมูล ชี้แจง หรือส่งเอกสารหลักฐานต่อ คตท.เพื่อประกอบการพิจารณา 4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานตามความจำเป็น และ 5.ดำเนินการอื่นๆ ตามที่นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

จากนั้นนายอนุทินจัดประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายกฯ ได้ตอบรับข้อเสนอขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตจากคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเครือข่าย 6 ประการ ประกอบด้วย 1.การปลูกฝังจิตสำนึกการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน 2.นโยบายต่อต้านการทุจริต โดยให้หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจ มีนโยบาย มาตรการ และระบบกำกับดูแลภายในที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารทรัพยากรบุคคล การออกใบอนุญาต การตรวจสอบ และการประเมินผล

3.ระบบบริหารความเสี่ยงด้านคอร์รัปชัน การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ระบุได้ 4.การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ที่เข้าถึงได้ ตรวจสอบได้ และนำไปวิเคราะห์ต่อได้ ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างของข้อมูล ลดดุลพินิจ และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการลดคอร์รัปชันเชิงระบบ 5.เทคโนโลยี Big Data และ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงาน และสนับสนุนการตรวจสอบแบบ real-time และ 6.แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล

สำหรับท่าทีของรัฐบาลแม้จะเด้งรับตั้งกลไกขึ้นมาสางการทุจริตและคอร์รัปชันทันที หลังหน่วยงานรัฐโดนข้อกังขาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่ยังถูกมองว่าการตั้ง คตท.ขึ้นมาเพียงเพื่อแก้เกี้ยวหรือไม่ เพราะท่าทีของนายอนุทินที่เหมือนกับการให้ท้าย หลังนายกฯ ระบุว่า ผู้กล่าวหาการทุจริตก็ต้องเตรียมรับความเสี่ยงหากถูกฟ้องด้วยเช่นกัน

ขณะที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่กำกับดูแลกรมควบคุมมลพิษ ก็ไม่สบอารมณ์นักข่าวที่จี้ถามถึงการคอร์รัปชันในหน่วยงานภายใต้กำกับดูแล เจ้าตัวถึงกับหลุดพูดใส่นักข่าว “มึงรู้จักกูน้อยไป” แต่ภายหลังมาขอโทษนักข่าวที่จี้คำถามเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ เส้นทางการทลายการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลอนุทินต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญในเชิงโครงสร้างที่ไม่สามารถแก้ได้ในเวลาอันสั้น ซึ่งนายกฯ ระบุว่า เป็นเหมือนตราบาปที่ถูกประทับมาตั้งแต่ในอดีต และรัฐบาลนี้ต้องมาแก้ ถือเป็นเวรกรรมของรัฐบาลนี้

แม้รัฐบาลจะออกมาตรการเชิงรุกทั้งเรื่องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดช่องโหว่การทุจริต การบูรณาการความร่วมมือจากภาคเอกชน และสนับสนุนให้ผู้พบเห็นการทุจริตส่งเรื่องตรงไปยังหน่วยงานตรวจสอบ ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ก็ตาม

และที่สำคัญรัฐบาลยังต้องเตรียมตัวสู่การเข้าร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ไทยจำเป็นต้องยกระดับเรื่องความโปร่งใสและขจัดปัญหาเรื่องส่วยสินบนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประเทศให้ได้

งานนี้จึงถือเป็นอีกโจทย์ยากที่กำลังถูกจับตา ด้วยผลสัมฤทธิ์ในการกวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชันครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดความอยู่รอดทางการเมืองของ “รัฐบาลหนู2” ด้วยเช่นกัน.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...