“ไชยชนก” แจงงบดีอีเพิ่ม เน้นคลาวด์รัฐ-ระบบเตือนภัย ดัน TH-AI Passport ให้คนไทยใช้ฟรี 31 โมเดล
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงกรณีงบประมาณกระทรวงดีอีปี 2570 ที่เพิ่มขึ้นว่า เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากการมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของรัฐ และระบบเตือนภัยที่เกี่ยวกับชีวิตประชาชนโดยตรง
ในส่วนของ โครงการ TH-AI Passport ไม่ได้อยู่ในเล่มงบประมาณโดยตรง แต่มีประชาชนให้ความสนใจสูง จึงขอชี้แจงว่าได้ตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแล้ว พบว่าเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบครบถ้วน โดยกระทรวงฯ ได้เจรจากับคู่สัญญาเพิ่มเติมจนภาครัฐและประชาชนได้ประโยชน์มากขึ้น พร้อมทดลองใช้ผลิตภัณฑ์แล้วพบว่ามีคุณภาพสูงกว่าตัวอย่างอย่างมาก จึงมั่นใจว่าเป็นการใช้เงินกองทุนฯ อย่างคุ้มค่า โดยประชาชน 5 ล้านคนจะได้ใช้ AI 31 โมเดลฟรี 1 ปี ในเวลาไม่นานนี้
นายไชยชนก กล่าวว่า สำหรับประมาณของกระทรวงดีอีที่เพิ่มขึ้นหลัก ๆ มาจากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) 2,654 ล้านบาท และกรมอุตุนิยมวิทยา 1,209 ล้านบาท โดยส่วนของ สดช. จะใช้พัฒนาระบบคลาวด์กลางของประเทศ ซึ่งการจัดซื้อคลาวด์แบบรวมศูนย์จะช่วยให้รัฐซื้อได้ในราคาถูกลง จากปริมาณที่มากขึ้น โดยประเมินว่าประหยัดได้ราว 30% และลดค่าใช้จ่ายกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การประชุม และบุคลากรได้เกือบ 100 ล้านบาท ส่วนที่ยังไม่รวมเข้าระบบกลาง มีเพียง 3 กลุ่ม คือ โครงการที่ผูกพันมาก่อน หน่วยงานที่มีฟังก์ชันเฉพาะ เช่น กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่ต้องใช้ระบบแยกเพื่อความปลอดภัย เช่น กลาโหม กรมการปกครอง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
อย่างไรก็ตาม แม้งบดิจิทัลยังมีสัดส่วนไม่มากในภาพรวมงบประเทศ แต่รัฐบาลจริงจังกับรัฐบาลดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเดินหน้าทั้งกฎหมายเชื่อมโยงข้อมูล ระบบ AI วิเคราะห์กฎหมาย งานใบอนุญาตดิจิทัล และการปรับภารกิจสำนักงานสถิติแห่งชาติให้วางมาตรฐานข้อมูลภาครัฐ
นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังเตรียมกฎหมายธรรมาภิบาล AI และกฎหมาย Data Center เพื่อรองรับการลงทุนของ Hyperscaler และนักลงทุนต่างชาติ โดยต้องไม่ละเลยสิ่งแวดล้อม พลังงาน น้ำ และต้องช่วยสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่เข้ามาลงทุนครั้งเดียวแล้วให้เงินไหลออกนอกประเทศ
ด้านกรมอุตุนิยมวิทยา งบที่เพิ่มขึ้นจะใช้ยกระดับระบบแจ้งเตือนแผ่นดินไหวล่วงหน้า แม้ปัจจุบันโลกยังไม่มีเทคโนโลยีพยากรณ์แผ่นดินไหวก่อนเกิดเหตุได้ แต่การติดตั้งอุปกรณ์ในจุดเสี่ยงจะช่วยซื้อเวลาได้ไม่กี่นาที ซึ่งทุกวินาทีมีค่าต่อชีวิตประชาชน และยังมีงบพัฒนาความเร็วและความแม่นยำของการพยากรณ์อากาศ รวมถึงการติดตามไฟป่า โดยกระทรวงได้บูรณาการข้อมูลกับกลาโหมและ ปภ. ซ้อมระบบในภาคเหนือและภาคใต้ และเตรียมขยายให้ครบทุกภาค
นายไชยชนกยกตัวอย่างน้ำท่วมกระบี่เดือนที่ผ่านมา ว่าระบบใหม่ตรวจพบมวลฝนลักษณะ rain bomb ตั้งแต่ยังอยู่ในทะเล ก่อนแจ้ง ปภ. ส่ง Cell Broadcast ประสานหน่วยงาน และเตรียมศูนย์อพยพ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ย้ายไปพื้นที่ปลอดภัยล่วงหน้า มีผู้เข้าศูนย์เพียง 40-50 คน และกลับบ้านได้ในคืนนั้น
นายไชยชนก กล่าวปิดท้ายว่า รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับรัฐบาลดิจิทัล เศรษฐกิจดิจิทัล และการรับมือภัยธรรมชาติอย่างจริงจัง พร้อมเชื่อว่าใน 4 ปีนี้ ประเทศไทยจะเห็นความเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน