สทนช. จับมือ ปภ. เฝ้าระวังน้ำท่วม 3-6 ก.ค. เตือนพื้นที่เสี่ยง พร้อมส่ง Cell Broadcast ทันที
สทนช. จัดชุดปฏิบัติการติดตามฝนรายวันทั่วประเทศ ส่งต่อข้อมูลให้ สทนช. ภาคใช้บริหารจัดการร่วมกับจังหวัดและพื้นที่ ประสาน ปภ. อย่างใกล้ชิดเพื่อแจ้งเตือนประชาชนได้ในทันที พร้อมบริหารจัดการน้ำในอ่างทุกแห่งลดความเสี่ยงทั้งภัยแล้งและอุทกภัยควบคู่กันไป
วันที่ 3 ก.ค.69 นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ฝนในปัจจุบัน ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง อีกทั้งขณะนี้เกิดพายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน “ไมสัก” (MAYSAK) แล้ว ซึ่งมีแนวโน้มเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่เกาะไหหลำและเวียดนามตอนบนในช่วงวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2569 โดยส่งผลกระทบทางอ้อมต่อประเทศไทย ทำให้หลายพื้นที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ดังกล่าว สทนช. โดยศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ มีการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำเป็นประจำทุกวัน ในช่วงเวลา 07.30 น. และ 16.30 น. เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ฝน ประเมินความรุนแรงของสถานการณ์ และระบุพื้นที่เสี่ยง ก่อนส่งต่อข้อมูลให้กับ สทนช. ภาค 1 – 4 ใช้ประกอบการบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหากพบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม จะเร่งประสานแจ้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อแจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือ (Cell Broadcast) ได้ในทันที โดยระหว่างวันที่ 3-6 ก.ค. 69 มีพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษ ได้แก่ ภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงราย น่าน และพะเยา ภาคตะวันออก ที่จังหวัดจันทบุรี และตราด ภาคใต้ ที่จังหวัดพังงา, ภูเก็ต, ระนอง และกระบี่
นอกจากนี้ สทนช. ได้ติดตามและบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำและการระบายน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ฝนและพายุ โดยปัจจุบันแหล่งน้ำทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวม 44,137 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 55 ของความจุเก็บกัก คิดเป็นปริมาณน้ำใช้การ 20,026 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 35 ขณะเดียวกัน ยังติดตามปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลมาปรับแผนการระบายน้ำให้เหมาะสม สามารถรองรับน้ำหลากในช่วงฤดูฝน และสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งที่ประเทศไทยเผชิญกับสภาวะเอลนีโญได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการติดตามตั้งแต่วันที่ 25 มิ.ย. – 1 ก.ค. 69 พบว่า มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ 35 แห่ง รวม 331 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น ภาคเหนือ 9 แห่ง รวม 98 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12 แห่ง รวม 45 ล้าน ลบ.ม. ภาคกลาง 2 แห่ง รวม 12 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออก 6 แห่ง รวม 8 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันตก 4 แห่ง รวม 107 ล้าน ลบ.ม. และภาคใต้ 2 แห่ง รวม 61 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อ่างเก็บน้ำวชิราลงกรณ อ่างเก็บน้ำสิริกิติ์ อ่างเก็บน้ำภูมิพล อ่างเก็บน้ำรัชชประภา และอ่างเก็บน้ำศรีนครินทร์ ตามลำดับ
เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกัน สทนช. ยังคงเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งจากภาวะฝนทิ้งช่วงในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 โดยได้จัดทำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งด้านอุปโภคบริโภค การเกษตร และคุณภาพน้ำ พร้อมทั้งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ภายใต้คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อนำข้อมูลมาปรับเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำและแผนการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง สามารถรักษาปริมาณน้ำต้นทุนให้เพียงพอต่อการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง ขณะเดียวกันยังคงมีพื้นที่รองรับน้ำสำหรับเก็บกักเพิ่มเติมในช่วงฤดูฝนได้อย่างเหมาะสม อันจะช่วยลดความเสี่ยงทั้งจากภัยแล้งและอุทกภัยควบคู่กันไป