โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SME ร้านอาหาร ชงปรับเกณฑ์ไทยช่วยไทยพลัส หวั่นกระทบผู้ประกอบการในระบบ

The Better

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
SME ร้านอาหาร ค้าปลีก และนักวิชาการ ตั้งคำถามไทยช่วยไทยพลัส หวั่นผู้ประกอบการในระบบเสียเปรียบ ถอดบทเรียน 3 ประเทศเอเชีย ชี้ทั่วโลกใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อขยายฐานภาษี ไม่ใช่ขยายศก.นอกระบบ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างเดินหน้าใช้เทคโนโลยีและนโยบายเศรษฐกิจเพื่อดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบ e-Tax, e-Receipt, Digital Payment และมาตรการส่งเสริมการทำธุรกิจในระบบ (Formalization) เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี แต่ยังรวมถึงการสร้างเศรษฐกิจที่โปร่งใส เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน ยกระดับคุณภาพการจ้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตาม โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” กำลังเผชิญคำถามจากหลายภาคส่วนว่า เงื่อนไขบางประการของโครงการอาจกำลังสร้างแรงจูงใจในทิศทางตรงกันข้าม โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภาคธุรกิจค้าปลีกเห็นด้วยกับเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการบรรเทาภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อของประชาชนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

อย่างไรก็ตาม การออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป ควรคำนึงถึงการกระจายประโยชน์อย่างสมดุลตลอดทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจ เพื่อให้เม็ดเงินของภาครัฐสามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้สูงสุด และช่วยประคับประคองทั้งผู้ประกอบการฐานรากและผู้ประกอบการในระบบที่มีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงาน การลงทุน และรายได้ภาษีของประเทศ

“ผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ไม่ได้เป็นเพียงผู้จำหน่ายสินค้า แต่เป็นช่องทางสำคัญในการกระจายสินค้าของผู้ผลิตไทย ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรทั่วประเทศ โดยมีคู่ค้าในระบบมากกว่า 10,000 ราย การออกแบบมาตรการที่เชื่อมโยงผู้บริโภคเข้ากับผู้ประกอบการในระบบได้มากขึ้น จะช่วยให้เม็ดเงินกระจายสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายณัฐกล่าว

นายจรัญ ชุ่มเงิน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า สมาคมฯ เห็นว่าควรพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่จดทะเบียนนิติบุคคลและเสียภาษีอย่างถูกต้อง สามารถเข้าร่วมโครงการได้ในช่วง 3 เดือนที่เหลือของมาตรการ เพื่อให้การกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดประโยชน์อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษี อันจะส่งผลดีต่อการจ้างงาน การแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

“การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้องเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ ดังนั้นการกำหนดหลักเกณฑ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระบบภาษีสามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม จะเป็นแรงจูงใจสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และสร้างวัฒนธรรมการประกอบธุรกิจที่โปร่งใสในระยะยาว” นายจรัญกล่าว

ร้านอาหารสะท้อนผลกระทบ ยอดขายลดซ้ำเติมเศรษฐกิจซบเซา

นายวรันทร แดนใหญ่ กรรมการสมาคมร้านอาหาร กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารระดับ SME เผชิญภาวะยอดขายชะลอตัวต่อเนื่องมาแล้ว 2-3 ปี จากทั้งกำลังซื้อที่อ่อนตัว ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก รวมถึงกำลังซื้อของประชาชนลดลง ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสกำหนดให้ร้านอาหารที่จดทะเบียนและมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ยแล้ววันละ 5 พันบาท ไม่สามารถเข้าร่วมได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการในระบบภาษีเสียโอกาสและได้รับผลกระทบด้านยอดขายเพิ่มเติม จึงเสนอให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ร้านอาหารขนาดเล็กที่มียอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปีเข้าร่วม
“ตนมองว่าร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้านยอดขายอาจมากกว่านี้ แต่ไม่ได้เข้าระบบภาษีจึงสามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ อยากให้รัฐบาลเล็งเห็นว่าเมื่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกมา ทำให้ยอดขายของตนยิ่งตกลงไปอีก เนื่องจากประชาชนที่เข้าร่วมโครงการไปใช้สิทธิ์กับร้านอาหารสตรีทฟู้ดที่เข้าร่วม” นายวรันทร กล่าว

นักวิชาการชี้ทั่วโลกใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่การขยายฐานภาษี

แหล่งข่าวในแวดวงวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ เปิดเผยว่า แนวโน้มของประเทศพัฒนาแล้วและหลายประเทศในเอเชียในช่วงที่ผ่านมา คือการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กับการขยายเศรษฐกิจในระบบ

กรณีของไต้หวันในโครงการ Triple Stimulus Vouchers รัฐบาลใช้ร้านสะดวกซื้อและร้านค้าสมัยใหม่เป็นกลไกสำคัญในการกระจายคูปองและกระตุ้นการใช้จ่าย พร้อมเชื่อมโยงผู้ผลิต SME และเกษตรกรเข้าสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจที่ตรวจสอบได้

เกาหลีใต้ใช้โครงการ Consumption Coupons ผ่านเครือข่ายค้าปลีกสมัยใหม่ทั่วประเทศ โดยเมื่อพบปัญหาการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือย รัฐบาลเลือกกำหนดประเภทสินค้า แทนการตัดผู้ประกอบการออกจากระบบโครงการ

ขณะที่สิงคโปร์ดำเนินโครงการ CDC Vouchers เพื่อช่วยเหลือร้านค้าชุมชน แต่ยังเดินหน้าขยายระบบชำระเงินดิจิทัลและการจัดเก็บภาษีควบคู่กันไป

“แม้แต่ละประเทศจะเลือกวิธีการต่างกัน แต่มีจุดร่วมสำคัญคือ การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อดึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบมากขึ้น ไม่ใช่ขยายเศรษฐกิจนอกระบบ” แหล่งข่าวระบุ

ร้านสะดวกซื้อคือสปอนเซอร์รายใหญ่ของ SME ไทย

แหล่งข่าวในแวดวงวิชาการยังชี้ว่า การมองร้านสะดวกซื้อเป็นผู้ค้าปลีกรายใหญ่อาจไม่สะท้อนภาพเศรษฐกิจทั้งหมดปัจจุบันร้านสะดวกซื้อเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรไทยมากกว่า 3,000-4,000 ราย คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจนับหมื่นล้านบาทต่อปี

ในอีกมุมหนึ่ง ร้านสะดวกซื้อคือสปอนเซอร์รายใหญ่ของ SME ไทย เพราะเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้ผู้ผลิตรายเล็กเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ ดังนั้น เมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่องทางเหล่านี้ได้รับผลกระทบ ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้ค้าปลีก แต่ส่งต่อไปยังผู้ผลิตรายย่อย เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการจำนวนมากในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน

คำถามสำคัญ : รัฐกำลังให้รางวัลกับใคร?

นักวิชาการมองว่า ประเด็นสำคัญของไทยช่วยไทยพลัสในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของรายใหญ่หรือรายเล็ก แต่เป็นเรื่องของการออกแบบแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ

หากมาตรการของรัฐทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่า “ยิ่งอยู่ในระบบ ยิ่งเสียเปรียบ” หรือ “ยิ่งเติบโต ยิ่งหมดสิทธิ” ก็อาจส่งผลต่อความพยายามในการขยายฐานภาษีของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการไทยช่วยไทยพลัสยังเหลือเวลาดำเนินการจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 และยังมีผู้ลงทะเบียนไม่ครบตามเป้าหมาย ทำให้หลายฝ่ายมองว่ายังมีโอกาสที่รัฐบาลจะพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดของโครงการ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ควบคู่กับการขยายฐานภาษี สร้างการจ้างงาน และเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจในระบบในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...