ศาลออกหมายจับอดีตทนาย! เบี้ยวนัดฟังฎีกาคดี 'เบนซ์ เรซซิ่ง' ฟ้องเท็จ-เบิกความเท็จ ริบเงินประกันเต็มจำนวน
ศาลออกหมายจับอดีตทนาย! เบี้ยวนัดฟังฎีกาคดี 'เบนซ์ เรซซิ่ง' ฟ้องเท็จ-เบิกความเท็จ ริบเงินประกันเต็มจำนวน เลื่อนอ่านคำพิพากษา 7 ส.ค. นี้
เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ "เบนซ์ เรซซิ่ง" พร้อมด้วย นางสุพรเพ็ญ วรโรจน์เจริญเดช มารดา เดินทางมาศาลเพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่นางสุพรเพ็ญเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายศิวาวิทย์ สำเร็จผล อดีตทนายความ ในความผิดฐาน ฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ จากกรณีพิพาทเรื่องเงินประกันตัวจำนวน 3.1 ล้านบาท
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีที่ครอบครัวของ "เบนซ์ เรซซิ่ง" กล่าวหาว่าอดีตทนายความไม่คืนเงินค่าจ้างประกันตัวจำนวน 3.1 ล้านบาท ในช่วงที่เบนซ์ตกเป็นจำเลยในคดียาเสพติด โดยก่อนหน้านี้ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้คืนเงินเต็มจำนวน แต่จำเลยไม่ได้ชำระเงิน และภายหลังถูกพิพากษาให้ล้มละลาย
เบนซ์ เปิดเผยก่อนขึ้นศาลว่า หลังศาลแพ่งมีคำสั่งให้คืนเงิน อดีตทนายได้ยื่นฟ้องกลับมารดาว่า นำเอกสารไปใช้ฟ้องร้องโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ศาลได้ยกฟ้องเนื่องจากไม่มีมูล ทำให้ครอบครัวเห็นว่าเป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายกลั่นแกล้ง จึงตัดสินใจฟ้องกลับในข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ
เขาระบุว่า ศาลชั้นต้นเคยพิพากษาจำคุกจำเลยรวม 3 ปี แบ่งเป็น 2 ปีในข้อหาเบิกความเท็จ และ 1 ปีในข้อหาฟ้องเท็จ ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะลดโทษเหลือจำคุก 8 เดือน ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ยื่นฎีกา
เบนซ์กล่าวอีกว่า คดีนี้มีความสำคัญเพราะจำเลยเป็นผู้มีความรู้ด้านกฎหมาย เคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากรรมาธิการ และเคยได้รับรางวัลด้านการบริหารองค์กร จึงไม่ควรนำความรู้หรือสถานะมาสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน พร้อมยืนยันว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา อีกฝ่ายไม่เคยติดต่อขอเจรจาไกล่เกลี่ย แต่กลับดำเนินคดีตอบโต้หลายครั้ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลานัดฟังคำพิพากษา ปรากฏว่าจำเลยไม่เดินทางมาศาล แม้ได้รับหมายแจ้งนัดโดยชอบแล้ว ขณะที่มีเพียงฝ่ายโจทก์และทนายความเดินทางมาศาล
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยมีพฤติการณ์ส่อหลบหนี จึงมีคำสั่ง **ออกหมายจับ พร้อมริบเงินประกันเต็มจำนวน** และเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปเป็นวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. พร้อมนัดติดตามผลการจับกุมตัวจำเลยมาฟังคำพิพากษา
ภายหลังศาลมีคำสั่งเลื่อนนัด เบนซ์ เรซซิ่ง กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าการที่จำเลยไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาในวันนี้ น่าจะเป็นการหลบหนี พร้อมฝากถึงอีกฝ่ายว่า ในวันที่ก่อเหตุหรือหลอกลวงยังกล้าทำ แต่เมื่อถึงวันที่คดีจะสิ้นสุดกลับไม่กล้าเผชิญหน้าคำพิพากษา และขอให้เดินทางมาศาลตามนัดครั้งหน้าเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม