โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บางจากฯ ทุ่ม 270 ล้านดอลลาร์ ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong ปูทางบุกตลาดพลังงานเอเชียเหนือ เงินลงทุนที่จะคืนทุนภายใน 5 ปี

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
บางจากฯ ทุ่ม 270 ล้านดอลลาร์ ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong ปูทางบุกตลาดพลังงานเอเชียเหนือ เงินลงทุนที่จะคืนทุนภายใน 5 ปี

กลุ่มบริษัทบางจาก หรือ BCP ประกาศปิดดีลเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Chevron Hong Kong Limited (CHK) จาก Chevron Companies (Greater China) Limited (CCGC) ด้วยมูลค่าประมาณ 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปิดดีลเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พร้อมเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Bangchak Hong Kong (BHK) เป็นกลยุทธ์ที่ปูทางบุกตลาดพลังงานเอเชียเหนือ โดยเงินลงทุนที่จะคืนทุนภายใน 5 ปี

ประเด็นสำคัญ

  • ปูพรมขยาย ‘เชื้อเพลิงชีวภาพ-SAF’ รุกเอเชียเหนือ
  • ใช้จุดแข็งฮ่องกง ฮับโลจิสติกส์-Financial Hub ต่อยอดธุรกิจพลังงาน
  • DBS-OCBC ปล่อยกู้ 60% ชู IRR 15% คาดคืนทุนใน 5 ปี

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า การตัดสินใจลงทุนในฮ่องกงครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำกลยุทธ์ของบริษัทที่มักเลือกลงทุนในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีกฎระเบียบชัดเจน และเป็นตลาดเสรี เช่นเดียวกับการลงทุนในนอร์เวย์ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งฮ่องกงสามารถตอบโจทย์ในฐานะเมืองท่า และประตูการค้า (Gateway) สู่ภูมิภาคเอเชียเหนือ (North Asia) ทั้งจีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แม้ในการประมูลแข่งขันจะมีผู้เสนอราคาสูงกว่าบางจากถึงเกือบ 35% แต่สุดท้ายบริษัทก็สามารถเจรจาตกลงกับผู้ขายและคว้าดีลนี้มาได้สำเร็จ โดยมองว่าตลาดค้าปลีก (Retail) ในฮ่องกงเป็นตลาดเสรีที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับที่ดีเยี่ยม แม้ราคาหน้าปั๊มจะค่อนข้างสูงเนื่องจากต้องสะท้อนต้นทุนราคาที่ดิน แต่บางจากเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองที่จะเข้าไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ดั่งที่เคยพิสูจน์ให้เห็นแล้วจากการเข้าซื้อแหล่งน้ำมันในนอร์เวย์จาก Shell ที่เดิมคาดว่าจะหมดอายุในปี 2027 แต่บางจากสามารถบริหารจัดการจนยืดอายุการผลิตไปได้ถึงปี 2040 รวมถึงความสามารถในการบริหารค่าการกลั่นในช่วงวิกฤต

ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong 1

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP

ปูพรมขยาย ‘เชื้อเพลิงชีวภาพ-SAF’ รุกเอเชียเหนือ

อีกหนึ่งแผนสำคัญ คือ การนำจุดแข็งด้านพลังงานสีเขียวของประเทศไทยเข้าไปขยายตลาดในต่างแดน นายชัยวัฒน์ให้มุมมองว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วโลก ทั้งปั๊ม ถัง ท่อ และเรือขนส่ง ล้วนถูกสร้างมาเพื่อรองรับเชื้อเพลิงเหลว บางจากจึงเตรียมนำเสนอทางเลือกพลังงานที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน โดยที่ผู้บริโภคไม่ต้องเปลี่ยนรถใหม่และไม่ต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิม

โดยบริษัทมีแผนที่จะนำเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น การนำน้ำมัน B10 ไปผสม รวมถึงผลิตภัณฑ์อย่างไบโอดีเซลและไบโอเอทานอล ส่งจากโรงกลั่นในประเทศเข้าไปทำตลาดที่ฮ่องกง

นอกจากนี้ บางจากยังมีความพร้อมจากการเป็นผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) รายแรกในไทยด้วยงบลงทุนกว่าหมื่นล้านบาท และมีน้ำมันเชื้อเพลิงทางทะเลแบบผสมไบโอฟิวเอล (B24) ซึ่งทำให้บางจากมีผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวภาพครอบคลุมทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ สอดรับกับเทรนด์ของภูมิภาคเอเชียเหนือ ทั้งฮ่องกง จีน และเกาหลีใต้ ที่มีแนวโน้มจะบังคับใช้ (Mandate) มาตรฐาน SAF ในช่วงปี 2028-2029

ใช้จุดแข็งฮ่องกง ฮับโลจิสติกส์-Financial Hub ต่อยอดธุรกิจพลังงาน

ปัจจุบัน บางจากมีศูนย์กลางการค้า (Trading) น้ำมันอยู่ที่สิงคโปร์และดูไบ ซึ่งเน้นการซื้อมาขายไป (Trading) แต่สำหรับการขยายฐานสู่ฮ่องกงในครั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าใช้ความได้เปรียบของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ และการเงิน (Financial Hub) เพื่อมาต่อยอดธุรกิจการค้าน้ำมัน เนื่องจากมูลค่าการเคลื่อนย้ายน้ำมันทั่วโลกนั้นสูงถึง 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นมูลค่าเกือบ 3 แสนล้านบาทต่อวัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งเข้ามารองรับ

สำหรับการลงทุนเพื่อขยายเข้าสู่เอเชียเหนือในครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นแบบ Cherry-picking หรือเลือกลงทุนในสินทรัพย์เฉพาะที่ให้ผลตอบแทนดี มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดธุรกิจ

ชัยวัฒน์ เปรียบเทียบปรัชญาการบริหารความผันผวนของราคาน้ำมันไว้ว่า ในช่วงที่เป็นขาลงต้องรัดเข็มขัดให้รอด ส่วนช่วงที่เป็นขาขึ้นหรือ ‘ปีที่ฝนดีน้ำดี’ บริษัทต้องเร่งเก็บเกี่ยวผลกำไรเข้า ‘ยุ้งฉาง’ เพื่อกักตุนไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงที่ตลาดผันผวน

ส่วนข้อสงสัยที่ว่าการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ฮ่องกงเป็นพลังงานฟอสซิลอาจสวนทางกับเป้าหมาย Net Zero หรือไม่นั้น

ชัยวัฒน์ชี้แจงว่า สินทรัพย์เดิมที่มีอยู่ในโลกล้วนเป็นโครงสร้างฟอสซิล หากต้องการพลังงานสีเขียวล้วนจะต้องสร้างใหม่ทั้งหมด ดังนั้น การเข้าซื้อสินทรัพย์ฟอสซิลเดิมแล้วนำมาปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดการใช้ไฟ ลดต้นทุนพลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอนให้ต่ำที่สุด จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนได้เช่นกัน

ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong 2

สถานีบริการน้ำมันของ Bangchak Hong Kong (BHK)

ด้านจิราพรรณ เปาวรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท Bangchak Hong Kong Limited (BHK) เปิดเผยว่า ข้อมูลผลประกอบการที่น่าสนใจคือ รายได้ของ CHK ในปี 20225 อยู่ที่ประมาณ 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตขึ้น 2-3% จากปี 2024 การเข้าซื้อกิจการที่มีกระแสเงินสดและรายได้มั่นคงในครั้งนี้ จึงเป็นการวางหมากตัวสำคัญเพื่อใช้ฮ่องกงเป็นประตู สู่ภูมิภาคเอเชียเหนือในอนาคต

สำหรับทิศทางธุรกิจที่น่าสนใจของ BHK ผ่าน 4 ประเด็นยุทธศาสตร์หลัก ดังนี้

1.สปริงบอร์ดสู่เอเชียเหนือและ Greater Bay Area

แม้ตลาดฮ่องกงอาจจะไม่ได้มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับที่อื่น แต่มีความสำคัญในระดับยุทธศาสตร์ เพราะเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย บางจากมองว่าการตั้งฐานที่ฮ่องกงคือประตูไปสู่เอเชียเหนือ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับพื้นที่ Greater Bay Area (GBA) ซึ่งครอบคลุม 9 มณฑลในจีนตอนใต้ มีประชากรกว่า 88 ล้านคน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถเสริมสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ รู้จักคู่ค้าในระดับสากลมากขึ้น และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ในอนาคต

  • สร้าง ‘ยอดขาย’ อยู่ที่น้ำมันเครื่องบิน-เดินเรือ แต่ค้าปลีกมี ‘มาร์จิ้นสูง’

เมื่อกางพอร์ตโฟลิโอยอดขายของ BHK ในปัจจุบัน จะพบว่าสัดส่วนยอดขายหลักมาจาก ธุรกิจน้ำมันอากาศยาน (Aviation) ประมาณ 40% และน้ำมันเชื้อเพลิงเรือเดินสมุทร (Marine) ประมาณ 35% ตามมาด้วยธุรกิจเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม (C&I) 23% ขณะที่ธุรกิจค้าปลีก (Retail) มีสัดส่วนเพียง 2% เท่านั้น

แต่เมื่อเจาะลึกถึง อัตรากำไร(Margin) ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ กลับพบภาพที่สวนทางกับปริมาณยอดขาย โดยสามารถจัดเรียงลำดับกลุ่มธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูงที่สุด 4 อันดับ ดังนี้

  • อันดับ 1 ธุรกิจค้าปลีก (Retail) แม้สัดส่วนยอดขายจะน้อยที่สุด แต่เป็นกลุ่มที่สร้างรายได้หลักและมาร์จิ้นได้สูงที่สุด เนื่องจากโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการในฮ่องกงเป็นแบบตลาดกลไกเสรี (Free Market) ทำให้มีอัตรากำไรค่อนข้างดี
  • อันดับ 2 ธุรกิจเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม (Commercial and Industrial : C&I) กลุ่มนี้มีความได้เปรียบสูงจากการที่ BHK เป็น 1 ใน 4 ผู้เล่นในตลาดค้าปลีกฮ่องกงที่มี ‘คลังน้ำมัน’ เป็นของตัวเอง ทำให้มีศักยภาพในการแข่งขันสูง
  • อันดับ 3 ธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินสมุทร (Marine) ตลาดน้ำมันเรือเดินสมุทรในฮ่องกงมีความต้องการสูงถึงราว 6,000 ล้านลิตรต่อปี มาร์จิ้นอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่อาจมีความผันผวนตามปัจจัยโลจิสติกส์โลก
  • อันดับ 4 ธุรกิจน้ำมันอากาศยาน (Aviation) ทำยอดขายได้สูงที่สุด แต่อัตรากำไรอยู่ในลำดับสุดท้ายและมีความผันผวน
ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong 3

จิราพรรณ เปาวรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท Bangchak Hong Kong Limited (BHK)

  • ธุรกิจปั๊มน้ำมัน 31 แห่ง ไม่เน้นขยายสาขา แต่ลุยทยอยติดจุดชาร์จ EV

ปัจจุบัน BHK มีการดำเนินการธุรกิจค้าปลีกน้ำมันผ่านสถานีบริการในฮ่องกง รวม 31 แห่ง คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 17% จากสถานีบริการทั้งหมดราว 130-150 แห่งในฮ่องกง มียอดขายเฉลี่ยสูงถึง 380,000 ลิตรต่อปั๊มต่อเดือน ในด้านการสร้างแบรนด์ บริษัทมีแผนที่จะใช้แบรนด์ Chevron และ Techron ไปก่อนในช่วง 2-5 ปีแรก เพื่อศึกษาการยอมรับของผู้บริโภค ก่อนจะนำแบรนด์บางจากเข้าไปทำตลาด

ทั้งนี้ บริษัทยืนยันชัดเจนว่า ‘ไม่มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนสถานีบริการ’ ที่มีอยู่รวม 31 แห่ง เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่และต้นทุนการเช่าที่ดินจากรัฐบาลที่สูงมาก แต่เป้าหมายการเติบโตจะมาจากการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Add value) ให้กับสถานีบริการเดิมที่มีอยู่

โดยเฉพาะการรับมือกับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่เป็น EV สูงถึงเกือบ 70% รัฐบาลฮ่องกงเองก็สนับสนุนให้มีการติดตั้ง EV อย่างจริงจัง บริษัทจึงมี แผนที่จะทยอยติดตั้งจุดชาร์จ EV เข้าไปในสถานีบริการ ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มนำร่องเปิดให้บริการสถานีที่มีทั้งหัวจ่ายน้ำมันและจุดชาร์จ EV อยู่ในพื้นที่เดียวกันเป็นเจ้าแรกๆ ในตลาดแล้ว

ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong 4

สถานีชาร์จรถ EV ของ Bangchak Hong Kong (BHK) ในฮ่องกง

  • ปักธง ‘พลังงานสีเขียว’ รับนโยบายฮับเชื้อเพลิงเรือรักษ์โลก

อีกทั้งทิศทางที่สอดคล้องกันอย่างลงตัวกับบางจากฯ คือ รัฐบาลฮ่องกงได้ประกาศเป้าหมายที่จะเป็น ‘ฮับภูมิภาคของเชื้อเพลิงเรือเดินสมุทรสีเขียว’ บริษัทจึงมีแผนที่จะนำผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่เป็นจุดแข็งจากโรงกลั่นในไทย เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ B24 สำหรับเรือเดินสมุทร (Marine Biofuel) เข้าไปบุกตลาดในฮ่องกง

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ซึ่งคาดว่าจะมีการกำหนดข้อบังคับ (Mandate) ในเร็วๆ นี้ โดยฮ่องกงมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ผลิตจึงต้องอาศัยการนำเข้าเป็นหลัก นี่จึงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ BHK จะกลายเป็นช่องทางระบายผลิตภัณฑ์จากโรงกลั่นบางจาก ศรีราชา ในอนาคต หากมีปริมาณการผลิตที่ล้นตลาดในประเทศ รวมถึงการต่อยอดธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (Trading) ของกลุ่ม BCPT สู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในฮ่องกงอีกด้วย

DBS-OCBC ปล่อยกู้ 60% ชู IRR 15% คาดคืนทุนใน 5 ปี

ด้านภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยรายละเอียดโครงสร้างทางการเงินสำหรับการเข้าลงทุนซื้อหุ้นกิจการบริษัท Chevron Hong Kong Limited (CHK) มูลค่ารวม 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุว่าบริษัทได้เตรียมความพร้อมด้านแหล่งเงินทุนไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเงินกู้ยืมสถาบันการเงินและกระแสเงินสดของบริษัท

สำหรับการเข้าทำรายการในครั้งนี้ BCP ได้วางสัดส่วนแหล่งเงินทุน แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

บริษัทใช้เงินกู้ยืมจำนวนประมาณ 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 60% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด โดยได้รับการสนับสนุนวงเงินกู้ร่วมกันจาก 2 ธนาคารชั้นนำ ได้แก่ ธนาคาร DBS และ ธนาคาร OCBC

โดยวงเงินดังกล่าวเป็นสินเชื่อระยะยาว (Term Loan) อายุ 5 ปี ซึ่งจะใช้วิธีการทยอยผ่อนชำระคืน โดยไม่ได้ใช้รูปแบบสินเชื่อระยะสั้น (Bridge Loan) แต่อย่างใด ในขณะที่ต้นทุนทางการเงิน (Cost of Funds) ถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ (Competitive) โดยมีอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 5%

สำหรับวงเงินส่วนที่เหลือ บริษัทจะใช้กระแสเงินสด (Cash) ของบริษัทเองในการเข้าลงทุน โดยภัทร์ภูรีย้ำว่าดีลนี้บริษัท ไม่มีความจำเป็นต้องออกหุ้นกู้ ในอนาคตเพื่อมาใช้เป็นแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม

ทั้งนี้การลงทุนในครั้งนี้ผลตอบแทนทางการเงิน (Financial Returns) จากการเข้าซื้อกิจการ CHK ในครั้งนี้ ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี โดยดีลนี้มีมูลค่าคิดเป็นอัตราส่วน EV/EBITDA ที่ 5 เท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทจะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น

อีกทั้งทีมลงทุนของ BCP ประเมินว่าโครงการนี้จะให้อัตราผลตอบแทนค่อนข้างสูง โดยมี IRR อยู่ที่ประมาณ 15% ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานผลตอบแทนที่บางจากมักจะมองหาในการลงทุนส่วนใหญ่

สำหรับระยะเวลาคืนทุน 5 ปีที่ประเมินไว้นั้น เป็นเพียงการคำนวณขั้นต่ำจากฐานธุรกิจสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น หากในอนาคตบริษัทมีการต่อยอดขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจโลจิสติกส์อื่นๆ เพิ่มเติม ก็อาจทำให้ระยะเวลาคืนทุนรวดเร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้

ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong 5

คณะผู้บริหาร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เดินทางไปเปิดสำนักงาน Bangchak Hong Kong Limited (BHK) หลังปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong Limited (CHK)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...