โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ชำแหละปมลงมือก่อพฤติกรรม‘เหี้ยม’ ติดกับดักสื่อ-รากลึกในครอบครัว

เดลินิวส์

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
หากสังเกตหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมไทยเผชิญข่าวฆาตกรรมโหดที่มีรูปแบบอำพรางน่าสะพรึงกลัวต่อเนื่อง

เริ่มจากเหยื่อที่เป็นพ่อค้ากัญชา วัย 34 ปี ถูกฆาตกรรมอำพรางศพใส่ถังพลาสติกหมกกระบะดินที่ใช้เพาะกัญชาภายในบ้านพักย่านดอนเมือง กทม. หลังผู้ลงมืออ้างชนวนเหตุจากความไม่พอใจที่ผู้ตายกล่าวหาว่าขโมยนาฬิกาและด่าบุพการี

ไม่กี่วันต่อมาปรากฏข่าวพบศพหญิงผมแดงวัย 17 ปี ถูกฆาตกรรมยัดถังขยะทิ้งไว้ในพื้นที่ ต.กระแสบน อ.แกลง จ.ระยอง พบผู้ก่อเหตุเป็นชายต่างชาติ ถูกจับได้ขณะเตรียมซื้อตั๋วเครื่องบินหลบหนีกลับประเทศ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทำให้เกิดคำถามว่า นี่เป็นเพียงการรับรู้ข่าวสารที่มากขึ้น หรือกำลังสะท้อนแนวโน้มความรุนแรงของสังคมที่เปลี่ยนไป “ทีมข่าวอาชญากรรม” ชวนกะเทาะสาเหตุพฤติกรรม“เหี้ยม”ของมนุษย์ กับรศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล นักอาชญาวิทยาและอนุกรรมการ ก.ตร. เกี่ยวกับการพัฒนางานสืบสวนสอบสวน ที่ชี้ให้เห็นว่า การฆาตกรรมมีโทษสูงสุดคือ“ประหารชีวิต” เหตุที่ต้องอำพรางศพในรูปแบบต่าง ๆ ไม่จะชำแหละ สาดดิน หรือทำลายศพ ก็เพราะผู้ก่อเหตุตระหนักถึงโทษทัณฑ์ และต้องการปิดบังไม่ให้เจ้าหน้าที่สืบสวนพบศพ

“ต้องดูเป็นรายกรณี บางกรณีเป็นอารมณ์โกรธรุนแรงหรือพลั้งมือ เมื่อเหยื่อเสียชีวิตจึงเกิดตกใจ กลัวความผิด และต้องวางแผนอำพรางศพในภายหลัง แต่บางกรณีเป็นการตระเตรียมไว้แต่ต้น เช่น รู้ว่าจะต้องไปเคลียร์ปัญหากับคู่อริ จึงเตรียมอาวุธและวางแผนสถานที่สำหรับทิ้งศพไว้พร้อมเสร็จ” รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ อธิบายถึงมูลเหตุที่แตกต่างกัน

อิทธิพลสื่อ : พฤติกรรมเลียนแบบ

สื่อโซเชียลทำให้คนเข้าถึงข่าวสารง่าย จนส่งผลต่อพฤติกรรมเลียนแบบ(Copycat) ประเด็นนี้ยืนยันว่ามีข้อมูลทางวิชาการรองรับ คนรับสื่อมีความหลากหลายทั้งวิธีคิด การบริหารจัดการอารมณ์ และการยับยั้งชั่งใจ หากคนที่มีความเครียดจากงานหรือโกรธแค้นคนรอบข้างได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร“ถี่ซ้ำ”และลง“รายละเอียดลึก”เกี่ยวกับวิธีฆ่าหรือการอำพราง ก็มีโอกาสนำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบได้

ดังนั้น สื่อจึงไม่ควรลงรายละเอียดจนกลายเป็น“คู่มือ”ให้ผู้ก่อเหตุรู้ขั้นตอน ตั้งแต่ก่อน ขณะและหลังการกระทำผิด ซึ่งปัจจุบันนอกจากสื่อกระแสหลัก ยังต้องระวังอินฟลูเอนเซอร์ที่ลงพื้นที่ถ่ายคลิปเล่าเรื่องโดยขาดความเข้าใจในหลักอาชญาวิทยาด้วย

ปมครอบครัว : เรื่องเล็กที่กลายเป็นโศกนาฏกรรม

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ วิเคราะห์ถึงคดีฆาตกรรมที่เกิดจากคนใกล้ชิดว่า มีสาเหตุได้ตั้งแต่ความรัก ความโลภ ความโกรธ ไปจนถึงความขัดแย้งทางธุรกิจ โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัวที่มักเริ่มต้นจาก“จุดเล็ก ๆ” เช่น กรณีพี่สาวอายุ 13 ปี ฆาตกรรมน้องสาววัย 7 ขวบ โดยมีน้าช่วยทำลายศพ

สาเหตุที่แท้จริงไม่ใช่แค่การแย่งตุ๊กตา แต่เป็นความกดดันจากการต้องดูแลน้องภายใต้ภาระทางเศรษฐกิจของแม่ที่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ เมื่อพี่สาวต้องดูแลน้องจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง ความเครียดจึงสะสมเป็นปมในใจ

เหตุการณ์ที่พี่สาวบีบคอน้องจนเสียชีวิต สะท้อนว่าสภาพจิตใจและการควบคุมภายในของผู้ก่อเหตุต่ำกว่าคนทั่วไป เพราะขณะที่เหยื่อดิ้นรนทุรนทุรายจนขาดอากาศหายใจ พี่สาวกลับไม่ยอมปล่อยมือ นั่นคือประเด็นที่สำคัญมาก มันเชื่อมโยงกับแนวคิดพันธะทางสังคม(Social Bond)

“หากสายใยความรักความผูกพันในครอบครัวเข้มแข็ง จะเปรียบเสมือนเชือกที่เหนี่ยวรั้งไม่ให้คนทำผิด แต่สำหรับครอบครัวนี้ เชือกแห่งความรักอาจไม่แข็งแรงพอที่จะยึดเหนี่ยวไว้ได้ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ”

อำพรางศพ : สะท้อนประสบการณ์-วิชาชีพ

ส่วนประเด็นการเลือกวิธีอำพรางศพ ไม่ว่าจะโบกปูนหรือการยัดตู้แช่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ชี้ว่าสะท้อนถึงประสบการณ์และพื้นฐานวิชาชีพของผู้ก่อเหตุ คนที่เคยทำงานก่อสร้างอาจรู้วิธีผสมปูนจึงเลือกใช้วิธีนั้น หรือการนำศพใส่ตู้เย็น เพื่อไม่ให้ส่งกลิ่นและชะลอการเน่าเปื่อย เพื่อซื้อเวลาในการหลบหนี

“ทั้งหมดนี้คือการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ชีวิต หรือการเสพสื่อและภาพยนตร์ที่ทำให้ผู้ก่อเหตุคิดว่าตนจะรอดพ้นจากการถูกจับกุม ทั้งหมดนี้จึงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคลว่าเคยเรียนรู้มาอย่างไร”

พร้อมสรุปทิ้งท้าย การป้องกันปัญหาอาชญากรรมที่รุนแรงเช่นนี้ สังคมต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาตั้งแต่ระดับครอบครัว และสื่อต้องทำหน้าที่นำเสนอข่าวอย่างระมัดระวัง ไม่ควรเน้นที่วิธีการฆ่าหรืออำพราง แต่ควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างความตระหนักและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตั้งแต่วันที่ยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ก่อนลุกลามบานปลายจนไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...