โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"ก.ล.ต." ไขปม ประเด็น ซื้อหุ้นทิพย์ ตรวจสอบรัดกุม สร้างความเชื่อมั่น

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“ก.ล.ต.” ไขทุกปม ประเด็น ซื้อหุ้นทิพย์ ยืนยันกระบวนการตรวจสอบรัดกุม พร้อมสร้างความเชื่อมั่น

ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "TNN Wealth" ถึงประเด็นการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์อันเป็นเท็จตามแบบรายงาน 246-2 ของ "สุภาพร พิมพ์พงษ์" โดยเปิดเผยว่า

ข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว สุภาพร พิมพ์พงษ์ ได้ดำเนินการบันทึกรายการการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามรายงาน 246-2 จำนวน 6 หลักทรัพย์ รวมทั้งหมด 7 รายการ โดยรายการได้มาที่ปรากฎเป็นข้อมูลตั้งแต่ 2564-2569 ซึ่งทางสำนักงานก.ล.ต.ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า การรายงานข้อมูลดังกล่าว ไม่ใช่ข้อมูลคงค้างที่อยูในระบบ แต่เป็นการบันทึกรายการในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และ 2 กรกฎาคม 2569

โดยวัตถุประสงค์ของแบบรายงาน 246-2 นั้น เป็นรายงานที่ให้ผู้มีหน้าที่ต้องรายงานการได้มา หรือจำหน่ายไป ซึ่งหลักทรัพย์ เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญ เพื่อแจ้งให้สาธารณะชนได้ทราบ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในระดับสากล ไม่ใช่เพียงในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของบริษัทจดทะเบียนในการเปิดเผยข้อมูล เช่นเดียวกับงบการเงิน หรือผลการดำเนินงาน

ทางสำนักงานก.ล.ต.ซึ่งทำหน้าที่เป็น Regulator ก็จะทำการสอบทานในอีกกระบวนการหนึ่ง หากพบความผิดปกติ หรือมีข้อสงสัย ก็จะมีการแจ้งสู่สาธารณชนได้ทราบ ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมาย หากตรวจพบว่ามีการกระทำความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแบบรายงาน 246-2 ด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้แบบรายงาน 246-2 นั้นจะถูกสอบทานและแจ้งให้สาธารณชนทราบว่าเป็น "ข้อมูลเบื้องต้น" หากพบความผิดปกติ และ สำนักงาน ก.ล.ต. ยืนยันว่ามีกระบวนการในการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ

เมื่อถามถึงในกรณีของ สุภาพร พิมพ์พงษ์ ถึงแรงจูงใจในการกระทำดังกล่าว เลขาฯก.ล.ต.ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า สำนักงานก.ล.ต.ได้ทำการประสาน และพูดคุยกับผู้บันทึกรายการเรียบร้อยแล้ว ส่วนการจะเปิดเผยถึงแรงจูงใจนั้น จำเป็นที่จะต้องได้ข้อยุติในเรื่องกฎหมายเสียก่อน ซึ่งอยู่ในกระบวนการการตรวจสอบ

โดยจากการตรวจสอบข้อมูลในการรายงานทั้งหมดพบว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และเป็นรายการธุรกรรมที่ไม่มีอยู่จริง โดยได้นำรายการข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกจากระบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ "ผู้มีหน้าที่รายงาน" คือผู้ที่ได้มา หรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์ และเกิดการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นที่มากขึ้น หรือลดลง ในจำนวนที่กำหนดเช่น 5%, 10% เป็นต้น ซึ่งมีความเป็นไปได้ทั้งผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และผู้ถือหุ้นรายย่อย ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ซึ่งจะมีการตรวจสอบตามกระบวนการอย่างเข้มงวด

ในขณะที่มาตรการในการตรวจสอบ หรือกระบวนการในการสอบทานข้อมูลตามแบบรายงาน สำนักงานก.ล.ต.ยืนยันว่ามีการสอบทานข้อมูลอย่างเป็นระบบตามหน้าที่ ซึ่งเมื่อผู้มีหน้าที่รายงานแบบเข้ามาก.ล.ต.ก็จะดำเนินการตรวจสอบทุกแบบทันที และเมื่อพบความผิดปกติ หรือแบบที่รานงานนั้นไม่ถูกต้อง จะมีการนำข้อมูลออกจากระบบทันที

ถือว่าเป็นกระบวนการปกติ เนื่อจากข้อมูลที่ผู้มีหน้าที่ต้องรายงานนั้น ไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการ งบการเงิน เป็นความรับผิดชอบของผู้รายงาน สำนักงานก.ล.ต.จะเข้าไปตรวจสอบได้ก็ต่อเมื่อมีผู้รายงานตามแบบแล้วเท่านั้น ไม่สามารถที่จะไปดำเนินการใด ๆ ก่อนที่จะมีการบันทึกแบบทำรายการได้ โดยกระบวนการสอบทาน หรือแจ้งสู่สาธารณะ หลังจากการตรวจสอบ ถึงจะเป็นความรับผิดชอบของก.ล.ต.

ทั้งนี้ในกระบวนการตรวจสอบสำนักงานก.ล.ต.มีการประสาน และเชื่อมโยงข้อมูลกับทุกส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ผ่านการยืนยันอย่างถูกต้อง

แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของการตรวจสอบบัญชีผู้ถือหุ้นนั้น ก็ยังมีข้อจำกัดเนื่องจากข้อมูลผู้ถือหุ้นนั้นจะเป็นปัจจุบันก็ต่อเมื่อมีการปิดสมุดบัญชีแล้วเท่านั้น ไม่สามารถเชื่อโยงข้อมูลผู้ถือหุ้นในลักษณะที่เรียลไทม์ได้ โดยที่ผ่านมามีการปรึกษาถึงแนวคิดในการปิดสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นที่ถี่ขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบันมากที่สุด ซึ่งเป็นแนวทางที่มีการพูดคุยกันมาก่อนหน้าที่จะเกิดประเด็นดังกล่าว เป็นสิ่งที่ก.ล.ต.ให้ความสำคัญมาโดยตลอดในการพัฒนาระบบ หรือโครสร้างของตลาดทุนให้เข้ากับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน สามารถตอบโจทย์ หรือเพิ่มศักยภาพการลงทุนได้

ขณะที่กระบวนการในการป้องกันความเสี่ยงที่รัดกุมขึ้นหลังจากนี้ สำนักงานก.ล.ต.ยังคงมีความเชื่อมั่นว่ากระบวนการสอบทานต่าง ๆ ในปัจจุบันนั้นยังคงมีศักยภาพ การแจ้ง หรือเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณชนนั้นจะต้องมีความถูกต้อง และผ่านการสอบทานเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสำนักงานก.ล.ต.จะเร่งดำเนินการเรื่องการสื่อสารเพื่อสร้างเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อการนำข้อมูลที่เปิดเผยไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของการบังคับใช้การตรวจสอบข้อมูล KYC (Know Your Customer) หรือกระบวนการยืนยันตัวตนนั้น สำนักงานก.ล.ต.ยืนยันว่าทั้งการดำเนินการของบริษัทหลีกทรัพย์เอง หรือทางก.ล.ต.มีการกำหนดมาตรการ และบังคับใช้กระบวนการ KYC อย่างเข้มงวด ผู้ที่จะบันทึกแบบรายการทุกคน จะสามารถตรวจสอบย้อนหลังกลับไป และสามารถตรวจสอบตัวตนของผู้ที่บันทึกแบบรายการได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะกระทบความเชื่อมั่นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทจดทะเบียน หรือผู้ลงทุนหรือไม่อย่างไร สำนักงานก.ล.ต.ยังคงมีความเชื่อมั่นว่ากระบวนการตรวจสอบต่าง ๆ ที่มีอยู่ยังคงรัดกุม และยึดหลักในความถูกต้องโปร่งใสกับทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ซึ่งความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนอาจจะมีกระทบบ้าง แต่สำนักงานก.ล.ต.พร้อมที่จะสื่อสาร และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของกระบวนการทำงานต่าง ๆ ที่จะเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ เพื่อให้ได้มาซึ่งความถูกต้องของข้อมูลที่จะเปิดเผยสู่สาธารณะ ซึ่งสำนักงานก.ล.ต.ยินดีที่จะสื่อสารการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจที่ถูกต้อง และพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

สุดท้าย สำนักงานก.ล.ต.ได้เน้นย้ำถึงผู้ที่มีหน้าที่เปิดเผยข้อมูล จำเป็นที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลด้วยความถูกต้อง สุจริต ซึ่งหากมีการบันทึกรายงานใด ๆ ก็ตามที่ตรวจพบความไม่ถูกต้องหรือมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ หรือนำเข้าข้อมูลที่เป็นเท็จ ก็จะมีบทลงโทษทางกฎหมายตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์ รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...