โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เด็กไทยไม่ได้เลือกอนาคตผิดเสมอไป แต่หลายครั้งเขาไม่เคยได้รับโอกาสให้เลือกอย่างมีข้อมูลพอ

The Better

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
โดย..นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม 

มีผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยที่โตขึ้นมา มีงานทำ มีอาชีพมั่นคงแล้ว แต่เมื่อมองย้อนกลับไปกลับรู้สึกเสียดายเส้นทางที่ไม่ได้เลือก บางคนเคยสอบติดคณะที่อยากเรียน แต่ไม่ได้เรียนเพราะครอบครัวอยากให้อยู่ใกล้บ้าน บางคนเลือกตามเพื่อน บางคนเลือกตามคะแนน บางคนเลือกเพราะภาพลักษณ์ของอาชีพนั้นดูดีในสายตาสังคม จนเมื่อได้ทำงานจริงจึงเพิ่งพบว่า ชีวิตของอาชีพนั้นไม่เหมือนภาพที่เคยจินตนาการไว้

มีเด็กเรียนเก่งจำนวนมากที่ไม่ได้ขาดความสามารถ แต่ขาดคนช่วยคิดอย่างเป็นระบบ เด็กคนหนึ่งอาจสอบติดทันตแพทย์ในมหาวิทยาลัยไกลบ้าน แต่สุดท้ายเลือกเรียนพยาบาลเพราะแม่อยากให้อยู่ใกล้บ้าน และเพราะเพื่อนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากกว่าครูแนะแนวหรือผู้ใหญ่ที่เข้าใจโลกอาชีพจริง เมื่อจบออกมาทำงาน เขาอาจเป็นพยาบาลที่ดี มีความสุขพอสมควรกับงาน แต่ความสุขในเส้นทางที่เลือกไม่ได้แปลว่าความเสียดายในเส้นทางที่ไม่ได้เลือกจะหายไปทั้งหมด คนเราอาจไม่ได้ทุกข์กับชีวิตปัจจุบัน แต่ยังรู้สึกได้ว่า “ถ้าตอนนั้นมีคนช่วยคิดให้ดีกว่านี้ ชีวิตอาจไปได้ไกลกว่านี้ในอีกทางหนึ่ง”

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากเด็กตัดสินใจไม่เป็นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบรอบตัวเด็กที่ไม่เคยช่วยให้เขาตัดสินใจเป็น เราให้เด็กอายุสิบกว่าปีเลือกสายการเรียน เลือกคณะ เลือกเส้นทางอาชีพ ทั้งที่เขายังรู้จักตัวเองไม่มากพอ ยังไม่เคยเห็นชีวิตจริงของอาชีพนั้น และยังต้องตัดสินใจภายใต้อิทธิพลของครอบครัว เพื่อน คะแนนสอบ ความคาดหวังของสังคม และภาพจำของอาชีพที่มักถูกทำให้สวยกว่าความจริง

วัยรุ่นไม่ใช่วัยที่ไร้เหตุผล แต่เป็นวัยที่สมอง ตัวตน และความสามารถในการตัดสินใจระยะยาวยังอยู่ระหว่างพัฒนา องค์การอนามัยโลกนิยามวัยรุ่นอยู่ในช่วงอายุ 10–19 ปี และเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วทั้งร่างกาย ความคิด จิตใจ และสังคม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลต่อวิธีที่เด็กคิด รู้สึก ตัดสินใจ และปฏิสัมพันธ์กับโลก ดังนั้นการปล่อยให้เด็กตัดสินใจเรื่องใหญ่ระดับชีวิตโดยไม่มีข้อมูล ไม่มีประสบการณ์จริง และไม่มีผู้ใหญ่ที่ช่วยสะท้อนอย่างเป็นระบบ จึงไม่ใช่เรื่องยุติธรรมกับเด็ก

ประเทศไทยมีปัญหาเฉพาะที่ชัดเจนมาก คือระบบแนะแนวในโรงเรียนจำนวนมากยังไม่ใช่ระบบค้นหาศักยภาพรายบุคคลอย่างจริงจัง รายงานของ UNICEF Thailand เรื่องบริการแนะแนวอาชีพสำหรับวัยรุ่นและเยาวชนในไทยระบุว่า เด็กไทยจำนวนมากขาด self-knowledge ขาดข้อมูลอาชีพ ขาดข้อมูลตลาดแรงงาน และขาดความมั่นใจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเรียนต่อและอาชีพ รายงานยังชี้ว่าบริการแนะแนวในระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายยังมีข้อจำกัด และไม่เพียงพอที่จะช่วยให้นักเรียนระบุทักษะ ความสนใจ และความใฝ่ฝันของตัวเองได้ดีพอ

ครูแนะแนวจำนวนมากอาจตั้งใจดี แต่ระบบไม่ได้ให้ทรัพยากรเพียงพอ หลายโรงเรียนให้ครูแนะแนวทำงานนี้เป็นภาระเพิ่มจากหน้าที่หลัก จำนวนนักเรียนต่อครูสูง เวลาในการดูแลเด็กเป็นรายบุคคลน้อย และกิจกรรมที่เกิดขึ้นมักเป็นเพียงการให้ข้อมูลพื้นฐาน ทำแบบประเมินสั้น ๆ หรือบอกว่าคะแนนแบบนี้ควรเข้าคณะอะไร มากกว่าจะเป็นการช่วยเด็กสำรวจชีวิตจริงของอาชีพผ่านการพูดคุยกับคนทำงานจริง การไปดูงาน การทดลองทำโปรเจกต์ การฝึกงานระยะสั้น หรือการทำ career portfolio ต่อเนื่องตั้งแต่มัธยมต้น

ผลคือเด็กจำนวนมากไม่ได้เลือกอาชีพจากความเข้าใจชีวิตจริงของงาน แต่เลือกจากภาพจำของอาชีพ หมอคือเก่ง มีเกียรติ รายได้ดี ช่วยคน ทันตแพทย์คือรายได้ดี งานสะอาด เป็นอิสระ พยาบาลคือมั่นคง มีงานแน่ ตำรวจทหารคือเท่ มีเครื่องแบบ มีอำนาจ วิศวะคือฉลาด เท่ รายได้ดี ครูหรือราชการคือมั่นคง พ่อแม่สบายใจ ภาพเหล่านี้ไม่ใช่เท็จทั้งหมด แต่เป็นเพียงด้านหนึ่งของความจริง เด็กจำนวนมากไม่เคยเห็นอีกด้าน เช่น ชั่วโมงทำงาน ความเครียด ระบบอาวุโส งานเอกสาร ความรับผิดชอบทางกฎหมาย ความเสี่ยง burnout เพดานการเติบโต หรือความซ้ำซากของงานประจำวัน

ในบางอาชีพ โดยเฉพาะอาชีพที่สังคมยกย่องสูง เช่น แพทย์ ปัญหาไม่ได้จบที่คำว่าเลือกผิดหรือเลือกถูก หลายคนเรียนได้ดี สอบได้ดี ครอบครัวภูมิใจ แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในระบบจริงกลับเริ่มป่วยทางใจจากความเครียดสะสม การอดนอน perfectionism วัฒนธรรมลำดับชั้น ความรู้สึกผิดพลาดไม่ได้ และ stigma ต่อการขอความช่วยเหลือด้านจิตเวช การเลือกคณะที่ไม่สอดคล้องกับตัวตนอาจไม่ใช่เหตุเดียวของปัญหาสุขภาพจิต แต่ในระบบที่กดดันสูง มันอาจกลายเป็นแรงเสียดทานที่สะสมจนคนพังได้

ตรงนี้ควรพูดอย่างระวังและตรงไปตรงมา ไม่ใช่ว่าเรียนหมอแล้วจะป่วย ไม่ใช่ว่าเลือกผิดแล้วจะฆ่าตัวตาย แต่ต้องยอมรับว่าระบบการศึกษาและการทำงานบางสายมีความกดดันสูงมาก หากเด็กเลือกเข้าไปเพราะคะแนนถึง เพราะครอบครัวอยากให้เป็น เพราะสังคมชื่นชม แต่ไม่ได้เข้าใจตัวเองและไม่ได้เข้าใจชีวิตจริงของอาชีพนั้น ความเสี่ยงต่อความทุกข์เรื้อรังย่อมสูงขึ้นกว่าที่ควรเป็น

อีกเครื่องมือหนึ่งที่อาจช่วยเด็กได้ คือการทดสอบบุคลิกภาพ แต่ต้องใช้ให้ถูกทาง แบบทดสอบอย่าง MBTI หรือแบบประเมินบุคลิกภาพอื่น ๆ ไม่ควรถูกใช้เป็นคำพิพากษาว่าเด็กคนนี้ต้องเป็นอะไร เด็ก INTJ ต้องเป็นหมอ เด็ก ENFP ต้องไปสายสื่อสาร เด็ก INFP ต้องเป็นนักเขียน การคิดแบบนั้นหยาบเกินไป และอาจกลายเป็นกรงใหม่ที่ขังเด็กแทนที่จะปลดปล่อยเขา

คุณค่าที่แท้จริงของมันอยู่ที่การให้เด็กมีภาษาในการอธิบายตัวเอง เด็กบางคนอาจเพิ่งเข้าใจว่าตัวเองไม่ได้แปลกที่ไม่ชอบสังคมขนาดใหญ่ แต่เป็นคนใช้พลังมากเมื่อต้องอยู่กับคนจำนวนมาก เด็กบางคนอาจเพิ่งเข้าใจว่าตัวเองไม่ได้ดื้อ แต่เป็นคนต้องการเหตุผลและ autonomy สูง เด็กบางคนอาจเพิ่งรู้ว่าตัวเองเหมาะกับงานที่ต้องคิดลึก วางระบบ วิเคราะห์ข้อมูล มากกว่างานที่ต้องทำตามขั้นตอนซ้ำ ๆ โดยไม่เห็นความหมาย

ผู้ใหญ่หลายคนเพิ่งเข้าใจตัวเองเมื่ออายุมากแล้ว บางคนเพิ่งทำแบบทดสอบหลังจากทำงานมาหลายปี แล้วพบว่าบุคลิกภาพของตัวเองสอดคล้องกับอาชีพที่เลือกโดยบังเอิญ คนกลุ่มนี้ถือว่าโชคดี แต่ถ้ารู้ตั้งแต่แรก ก็อาจพัฒนาตัวเองได้เร็วกว่า รู้ว่าจะใช้จุดแข็งอย่างไร รู้ว่าจะป้องกันจุดอ่อนอย่างไร และรู้ว่าสภาพแวดล้อมแบบไหนทำให้ตัวเองเติบโต

สำหรับเด็ก การรู้บุคลิกภาพจึงไม่ควรถูกใช้เพื่อปิดประตู แต่ควรใช้เพื่อเปิดบทสนทนา คำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ “เด็กคนนี้ควรเป็นอะไร” แต่คือ “งานแบบไหนทำให้เขาใช้พลังได้ถูกทาง” “งานแบบไหนจะทำให้เขาเหนื่อยเรื้อรัง” และ “ถ้าเลือกทางนี้ จุดอ่อนของเขาจะถูกกระตุ้นตรงไหนบ้าง”

อย่างไรก็ตาม การทดสอบบุคลิกภาพเพียงอย่างเดียวไม่พอ ระบบแนะแนวที่ดีควรใช้หลายเครื่องมือประกอบกัน ทั้ง personality test, aptitude test, แบบประเมินความสนใจทางอาชีพอย่าง Holland/RIASEC, แบบประเมินคุณค่าชีวิต การสะสมผลงาน การทดลองทำงานจริง และการคุยกับคนที่ทำอาชีพนั้น ที่สำคัญคือต้องติดตามเด็กต่อเนื่องเป็นปี ไม่ใช่ทำแบบทดสอบครั้งเดียวแล้วสรุปว่าเด็กคนนี้ควรเรียนอะไร

ในโลกปัจจุบัน ยังมีอีกมิติหนึ่งที่การแนะแนวแบบเก่าแทบไม่เคยสอนเด็กให้คิด คืออนาคตของงานภายใต้ AI และระบบอัตโนมัติ คำถามสมัยก่อนอาจเป็น “อาชีพไหนมั่นคง” แต่คำถามสมัยนี้ควรเปลี่ยนเป็น “งานส่วนไหนของอาชีพนี้จะถูก AI ทำแทน งานส่วนไหนจะถูก AI ช่วยให้ดีขึ้น และคนแบบไหนในอาชีพนี้จะมีคุณค่ามากขึ้นในอนาคต”

AI ไม่น่าจะทำให้อาชีพส่วนใหญ่หายไปทั้งก้อนในทันที แต่มันจะเข้าไปเปลี่ยน task จำนวนมากในแต่ละอาชีพ งานที่ซ้ำ ทำตามขั้นตอน ใช้ข้อมูลมาตรฐาน และไม่ต้องใช้วิจารณญาณสูงจะเสี่ยงถูกแทนหรือถูกลดมูลค่ามากกว่า ส่วนงานที่ต้องใช้ความรู้ลึก การตัดสินใจในบริบทจริง การสื่อสารกับมนุษย์ ความรับผิดชอบทางวิชาชีพ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ จะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น

ดังนั้นเด็กไม่ควรเลือกอาชีพจากภาพลักษณ์เก่า ๆ เพียงอย่างเดียว และก็ไม่ควรกลัว AI จนไม่กล้าเลือกอะไรเลย ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าเด็กจะเป็นหมอ วิศวกร ครู นักบัญชี ทนาย พยาบาล นักออกแบบ หรือสัตวแพทย์ แต่อยู่ที่ว่าเมื่อเข้าสู่อาชีพนั้นแล้ว เขาจะเป็นเพียงคนทำงาน routine หรือเป็นคนที่คิดเป็น วิเคราะห์เป็น สื่อสารเป็น เรียนรู้เร็ว และใช้ AI เพิ่มความสามารถของตัวเองได้ อาชีพเดียวกัน คนหนึ่งอาจถูก AI ลดคุณค่า แต่อีกคนอาจใช้ AI ขยายคุณค่าของตัวเองหลายเท่า

ทางออกจึงไม่ใช่การบอกเด็กว่า “เลือกสิ่งที่ชอบ” แบบโรแมนติก เพราะความชอบอย่างเดียวไม่พอ เด็กอาจชอบภาพของอาชีพ แต่ไม่ชอบชีวิตจริงของอาชีพ เด็กอาจชอบตอนเรียนง่าย แต่ไม่ชอบตอนต้องทนกับความยาก เด็กอาจชอบชื่อเสียง รายได้ หรือชุดเครื่องแบบ แต่ไม่ชอบเนื้องานจริง สิ่งที่ควรบอกเด็กคือให้เลือกจากจุดตัดของ 4 อย่าง ได้แก่ ชอบพอสมควร ถนัดหรือพัฒนาได้ ทนความยากของมันได้ และโลกจริงยังต้องการ

ระบบที่ดีควรเริ่มตั้งแต่มัธยมต้น ไม่ใช่รอให้เด็กใกล้สอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วค่อยแนะแนว มัธยมต้นควรเป็นช่วงเปิดโลก ให้เด็กได้ลองกิจกรรมหลายแบบ เห็นอาชีพหลายกลุ่ม สำรวจบุคลิกภาพ ความสนใจ และความถนัดของตัวเอง มัธยมปลายต้นควรเป็นช่วงจับทิศ ลดตัวเลือกให้เหลือ 2–4 ทาง และทดลองจริงจังขึ้น มัธยมปลายปลายควรเป็นช่วงตัดสินใจจากหลักฐาน ไม่ใช่อารมณ์ คะแนน หรือแรงกดดัน ส่วนมหาวิทยาลัยปีแรก ๆ ก็ควรยังมีระบบให้ปรับเปลี่ยนเส้นทางได้โดยไม่ลงโทษเด็กมากเกินไป

โรงเรียนควรมี career portfolio ของเด็กแต่ละคนตั้งแต่ม.ต้น ไม่ใช่แค่แฟ้มกิจกรรมเพื่อใช้ยื่นพอร์ต แต่เป็นแฟ้มพัฒนาการจริงว่าเด็กคนนี้เคยลองอะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ถนัดอะไร เครียดกับอะไร มี pattern การเรียนรู้แบบไหน เคยคุยกับคนทำอาชีพใดมาแล้วบ้าง และเมื่อเวลาผ่านไปความสนใจของเขานิ่งขึ้นหรือเปลี่ยนไปอย่างไร ครูแนะแนวควรเป็นวิชาชีพที่มีเวลา มีเครื่องมือ มีฐานข้อมูล และมีการฝึกอบรมจริง ไม่ใช่งานฝากของครูที่มีภาระเต็มมืออยู่แล้ว

พ่อแม่เองก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ตัดสินแทนเด็ก มาเป็นผู้ช่วยให้เด็กเห็นข้อมูลครบขึ้น ความหวังดีของพ่อแม่อาจกลายเป็นแรงกดดันได้ง่าย ถ้าพ่อแม่ใช้ข้อมูลจากโลกยุคเก่า เช่น อาชีพนี้มั่นคง อาชีพนี้มีเกียรติ อาชีพนี้อยู่ใกล้บ้าน อาชีพนี้คนชม โดยไม่เข้าใจว่าลูกมีวิธีคิด มีพลัง มีจุดแข็ง จุดอ่อน และความต้องการชีวิตแบบใด บางครั้งคำว่า “อยู่ใกล้บ้าน” อาจช่วยให้ครอบครัวสบายใจในระยะสั้น แต่ทำให้เด็กเสียโอกาสระยะยาวโดยไม่มีใครตั้งใจ

บทเรียนสำคัญคือ เด็กไม่ได้ต้องการแค่คนถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เด็กต้องการระบบที่ช่วยให้เขาตอบคำถามนั้นอย่างมีข้อมูลมากพอ เขาต้องการเห็นโลกจริงของอาชีพก่อนเดิมพันชีวิตจริง ต้องการผู้ใหญ่ที่ช่วยสะท้อนตัวตน ไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่รีบสรุปแทน ต้องการแบบทดสอบที่ช่วยให้รู้จักตัวเอง ไม่ใช่แบบทดสอบที่เอาไว้ตีตรา ต้องการโรงเรียนที่พาเขาไปทดลองโลกงานจริง ไม่ใช่แค่บอกว่าคะแนนเท่านี้เข้าคณะอะไรได้

เด็กที่รู้ตัวเองตั้งแต่เล็ก เช่น รักสัตว์ อยากเป็นสัตวแพทย์ ตั้งเป้าชัดเจน และมีครอบครัวเข้าใจส่งเสริม ถือเป็นกรณีโชคดี แต่ไม่ควรปล่อยให้อนาคตของเด็กส่วนใหญ่ขึ้นกับโชค เด็กส่วนใหญ่ไม่ได้รู้ตัวเองเร็วขนาดนั้น และไม่ผิดเลยที่เขายังไม่แน่ใจ สิ่งที่ผิดคือระบบที่ปล่อยให้ความไม่แน่ใจของเด็กถูกชี้นำโดยเพื่อน ค่านิยม คะแนนสอบ และความกลัวของผู้ใหญ่ มากกว่าถูกชี้นำด้วยข้อมูล ประสบการณ์ และการเข้าใจตัวเอง

สุดท้าย ปัญหาการเลือกคณะของเด็กไทยไม่ใช่เด็กไม่มีความฝัน แต่คือเด็กไม่มีพื้นที่ทดลองความฝันก่อนต้องเดิมพันชีวิตจริง เราไม่จำเป็นต้องทำให้เด็กทุกคนเลือกถูกตั้งแต่ครั้งแรก เพราะชีวิตมนุษย์ซับซ้อนกว่านั้น แต่เราควรทำให้เด็กมีโอกาสเลือกผิดน้อยลง เสียดายน้อยลง และเข้าใจตัวเองเร็วขึ้นกว่าคนรุ่นก่อน

อนาคตของเด็กไม่ควรถูกตัดสินด้วยคะแนนสอบหนึ่งช่วงชีวิต คำแนะนำของเพื่อนหนึ่งกลุ่ม หรือความคาดหวังของครอบครัวหนึ่งยุคสมัย แต่ควรถูกสร้างจากการรู้จักตัวเอง เห็นโลกงานจริง เข้าใจข้อจำกัดของชีวิต และพัฒนาทักษะที่ทำให้เขาอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะโลกที่ AI จะไม่รอให้ใครพร้อมก่อนจะเปลี่ยนวิธีทำงานของทุกอาชีพ

เอกสารอ้างอิง

1. UNICEF Thailand. Mapping of Career Guidance Services and Interventions for Adolescents and Youth in Thailand. 2022.
2. OECD. The State of Global Teenage Career Preparation. 2025.
3. World Health Organization. Adolescent Health.
4. World Health Organization. Mental Health of Adolescents.
5. Phomprasith S, et al. Prevalence and Associated Factors of Depression in Medical Students in a Northern Thailand University: A Cross-Sectional Study. 2022.
6. Aviles CB. A Review of the Myers-Briggs Type Inventory: A Tool for Employee Training and Development. 2001.
7. International Labour Organization. Generative AI and Jobs: A Refined Global Index of Occupational Exposure. 2025.
8. OECD. AI and Skills. 2026.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...