รัฐสภาไฟเขียวความตกลง 5 ฉบับ FTA กับเอฟตา-ภูฏาน อัปเกรด ACFTA-ATIGA ความตกลงประมง WTO หนุนค้าขาย-ดึงลงทุน
กระทรวงพาณิชย์ ได้นำความตกลงทางการค้า 5 ฉบับ เสนอต่อประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา โดยเป็นความตกลงการค้าเสรี (FTA) 2 ฉบับ ได้แก่ 1.FTA ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association : EFTA หรือ เอฟตา) และ 2.FTA ไทย-ภูฏาน การยกระดับความตกลงการค้าเสรี 2 ฉบับ ได้แก่ 1.FTA อาเซียน-จีน (ASEAN-China Free Trade Area: ACFTA) และ 2.ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Second Protocol to Amend the ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) และฉบับสุดท้าย พิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เป็นผู้นำเสนอด้วยตนเอง ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ได้มีมติเห็นชอบการนำเสนอเรื่องดังกล่าว ซึ่งถือว่า ผ่านกระบวนการทางกฎหมายเรียบร้อยแล้ว และหากไทยให้สัตยาบันบังคับใช้ ก็จะมีผลบังคับใช้ต่อไป
ไทย-เอฟตา FTA ฉบับแรกกับยุโรป
สำหรับความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-เอฟตา หรือสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ได้มีการลงนามกันเมื่อวันที่ 23 ม.ค.2568 ที่ House of Switzerland เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส หลังจากไทยและเอฟตาได้ประกาศกลับมาเริ่มต้นเจรจากันใหม่เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2565 จากที่ก่อนหน้านี้ ใช้ความพยายามเจรจากันมานานกว่า 20 ปี และนับจากวันที่กลับมาเริ่มต้นเจรจากันใหม่ ใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปี ก็สามารถที่จะสรุปผลการเจรจากันได้
ทั้งนี้ ประเมินว่า ทันทีที่ความตกลงฉบับนี้บังคับใช้ ไทยจะได้รับประโยชน์ในการขยายตลาดส่งออกทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม เช่น ข้าว ผักผลไม้สด อาหารทะเลแปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์พลาสติก ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหารสัตว์เลี้ยง รวมถึงลดต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบ เช่น ชีส เนยแข็ง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการส่งออกกลุ่มอาหารแปรรูป
นางศุภจีกล่าวว่า FTA ไทย-เอฟตา จะเป็นก้าวสำคัญในการจัดทำ FTA ของไทย เนื่องจากเป็น FTA ฉบับแรกที่ไทยจัดทำกับกลุ่มประเทศในยุโรป โดย EFTA เป็นกลุ่มประเทศที่มีกําลังซื้อสูง จะยกเว้นภาษีนําเข้าสินค้าจำนวนมากให้กับไทยทันทีเมื่อความตกลงมีผลบังคับใช้ ทำให้ไทยจะได้ประโยชน์ในการขยายโอกาสส่งออกสินค้าและบริการหลายอย่างที่ไทยมีศักยภาพ และ EFTA ยังมีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน การค้าการลงทุนกับ EFTA จะช่วยให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยต้องยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าและกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการเปิดประตูการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) ที่ไทยกำลังเจรจา FTA อยู่ รวมถึงช่วยเตรียมความพร้อมของไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต
FTA ไทย-ภูฏานเจรจาแค่ 9 เดือนจบ
FTA ไทย-ภูฏาน เป็น FTA ฉบับแรกที่ใช้ระยะเวลาการเจรจาสั้นมาก แค่ 9 เดือน ก็สามารถสรุปผลการเจรจากันได้ และได้มีการลงนามกันไปเมื่อวันที่ 3 เม.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยถือเป็นประเทศลำดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียใต้ที่ได้ทำ FTA กับไทย ต่อจากอินเดียและศรีลังกา
ภายใต้ FTA ฉบับนี้ นางศุภจีระบุว่า การเปิดเสรีจะครอบคลุมเฉพาะการค้าสินค้า โดยเป็นการยกเว้นภาษีทันทีในวันที่ความตกลงมีผลใช้บังคับ โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ อาทิ ยานยนต์และชิ้นส่วน น้ำผลไม้ ผลไม้อบแห้ง เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารปรุงแต่ง สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง ตลอดจนเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีทางเลือกในการเข้าถึงวัตถุดิบจากภูฏานมากขึ้น อาทิ แร่ธาตุ ถั่งเช่า เห็ดมัตซึทาเกะ และผักและผลไม้เมืองหนาว เช่น แอปเปิล ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทย รวมทั้งผู้บริโภคชาวไทยจะมีทางเลือกบริโภคสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น รวมทั้งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยสู่ภูมิภาคเอเชียใต้
ยกระดับ FTA อาเซียน-จีน
นางศุภจีกล่าวว่า การยกระดับ FTA อาเซียน-จีน หรือ ACFTA ได้มีการลงนามพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านระหว่างสมาชิกอาเซียนกับจีน ซึ่งเป็นพิธีสารเพื่อยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน หรือที่เรียกว่า ACFTA 3.0 ให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมธุรกิจในปัจจุบัน และถือเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าไทยและจีน วันที่ 29 ต.ค.2568 ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ครั้งที่ 28 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
โดย ACFTA 3.0 เป็นหนึ่งในความสําเร็จระหว่างอาเซียนและจีน โดยเฉพาะไทยในฐานะที่เป็นประธานฝ่ายอาเซียน และได้ผลักดันการเจรจาดังกล่าวจนได้ข้อสรุป ซึ่งความตกลง ACFTA ถือเป็น FTA ที่อาเซียนมีการใช้สิทธิประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งเป็น FTA ที่ช่วยขยายมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับจีน จนทําให้จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาตลอด 12 ปีที่ผ่านมา
สำหรับการยกระดับความตกลง ACFTA เป็นการยกระดับกฎระเบียบและความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้ทันสมัยและเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น โดยครอบคลุมการปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านพิธีการศุลกากร มาตรฐานสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ รวมถึงการเพิ่มบทใหม่อีก 5 บท ได้แก่ เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค ความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน และการส่งเสริม MSMEs ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการค้า ลดต้นทุนทางธุรกิจ และสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยเพิ่มมูลค่าสินค้าและขยายโอกาสทางการค้าไปยังตลาดโลกได้มากขึ้น
ปรับปรุงความตกลง ATIGA
สำหรับการปรับปรุงความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Second Protocol to Amend the ASEAN Trade in Goods Agreement - ATIGA) นางศุภจีได้มีการลงนามร่วมกับสมาชิกอาเซียน ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) เมื่อวันที่ 26-28 ต.ค.2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
โดยความตกลงใหม่นี้ ได้ปรับปรุงมาจากความตกลงว่าด้วยอัตราภาษีศุลกากรที่เท่ากัน (Common Effective Preferential Tariff : CEPT) ของอาเซียน หรือ ASEAN Free Trade Area-Common Effective Preferential Tariff (AFTA CEPT) ซึ่งมีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2553 เพื่อสร้างหลักเกณฑ์ที่แน่ชัดในด้านการค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ครอบคลุม ทั้งการลดภาษีสินค้า มาตรการที่มิใช่ภาษี การอำนวยความสะดวกทางการค้า กระบวนการด้านศุลกากรและกฎระเบียบทางเทคนิคที่เป็นอุปสรรคทางการค้า
จากนั้น ในปี 2568 คณะมนตรีเขตการค้าเสรีอาเซียนเห็นชอบการเจรจายกระดับความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Upgraded ATIGA) จึงได้มีการจัดทำร่างพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) โดยประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศได้ลงนามในพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลง ATIGA และเอกสารแนบท้ายครบถ้วนแล้ว เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2568
“การปรับปรุงความตกลง ATIGA จะมุ่งยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษี ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการทางการค้า เพิ่มความโปร่งใสในการกำกับดูแล และจัดทำกลไกแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเพิ่มความร่วมมือในประเด็นการค้ายุคใหม่ อาทิ สิ่งแวดล้อม การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) การรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน และการเข้าถึงสินค้าจำเป็นในช่วงวิกฤต”นางศุภจีกล่าว
ทั้งนี้ ขั้นตอนการดำเนินงาน กรมการค้าต่างประเทศและกรมศุลกากร จะต้องดำเนินการออกประกาศที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลง ATIGA มีผลใช้บังคับภายใน 18 เดือน หลังจากประเทศสมาชิกอาเซียนลงนามร่างพิธีสารดังกล่าว โดยใน 18 เดือนนั้น ประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศจะต้องดำเนินกระบวนการภายในที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จด้วย
เข้าร่วมความตกลงประมง WTO
ทางด้านการยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง (Agreement on Fisheries Subsidies) เป็นส่วนหนึ่งของความตกลง WTO ซึ่งเป็นไปตามผลการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 12 (MC12) ที่จัดตั้งขึ้นระหว่างวันที่ 12–17 มิ.ย.2565 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ที่มีมติรับรองพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้ง WTO เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของภาคผนวก 1A ของความตกลง WTO (Multilateral Agreements on Trade in Goods)
โดยความตกลงดังกล่าว จะมีผลใช้บังคับกับสมาชิกที่ให้การยอมรับ 2 ใน 3 ของสมาชิก WTO ทั้งหมด (คิดเป็น 111 รายจาก 166 ประเทศ) โดยความตกลงจะบังคับใช้เฉพาะกับสมาชิกที่ให้การยอมรับ (Acceptance) แล้วเท่านั้น และจะบังคับใช้กับสมาชิกที่ให้การยอมรับหลังจากความตกลงมีผลใช้บังคับแล้วทันที ซึ่งปัจจุบันความตกลงมีผลใช้บังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.2568
อย่างไรก็ตาม WTO และสมาชิกที่ให้การยอมรับพิธีสารฯ แล้ว ได้ผลักดันให้สมาชิกที่เหลือเร่งดำเนินการภายในเพื่อสามารถยอมรับพิธีสารฯ ได้โดยเร็วที่สุด ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 119 ราย ได้ให้การยอมรับพิธีสารฯ แล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา จีน สหภาพยุโรป แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ทั้งนี้ สมาชิกอาเซียนที่ให้การยอมรับแล้ว ได้แก่ บรูไน กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ขณะที่ไทย อินโดนีเซีย และเมียนมา ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ และในส่วนของไทย รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบไทยในการยอมรับพิธีสารแล้ว
สำหรับความตกลงฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เนื่องจากจะเป็นการส่งเสริมจุดยืนของประเทศไทยในการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำและประเทศไทยจะปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศภายใต้ WTO ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก โดยผลของการปฏิบัติตามความตกลงจะได้มาซึ่งการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเลและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความตกลงไม่ได้สร้างข้อจำกัดและไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียผลประโยชน์เพิ่มเติม หรือต้องปรับตัวกับมาตรการดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทย โดยกรมประมงได้มีมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงเพื่อรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว เช่น การออกใบอนุญาตทำประมง การกำหนดวันในการทำประมง การกำจัดจำนวนเรือ การกำหนดพื้นที่และเครื่องมือในการทำประมง เป็นต้น
นอกจากนี้ ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนาสามารถใช้ประโยชน์จากกองทุนของ WTO ภายหลังจากการยอมรับความตกลง เพื่อนำมาบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ และภาคการประมงของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไปด้วย
“การเข้าเป็นสมาชิกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงภายใต้ WTO ที่มีสาระสำคัญ คือ การห้ามอุดหนุนแก่ผู้ประกอบการที่ทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน หรือไร้การควบคุม (IUU Fishing) จะช่วยให้ไทยสามารถรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเลและสิ่งแวดล้อม และช่วยสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้แก่ชาวประมงและผู้ประกอบการไทย”นางศุภจีสรุป
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO