โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

วิกฤตปุ๋ยโลกเขย่าเกษตรไทย เอกชนจี้ปลดล็อก พ.ร.บ.ปุ๋ย ดันเหมืองโพแทช

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อเร็ว ๆ นี้ โพสต์ทูเดย์ ได้จัดงานเสวนา ROUND TABLE “ฝ่าวิกฤตพลังงาน ทางรอดประเทศไทย” ในหัวข้อ Hormuz Shock - วิกฤตปุ๋ยโลก ทางรอดเกษตรไทย ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ โดยภายในงานภาคเอกชนได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองและเสนอทางออกเรื่องปุ๋ย

นายสมิทธิ ว่องไพฑูรย์ กรรมการบริหาร บริษัท เอจี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า วิกฤตราคาปุ๋ยยูเรียและการพุ่งสูงของต้นทุนนั้น ชาวไร่อ้อยถือเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยหลักจากปัญหาราคาปุ๋ยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

โดยปุ๋ยที่กระทบหนักที่สุด คือ ปุ๋ยสูตร 46-0-0 หรือ "ยูเรีย" จากเดิมราคาปุ๋ยยูเรียอยู่ที่ประมาณ 800 กว่าบาทต่อกระสอบ (50 กก.) พุ่งสูงขึ้นไปถึง 1,200 - 1,400 บาท ซึ่งถือว่าราคาแพงขึ้นเกือบ 2 เท่า

ทั้งนี้สถานการณ์ราคาหน้าร้านและสต็อกสินค้า แนวโน้มราคาปัจจุบันแม้สถานการณ์ภาพรวมเริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวลงบ้างและบางส่วนเริ่มคลี่คลาย แต่ราคายังไม่สงบ 100% เนื่องด้วยผู้ประกอบการร้านขายปุ๋ยยังต้องแบกต้นทุนเดิมที่สูงจากช่วงก่อนหน้าเอาไว้ ราคาขายปลีกหน้าร้านจะเริ่มขยับลงอย่างมีระยะเวลาคาดว่าต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน เพื่อระบายสต็อกเดิมออกไปก่อน

นายสมิทธิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดปุ๋ยในปัจจุบันมีลักษณะของการแข่งขัน เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้การแข่งขันเกิดขึ้นมากกว่านี้ แต่ภายใต้กรอบของกฎหมายหรือพระราชบัญญัติปุ๋ยในปัจจุบันถือว่าค่อนข้างยาก และควรปรับปรุงกฎระเบียบหรือกระบวนการต่างๆ ให้สอดคล้องกับยุคสมัยเทคโนโลยี

อย่างไรก็ดีส่วนตัวมองว่าปุ๋ยชีวภาพ คือทางออก และเป็นทางรอดของไทย เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

ด้าน ภก. นพ หาวารี ประธานบริหารนวัตกรรม บริษัท กรีน อินโน ไทย จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ของเกษตรกรไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับภาวะต้นทุนพุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก โดยไม่ได้มีเพียงแค่ราคาปุ๋ยเท่านั้นที่เป็นปัจจัยหลัก แต่ยังรวมถึง "ต้นทุนน้ำมัน" ที่ส่งผลกระทบ

ปัจจุบันพื้นที่เกษตรกว่า 70 ล้านไร่ ยังคงพึ่งพาปุ๋ยเคมีสูตรหลัก ทำให้เมื่อราคาปัจจัยการผลิตเหล่านี้ผันผวนย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งระบบเศรษฐกิจเกษตรและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ภก. นพ กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตปุ๋ยทางเลือกเช่น ปุ๋ยอินทรีย์ให้ได้มาตรฐานตามที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดในปัจจุบันนั้น มีความยากลำบากกว่าเทคโนโลยีเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างมาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้น

จี้ปลดล็อก พ.ร.บ. ปุ๋ย

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ นวัตกรรมปุ๋ยของคนไทย ที่ปัจจุบันมีความพร้อมทางเทคโนโลยีอย่างมาก เช่น เทคโนโลยีการควบคุมการปลดปล่อยสารอาหาร (Control Release) และ ปุ๋ยละลายช้า (Slow Release) แต่เทคโนโลยีเหล่านี้กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เนื่องจากข้อจำกัดของพ.ร.บ. ปุ๋ยที่ล้าหลัง

ปัจจุบัน พ.ร.บ.ปุ๋ย กำหนดหมวดหมู่ไว้เพียง 3 ประเภท คือ ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี และวัตถุอันตราย เท่านั้น ทำให้สารนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น "นาโนตอส" (Nanotoss) ไม่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ใด หากต้องการขึ้นทะเบียนนวัตกรรมใหม่จะต้องผ่านกระบวนการทดสอบความเป็นพิษที่ใช้เวลานานถึง 3-5 ปี ซึ่งไม่ทันท่วงทีต่อวิกฤตโลกที่เกิดขึ้นซ้ำหลายรอบ

แม้ภาครัฐจะพยายามออกมาตรการเยียวยาเฉพาะหน้า เช่น โครงการ "ปุ๋ยคนละครึ่ง" แต่หากไม่มีการแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างการปรับปรุงข้อกฎหมายเพื่อรองรับนวัตกรรมใหม่ๆ เกษตรกรไทยก็ยังคงต้องติดกับดักต้นทุนที่สูงเกินความจำเป็นต่อไป

นายรัสชัย เหรียญพาณิชย์ กรรมการสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยในภาคการเกษตร 100% ทั้งในส่วนของปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสเฟต และโพแทสเซียม ทำให้เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการผลิต ส่งออก หรือซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมปุ๋ยโลก ภาคการเกษตรไทยจึงมีความเปราะบางและได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาด้านราคาปุ๋ยมักเป็นไปในเชิงรับ เช่น เจรจาหาซื้อเมื่อขาดตลาด หรือควบคุมราคาเมื่อปุ๋ยมีราคาสูง แต่มาตรการเหล่านี้ไม่ตอบโจทย์ปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นในปัจจุบัน ทั้งในด้านภาวะโลกร้อนหรือประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ การตั้งกองทุนหรือควบคุมโดยรัฐก็ไม่สอดคล้องกับการแก้ปัญหานัก

แนะทางรอด ตั้งบอร์ดปุ๋ยแห่งชาติ -ตั้งเหมืองโพแทซ

ทั้งนี้ ทางที่ดีควรให้ภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญมาบริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคามากกว่าภาครัฐ แต่ผู้ประกอบการก็เผชิญข้อจำกัดในหลายด้าน โดยเฉพาะความซับซ้อนทางกฎระเบียบ เพราะการดำเนินกิจการและขอใบอนุญาตหลายฉบับดำเนินธุรกิจ ต้องอาศัยการติดต่อประสานงานถึง 4 กระทรวง

ขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาและทางออกของอุตสาหกรรมปุ๋ยไทย ในระยะสั้นภาครัฐควรลดกฎระเบียบที่ซับซ้อน เปิดให้มีการแข่งขันที่เสรี เพื่อให้เอกชนจัดหาปุ๋ยจากหลายแหล่งในราคาที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

ในระยะกลางควรใช้สิทธิประโยชน์จาก BOI การดึงดูดบริษัทปุ๋ยต่างชาติเข้ามาในไทย และจัดตั้งคณะกรรมการปุ๋ยแห่งชาติ เพื่อกำหนดนโยบายทิศทางบริหารจัดการปุ๋ยของไทย โดยไม่ต้อเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาด

นอกจากนี้ การจัดตั้งเหมืองโพแทซในประเทศไทย เพื่อตอบสนองความต้องการนำเข้าปุ๋ยโพแทซกว่า 700,000 ตัน/ปี เพื่อใช้กับพืชเศรษฐกิจหลายชนิดของไทย ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านอุปทาน ควบคุมต้นทุนการผลิต และสร้างรายได้แก่ประเทศ แม้ในไทยโครงการนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา จากข้อจำกัดด้านประเด็นทางสิ่งแวดล้อมก็ตาม

อย่างไรก็ตามเราควรส่งเสริมเกษตรกรให้ใช้ปุ๋ยถูกสูตร ถูกอัตรา ถูกเวลา และถูกวิธี สนับสนุนให้ตรวจค่าดินเพื่อผสมปุ๋ยใช้เอง นำปุ๋ยอินทรีย์มาผสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก พร้อมจัดตั้งสถาบันพัฒนาเกษตรกรเพื่อยกระดับอาชีพให้มีความมั่นคงและสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...