วิกฤตปุ๋ยโลกเขย่าเกษตรไทย เอกชนจี้ปลดล็อก พ.ร.บ.ปุ๋ย ดันเหมืองโพแทช
เมื่อเร็ว ๆ นี้ โพสต์ทูเดย์ ได้จัดงานเสวนา ROUND TABLE “ฝ่าวิกฤตพลังงาน ทางรอดประเทศไทย” ในหัวข้อ Hormuz Shock - วิกฤตปุ๋ยโลก ทางรอดเกษตรไทย ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ โดยภายในงานภาคเอกชนได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองและเสนอทางออกเรื่องปุ๋ย
นายสมิทธิ ว่องไพฑูรย์ กรรมการบริหาร บริษัท เอจี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า วิกฤตราคาปุ๋ยยูเรียและการพุ่งสูงของต้นทุนนั้น ชาวไร่อ้อยถือเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยหลักจากปัญหาราคาปุ๋ยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา
โดยปุ๋ยที่กระทบหนักที่สุด คือ ปุ๋ยสูตร 46-0-0 หรือ "ยูเรีย" จากเดิมราคาปุ๋ยยูเรียอยู่ที่ประมาณ 800 กว่าบาทต่อกระสอบ (50 กก.) พุ่งสูงขึ้นไปถึง 1,200 - 1,400 บาท ซึ่งถือว่าราคาแพงขึ้นเกือบ 2 เท่า
ทั้งนี้สถานการณ์ราคาหน้าร้านและสต็อกสินค้า แนวโน้มราคาปัจจุบันแม้สถานการณ์ภาพรวมเริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวลงบ้างและบางส่วนเริ่มคลี่คลาย แต่ราคายังไม่สงบ 100% เนื่องด้วยผู้ประกอบการร้านขายปุ๋ยยังต้องแบกต้นทุนเดิมที่สูงจากช่วงก่อนหน้าเอาไว้ ราคาขายปลีกหน้าร้านจะเริ่มขยับลงอย่างมีระยะเวลาคาดว่าต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน เพื่อระบายสต็อกเดิมออกไปก่อน
นายสมิทธิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดปุ๋ยในปัจจุบันมีลักษณะของการแข่งขัน เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้การแข่งขันเกิดขึ้นมากกว่านี้ แต่ภายใต้กรอบของกฎหมายหรือพระราชบัญญัติปุ๋ยในปัจจุบันถือว่าค่อนข้างยาก และควรปรับปรุงกฎระเบียบหรือกระบวนการต่างๆ ให้สอดคล้องกับยุคสมัยเทคโนโลยี
อย่างไรก็ดีส่วนตัวมองว่าปุ๋ยชีวภาพ คือทางออก และเป็นทางรอดของไทย เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ
ด้าน ภก. นพ หาวารี ประธานบริหารนวัตกรรม บริษัท กรีน อินโน ไทย จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ของเกษตรกรไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับภาวะต้นทุนพุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก โดยไม่ได้มีเพียงแค่ราคาปุ๋ยเท่านั้นที่เป็นปัจจัยหลัก แต่ยังรวมถึง "ต้นทุนน้ำมัน" ที่ส่งผลกระทบ
ปัจจุบันพื้นที่เกษตรกว่า 70 ล้านไร่ ยังคงพึ่งพาปุ๋ยเคมีสูตรหลัก ทำให้เมื่อราคาปัจจัยการผลิตเหล่านี้ผันผวนย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งระบบเศรษฐกิจเกษตรและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ภก. นพ กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตปุ๋ยทางเลือกเช่น ปุ๋ยอินทรีย์ให้ได้มาตรฐานตามที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดในปัจจุบันนั้น มีความยากลำบากกว่าเทคโนโลยีเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างมาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้น
จี้ปลดล็อก พ.ร.บ. ปุ๋ย
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ นวัตกรรมปุ๋ยของคนไทย ที่ปัจจุบันมีความพร้อมทางเทคโนโลยีอย่างมาก เช่น เทคโนโลยีการควบคุมการปลดปล่อยสารอาหาร (Control Release) และ ปุ๋ยละลายช้า (Slow Release) แต่เทคโนโลยีเหล่านี้กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เนื่องจากข้อจำกัดของพ.ร.บ. ปุ๋ยที่ล้าหลัง
ปัจจุบัน พ.ร.บ.ปุ๋ย กำหนดหมวดหมู่ไว้เพียง 3 ประเภท คือ ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี และวัตถุอันตราย เท่านั้น ทำให้สารนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น "นาโนตอส" (Nanotoss) ไม่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ใด หากต้องการขึ้นทะเบียนนวัตกรรมใหม่จะต้องผ่านกระบวนการทดสอบความเป็นพิษที่ใช้เวลานานถึง 3-5 ปี ซึ่งไม่ทันท่วงทีต่อวิกฤตโลกที่เกิดขึ้นซ้ำหลายรอบ
แม้ภาครัฐจะพยายามออกมาตรการเยียวยาเฉพาะหน้า เช่น โครงการ "ปุ๋ยคนละครึ่ง" แต่หากไม่มีการแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างการปรับปรุงข้อกฎหมายเพื่อรองรับนวัตกรรมใหม่ๆ เกษตรกรไทยก็ยังคงต้องติดกับดักต้นทุนที่สูงเกินความจำเป็นต่อไป
นายรัสชัย เหรียญพาณิชย์ กรรมการสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยในภาคการเกษตร 100% ทั้งในส่วนของปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสเฟต และโพแทสเซียม ทำให้เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการผลิต ส่งออก หรือซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมปุ๋ยโลก ภาคการเกษตรไทยจึงมีความเปราะบางและได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาด้านราคาปุ๋ยมักเป็นไปในเชิงรับ เช่น เจรจาหาซื้อเมื่อขาดตลาด หรือควบคุมราคาเมื่อปุ๋ยมีราคาสูง แต่มาตรการเหล่านี้ไม่ตอบโจทย์ปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นในปัจจุบัน ทั้งในด้านภาวะโลกร้อนหรือประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ การตั้งกองทุนหรือควบคุมโดยรัฐก็ไม่สอดคล้องกับการแก้ปัญหานัก
แนะทางรอด ตั้งบอร์ดปุ๋ยแห่งชาติ -ตั้งเหมืองโพแทซ
ทั้งนี้ ทางที่ดีควรให้ภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญมาบริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคามากกว่าภาครัฐ แต่ผู้ประกอบการก็เผชิญข้อจำกัดในหลายด้าน โดยเฉพาะความซับซ้อนทางกฎระเบียบ เพราะการดำเนินกิจการและขอใบอนุญาตหลายฉบับดำเนินธุรกิจ ต้องอาศัยการติดต่อประสานงานถึง 4 กระทรวง
ขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาและทางออกของอุตสาหกรรมปุ๋ยไทย ในระยะสั้นภาครัฐควรลดกฎระเบียบที่ซับซ้อน เปิดให้มีการแข่งขันที่เสรี เพื่อให้เอกชนจัดหาปุ๋ยจากหลายแหล่งในราคาที่เหมาะสมยิ่งขึ้น
ในระยะกลางควรใช้สิทธิประโยชน์จาก BOI การดึงดูดบริษัทปุ๋ยต่างชาติเข้ามาในไทย และจัดตั้งคณะกรรมการปุ๋ยแห่งชาติ เพื่อกำหนดนโยบายทิศทางบริหารจัดการปุ๋ยของไทย โดยไม่ต้อเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาด
นอกจากนี้ การจัดตั้งเหมืองโพแทซในประเทศไทย เพื่อตอบสนองความต้องการนำเข้าปุ๋ยโพแทซกว่า 700,000 ตัน/ปี เพื่อใช้กับพืชเศรษฐกิจหลายชนิดของไทย ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านอุปทาน ควบคุมต้นทุนการผลิต และสร้างรายได้แก่ประเทศ แม้ในไทยโครงการนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา จากข้อจำกัดด้านประเด็นทางสิ่งแวดล้อมก็ตาม
อย่างไรก็ตามเราควรส่งเสริมเกษตรกรให้ใช้ปุ๋ยถูกสูตร ถูกอัตรา ถูกเวลา และถูกวิธี สนับสนุนให้ตรวจค่าดินเพื่อผสมปุ๋ยใช้เอง นำปุ๋ยอินทรีย์มาผสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก พร้อมจัดตั้งสถาบันพัฒนาเกษตรกรเพื่อยกระดับอาชีพให้มีความมั่นคงและสร้างรายได้ที่ยั่งยืน