สิงห์ เอสเตท ขายที่ดินนิคมฯ รับทุนต่างชาติ
พิษตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกยังกดดัน ปั๊มกำไร Q1 พุ่ง 49 ล้าน ชูกลยุทธ์กระจายเสถียรภาพผ่าน 4 พอร์ตธุรกิจหลัก ท่องเที่ยวไทย-มัลดีฟส์ทุบสถิติใหม่ ดันอัตราเข้าพักแตะ 89% ออฟฟิศ สิงห์ คอมเพล็กซ์ ผู้เช่าแน่น 90% ครึ่งปีหลังจ่อบุ๊กรายได้ขายนิคมฯ เอส อ่างทอง มั่นใจระบบไฟ-น้ำพร้อม ดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่เข้าไทย
18 พฤษภาคม 2569 - ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยลบที่กดดันภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมของภาคอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างฐานรายได้ประจำเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการเติบโตในระยะยาว
บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ผู้พัฒนาและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล รายงานผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 โดยมีรายได้จากการดำเนินงานรวมแตะระดับ 3,263 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 49 ล้านบาท เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 4 ล้านบาท ด้านกำไรขั้นต้นปรับเพิ่มขึ้น 2% อยู่ที่ 1,371 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น ขยับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 42% จากเดิม 40% ในปีก่อน ส่วนกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย อยู่ที่ 935 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วน EBITDA Margin ที่เพิ่มขึ้นเป็น 28.7%
ดันโครงสร้าง 4 ธุรกิจหลักสู้ปัจจัยเสี่ยง
นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เผยถึงภาพรวมการบริหารงานและทิศทางกลยุทธ์ของบริษัทท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยภายนอกประเทศ
“แม้เศรษฐกิจชะลอตัวและความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยกดดันการดำเนินธุรกิจ แต่บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ที่เน้นสร้างฐานกำไรจากธุรกิจรายได้ต่อเนื่อง มุ่งสร้างการเติบโตร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ควบคู่การบริหารต้นทุนและความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยโครงสร้างธุรกิจหลักทั้ง 4 กลุ่ม ยังช่วยเสริมเสถียรภาพการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายชัยรัตน์ กล่าว
เมื่อพิจารณารายกลุ่มธุรกิจ พบว่า กลุ่มธุรกิจโรงแรม ในไตรมาส 1 มีการเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะพอร์ตโรงแรมในประเทศไทยและประเทศมัลดีฟส์ ที่สามารถรักษาอัตราการเข้าพัก ไว้ได้ในระดับสูงถึง 87% และ 89% ตามลำดับ ขณะเดียวกันยังสามารถปรับเพิ่มอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อคืน ขึ้น 9% อยู่ที่ 13,951 บาทในไทย และเพิ่มขึ้น 18% อยู่ที่ 532 ดอลลาร์สหรัฐในมัลดีฟส์ ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก เติบโตขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ประจำไตรมาส 1 ของทั้งสองประเทศ ส่วน RevPAR เฉลี่ยรวมทั้งพอร์ตโฟลิโอปรับเพิ่มขึ้น 3% มาอยู่ที่ระดับ 4,866 บาท
ธุรกิจเช่าออฟฟิศโตต่อเนื่อง - อสังหาฯ แนวราบ-คอนโด ทยอยโอนกรรมสิทธิ์
ด้าน ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า มีทิศทางขยายตัวจากการทยอยส่งมอบและเข้าใช้พื้นที่ของผู้เช่ารายใหญ่ ส่งผลให้อัตราการเช่าพื้นที่ เฉลี่ยของอาคาร สิงห์ คอมเพล็กซ์ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 90% (จาก 85% ณ สิ้นปี 2568) และอาคาร เอส โอเอซิส ปรับเพิ่มเป็น 52%
โดยในไตรมาส 2 อาคารเอส โอเอซิส ยังสามารถปิดดีลกับผู้เช่ารายใหญ่เพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยผลักดันให้อัตราการเช่าขยับขึ้นไปถึง 60% และเป็นสัญญานบวกในการเสริมฐานรายได้ของกลุ่มสำนักงานในปีนี้
ขณะที่ธุรกิจที่พักอาศัย รายได้หลักในไตรมาสนี้ขับเคลื่อนผ่านการโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการแนวราบภายใต้แบรนด์ สริน, ณอน และโครงการคอนโดมิเนียม ดิ เอ็กซ์โทร พญาไท-รางน้ำ ส่วนโครงการ วัน ริเวอร์ พระราม 3 มูลค่าโครงการกว่า 3,000 ล้านบาท
ปัจจุบันยอดขายคืบหน้าจนเหลือห้องรอขายเพียง 1 ห้องสุดท้าย ณ เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยงานก่อสร้างโดยรวมคืบหน้าแล้วกว่า 40% และมีกำหนดการทยอยส่งมอบโครงการให้กับลูกค้าได้ภายในปี 2570
ลุยขายนิคมอุตสาหกรรมเอส อ่างทอง รับเทรนด์ทุนต่างชาติย้ายฐาน
สำหรับธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ในช่วงไตรมาส 1 บริษัทได้ลงนามสัญญาซื้อขายที่ดินจำนวน 13 ไร่ ให้แก่ บริษัท โอเรียนทอล ยูหง จำกัด โดยได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในเดือนเมษายน และพร้อมที่จะทยอยรับรู้รายได้เข้ามาในไตรมาส 2 ปี 2569 นี้
แนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 2569 สิงห์ เอสเตท ประเมินว่าตลาดนิคมอุตสาหกรรมจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์หลักในการสร้างรายได้และกำไรอย่างมีนัยสำคัญให้กับบริษัท เพื่อเข้ามาเสริมทัพร่วมกับกลุ่มธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงานให้เช่าที่มีความแข็งแกร่งอยู่เดิม
“บริษัทยังมีปัจจัยบวกต่อการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างมีนัยสำคัญ จากรายได้จากการขายที่ดินในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเอส อ่างทอง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ศักยภาพที่มีความพร้อมในระบบไฟฟ้าและระบบน้ำ สอดรับกับแนวโน้มการลงทุนจากต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมที่ดีต่อเนื่อง โดยบริษัทอยู่ในระหว่างการเจรจาขายพื้นที่ให้กับนักลงทุนรายใหญ่หลายราย และคาดว่าจะมีความชัดเจนเพิ่มเติมในระยะถัดไป” นายชัยรัตน์ กล่าวสรุป