บันทึกหน้า 4
ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด หลังการเปิดเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงภาพของบรรดาเจ้าสัว นักธุรกิจรายใหญ่ และภาคเอกชนที่เข้ามาสะท้อนปัญหาต่อรัฐบาลเท่านั้น แต่คือท่าทีของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ที่สั่งการให้นำข้อเสนอทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุม ครม. พร้อมกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบอย่างชัดเจน เพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
นี่จึงไม่ใช่แค่เวทีรับฟังตามพิธีกรรมทางการเมือง แต่เป็นความพยายามสร้าง “กลไกเชื่อมต่อ” ระหว่างรัฐกับภาคธุรกิจ ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะฟื้นตัวแบบเปราะบาง และรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ
ข้อเสนอที่ภาคเอกชนสะท้อนออกมา ล้วนผูกกับชีวิตประชาชนโดยตรง ตั้งแต่การผลักดันเศรษฐกิจใหม่ อุตสาหกรรมดิจิทัล เอไอ เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด การลงทุนระบบน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการช่วยเหลือเอสเอ็มอีรายย่อยที่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งทุน
รัฐบาลจึงพยายาม “แปลงเสียงสะท้อน” เหล่านี้ให้เป็นนโยบายเชิงปฏิบัติ ผ่านการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. พร้อมระบบติดตามผลภายใน 6 เดือน
โจทย์สำคัญอยู่ที่ว่า รัฐบาลจะทำให้ประชาชน “รู้สึกได้” อย่างไร มากกว่าการประกาศตัวเลขสวยหรู เพราะล่าสุดสภาพัฒน์ประกาศ GDP ไตรมาส 1/2569 จะขยายตัว 2.8% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ และมีแรงหนุนจากการบริโภค การท่องเที่ยว และภาคเกษตร แต่ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่การเติบโตที่แข็งแรงพอจะทำให้คนส่วนใหญ่คลายความกังวลเรื่องค่าครองชีพ หนี้สิน และรายได้
ดังนั้น ความท้าทายของ อนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรี จึงไม่ใช่แค่รักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจ แต่ต้องเร่งเปลี่ยนการเติบโตบนกระดาษ ให้กลายเป็นรายได้จริงของประชาชน
ไม่ว่าจะเป็นการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การผลักดันพลังงานสะอาดเพื่อลดต้นทุนค่าไฟ การสร้างงานทักษะสูงจากอุตสาหกรรมใหม่ หรือการอัดมาตรการช่วยเอสเอ็มอีให้เข้าถึงสินเชื่อและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมหากทำได้ ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และกลายเป็นแต้มต่อทางการเมืองของรัฐบาลในระยะยาว
ขณะเดียวกัน อีกสนามที่เริ่มร้อนขึ้นคือ ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. ที่พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งเปิดตัว อนุชา บูรพชัยศรี ลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. แต่ต้องยอมรับว่า ก่อนหน้านี้การเปิดเกมของประชาธิปัตย์ ทำให้หลายคนคาดหวังสูง หลังมีกระแสข่าวทาบ ดร.พิเชษฐ์ ฤกษ์ปรีชา อดีตผู้บริหาร Google และ LINE ซึ่งมีภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่สายเทคโนโลยี เข้ามาเป็นตัวแทนพรรค
สุดท้ายเมื่อชื่อที่เปิดออกมากลายเป็น อนุชา นักการเมืองหน้าเดิม ที่ผ่านทั้งประชาธิปัตย์ รวมไทยสร้างชาติ และภูมิใจไทย จึงหลีกไม่พ้นเสียงวิจารณ์ ไม่ใช่เพราะ “อนุชา” ไม่มีประสบการณ์ ตรงกันข้าม เขาเคยเป็น สส.กทม. 2 สมัย เคยเป็นโฆษกรัฐบาล และทำงานฝ่ายบริหารมาแล้วหลายตำแหน่ง
แต่ปัญหาอยู่ที่ “ภาพจำ” ทางการเมือง ซึ่งยังไม่ใช่ตัวแทนความเปลี่ยนแปลง หรือความสดใหม่ ที่จะดึงคะแนนจากคนกรุงเทพฯ ในยุคนี้ได้ง่ายนัก โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งคือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ยังรักษาความนิยมไว้ได้ในระดับสูง และเตรียมลงรักษาแชมป์สมัยที่สอง
ยิ่งเมื่อพรรคประชาชนส่ง “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ลงสนามอีกคน เกมจึงยิ่งยากสำหรับประชาธิปัตย์ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายจริงของประชาธิปัตย์ อาจไม่ได้อยู่ที่การโค่น “ชัชชาติ” แต่คือการฟื้นฐานเสียงกรุงเทพฯ และเพิ่มจำนวน สก. มากกว่า
ดังนั้น ต่อให้รู้ว่าเป็นรอง แต่ก็จำเป็นต้องส่งผู้สมัครลงสู้ เพื่อรักษาพื้นที่ทางการเมือง และแสดงให้เห็นว่าพรรคยังไม่ยอมถอยจากสนามกรุงเทพฯ และการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจไม่ได้วัดกันที่เก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.เพียงอย่างเดียว แต่จะวัดกันที่จำนวน สก. และการจัดวางฐานกำลังทางการเมืองของแต่ละพรรค สำหรับศึกใหญ่ในอนาคตมากกว่า.
คางดำ