โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ว่าด้วย “การเขียน” และ “อัตลักษณ์” (2)

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถาพร ศรีสัจจัง

ประเด็น “หลักการสำคัญที่ควรทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการเขียนเชิงสร้างสรรค์” เป็นเรื่องสำคัญมากทีเดียวสำหรับคนที่ต้องการพัฒนาการเขียน โดยเฉพาะ “การเขียนเชิงสร้างสรรค์” ที่มี “รูปแบบ” (Form) หลัก ๆ ตามแบบแผนใหญ่ ๆ อยู่แค่ 3 ประเภท คือ “กวีนิพนธ์” (poetry), “เรื่องเล่าที่เป็นเรื่องแต่ง” (Fiction) และ “เรื่องแต่งที่เป็นเรื่องจริง” (Non Fiction)

เฉพาะประเภทที่ 2 และ 3 คือ “เรื่องที่เป็นเรื่องแต่ง” กับ “เรื่องแต่งที่เป็นเรื่องจริง” ซึ่งรูปแบบย่อยในการนำเสนอในยุคปัจจุบันมีหลายชนิด แต่ที่นิยมกันมากก็เช่น “เรื่องสั้น” / “นวนิยาย” และ “สารคดี” (ประเภทต่างๆ) นั้น ผู้คนโดยทั่วไป (แม้แต่ครูสอนวิชาวรรณกรรมปัจจุบันบางท่าน) มักจะคิดว่าล้วนแล้วแต่เป็น “นวัตกรรม” ของชาติตะวันตก ที่สังคมการเขียนของไทย (หลายคนตีขลุมเป็นเอเชียทั้งทวีปด้วยซ้ำไป) ไปลอกแบบของตะวันตกเขามา

ในการเสวนาระดมความคิดหัวข้อ “ความสำคัญของการเขียน” ครั้งนี้ ดีที่ผู้นำเสวนาคนซึ่งได้รับเชิญให้พูดเปิดประเด็นนำเป็นคนสุดท้ายคือคนที่ 4 ได้นำเสนอหลักการและตัวอย่างข้อมูลที่แตกต่างจาก 3 ท่านแรก โดยชี้ให้เห็นว่าคนเอเชีย (รวมถึงไทยด้วย) ก็มี “รูปแบบ” ในการเขียน และ “วิธีวิทยา” ในการเขียนที่ไม่แตกต่างไปจากชาติตะวันตกมาก่อนแล้วแต่อย่างใด โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งอารยธรรมสำคัญอย่างอินเดียและจีน

ในเรื่องนี้เขาได้พูดรายละเอียดและยกตัวอย่างงานเขียนของเอเชียโบราณ (ทั้งของอินเดียและจีน - รวมถึงไทยด้วย) ไว้เป็นจำนวนมาก ที่แสดงให้เห็นว่าเอเชียเราก็มีการเขียนทั้งประเภท “Fiction” และ “Non fiction” มาแต่โบราณกาลแล้ว!

ในที่นี้จะขอจับเอาประเด็นเกี่ยวกับหลักการสำคัญ ๆ หรือ “วิธีวิทยา” ที่ผู้ต้องการจะเป็น “นักเขียนที่ดี” พึงต้องเข้าใจ จากที่เขาประมวลสรุปและตีความจาก “คัมภีร์อลังการศาสตร์” ซึ่งเป็นคัมภีร์การเขียนของอินเดียเล่มสำคัญเล่มหนึ่ง ซึ่งมีการแปลจากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาไทยเรียบร้อยมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2490 โน่นแล้ว!

เขาสรุปว่าคัมภีร์อลังการศาสตร์แนะนำผู้ที่ต้องการพัฒนาการเขียนประมวลสรุปได้เป็นประเด็นสำคัญ 4 ประเด็น คือ จะต้องทำความเข้าใจเป็นพื้นฐานให้ได้ว่า

ความคิด เป็นเสมือนหัวใจของงานเขียน

ความรู้ เป็นเสมือนอาภรณ์ของงานเขียน

ภาษา เป็นเสมือนเครื่องประดับหรือถนิมพิมพาภรณ์ของงานเขียน

คัมภีร์อลังการศาสตร์บอกว่า “ความใกล้ครูจะทำให้เขียนได้ง่ายขึ้น”

แล้วเขาก็อรรถถาธิบายลงรายละเอียดในหัวข้อทั้ง 4 พร้อมยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมให้เห็นแบบน่าสนใจยิ่ง สรุปได้ประมาณว่า ที่ความคิดต้องเป็นหัวใจของงานเขียนนั้น ก็เพราะงานเขียนที่ดีมักต้องมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนว่า ต้องการส่งหรือก่อผลสะเทือนต่อความเข้าใจถึงเรื่องราวของชีวิตที่สัมพันธ์กับสรรพสิ่ง (เขาบอกว่า ได้แก่ ต่อคนด้วยกัน / ต่อธรรมชาติทั้งปวง และต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ) ของผู้รับสาร หรือ “นักอ่าน” เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ประเด็น และ “มุมมอง” ที่เป็นสิ่งใหม่ มุมมองใหม่ ๆ ซึ่งทำให้ผู้อ่านตระหนักรู้หรือเห็นถึง “สัจธรรม” จะทำให้งานเขียนเรื่องนั้น ๆ หรือชิ้นนั้น ๆ มีคุณค่าที่แท้จริง “ความคิด” ที่เป็น “แก่น” ของงานเขียนชิ้นนั้น ๆ จึงถือได้ว่ามีความสำคัญสูงสุด จนอาจถือได้ว่าเป็น “หัวใจของงานเขียน”!

ที่ว่า “ความรู้เป็นเสมือนอาภรณ์” ของงานเขียนก็เช่นกัน งานเขียนชิ้นหนึ่งก็เหมือนคน ๆ หนึ่ง คน ๆ นั้นจะดูดีหรือไม่ย่อมต้องมีเครื่องนุ่งห่มหรือ ‘อาภรณ์’ ที่เหมาะสมสวยงามกับขนาดสัณฐานของคน ๆ นั้น “ความรู้” นอกจากจะให้ประโยชน์ในด้านใดด้านหนึ่งแก่ผู้อ่านโดยตรงแล้ว ยังจะเป็นสิ่งช่วย “ประกอบสร้าง” ให้ “ความคิด” ที่เป็น ‘แก่นเรื่อง’ ซึ่งต้องการจะสื่อมีความแจ่มชัดและเป็นเหตุเป็นผลน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

ดังนั้นในหมู่คนเอเชียเราจึงมักเชื่อกันว่าคนที่จะเป็น “นักเขียน” หรือ “กวี” ได้นั้น ต้องเป็น “พหูสูต” คือมีความรู้แบบ “รู้กว้างและรู้ลึก” ในเรื่องที่เกี่ยวกับ “ความเป็นมนุษย์” ด้านต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่อง “โลก” และ “ชีวิต”! ดังปรากฏมีคตินิยมที่เรียกว่า “คาถาหัวใจนักปราชญ์” (คาถาประจำใจของผู้มุ่งเป็นผู้คงแก่เรียน) ขึ้น สำหรับให้ผู้มีใจใฝ่รู้ ผู้ที่อยากจะดุ่มเดินในเส้นทางสายนักปราชญ์ (คือนักเขียน) นี้ไว้ยึดถือปฏิบัติ, คล้ายเครื่องมือหรือข้อพึงปฏิบัติของนักพรตหรือผู้ที่ต้องการบรรลุธรรมอย่างไรก็อย่างนั้น

คาถาหัวใจนักปราชญ์ 4 คำที่ว่า “สุ-จิ-ปุ-ลิ” อันหมายถึง จะต้องเป็นคนที่รับฟังหรือรับรู้เรื่องราวต่างๆ ให้มาก (สุ = “สุต” ที่แปลว่า “ฟัง” เพราะในยุคก่อนที่คนยัง ‘ไม่รู้หนังสือ’ ข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหลายล้วนได้มาจากการรับฟังครูบาอาจารย์และจากคนอื่น) ฟังแล้วก็ต้องรู้จักคิดไตร่ตรองพิจารณา (จิ = “จิตต”) ไตร่ตรองสิ่งที่รับรู้รับฟังแล้ว ถ้าเกิดความสงสัยในเรื่องใดก็ต้องไต่ถามไต่สวนทวนความให้ชัดแจ้ง (ปุ = ปุจฉา, ถาม) และสุดท้ายจึงจะสามารถลงมือ “เขียน” (ลิ = ลิขิต) !!! ฯ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...