เทพไท กาง 6 เหตุ TH-AI Passport เดินหน้าต่อ จับตาเสี่ยงชนวนซักฟอก
วันที่ 15 มิ.ย.69 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เทพไท-คุยการเมือง ระบุว่า 6 เหตุผล AI Passport ลุยไฟต่อ
หลังจากปรากฏภาพของ น.ส.รัชนก ศรีนอก ส.ส.พรรคประชาชน พบกับนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทำให้เกิดดราม่า มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน มีการมโน มีการคาดการณ์ไปต่างๆนานา
แต่เมื่อดูคำชี้แจงของน.ส.รัชนกแล้ว พบว่าต้องการทราบว่า นายไชยชนก จะมาร่วมประชุมกับกรรมาธิการติดตามงบประมาณหรือไม่ ซึ่งนายไชยชนก ตอบว่าไม่มา จะมอบให้ปลัดกระทรวงเข้าร่วมประชุมกรรมาธิการแทน และถามว่าจะยกเลิกโครงการAI Passportหรือไม่ นายไชยชนกไม่ตอบ
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงการAI Passport ยังคงเดินหน้าต่อไป ท่ามกลางเสียงคัดค้าน และการตรวจสอบโครงการนี้อย่างเข้ม
ในฐานะที่เป็นนักวิเคราะห์การเมืองอิสระถ้าดูท่าทีหรือการแสดงออก หรือทิศทางทางการเมือง หรือสัญญาณจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแล้ว เชื่อว่าโครงการนี้ยังคงต่อไป ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ
1.ถ้าโครงการนี้ถอย หรือยกเลิกโครงการไป จะทำให้นายไชยชนกเสียหน้า เพราะโครงการนี้ต้องการโชว์ผลงานของรัฐมนตรีลูกเทพ โดยเฉพาะนายไชยชนก เจ้ากระทรวงดีอี ก็อยากโชว์ผลงานที่โดดเด่น การผลักดันโครงการAI Passport ซึ่งเป็นการแสดงถึงวิสัยทัศน์ของรัฐมนตรีคนรุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญ และสนใจในเรื่องเทคโนโลยี
2.โครงการนี้เป็นโครงการของนายไชยชนก และผู้อยู่เบื้องหลังนายไชยชนกต้องการจะผลักดันให้โครงการนี้เดินหน้าไปได้ และให้ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งนายอนุทินเอง ก็ยังไม่กล้าที่จะเบรก หรือคัดค้านเรื่องนี้ ทั้งที่มีกระแสต่อต้านอย่างกว้างขวาง แต่นายอนุทินก็ไม่กล้ายกเลิกหรือชะลอไปก่อน ซึ่งต่างกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เรื่องลูกนำรายชื่อของพ่อแม่มาหักค่าเลี้ยงดูในภาษีในใบเสียภาษี ถูกกระแสต่อต้าน นายอนุทินยังยกเลิกได้ แต่โครงการนี้ไม่กล้า เพราะรู้ว่าเป็นของใคร
3.โครงการนี้ถ้าหากเกิดความเสียหายขึ้นมา มีผลทางด้านลบ รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงไม่ต้องรับรับผิดชอบ เพราะได้ประกาศมาโดยตลอดว่า รัฐมนตรีคุมเรื่องนโยบาย ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างและการดำเนินการ เป็นเรื่องของปลัดกระทรวง ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา ปลัดกระทรวงต้องรับผิดชอบ ยิ่งปลัดกระทรวงออกตัวแรงเช่นนี้ ยิ่งเข้าทางรัฐมนตรีว่าการ สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบไปได้
4.โครงการนี้เป็นโครงการที่ใช้เงินนอกวงเงินงบประมาณประจำปี เป็นวงเงินกองทุนดีอี ซึ่งไม่ต้องผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่ต้องถูกส.ส.อภิปรายซักถาม หรือตัดงบประมาณ ต่างกับงบประมาณของกองทุน เพียงแต่บอร์ดอนุมัติ ก็ใช้ได้แล้ว และงบประมาณ 1600 ล้านบาท เป็นเงินก้อนใหญ่พอสมควร ที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างสะดวกมือ
5.ถ้าดูรายละเอียดของโครงการนี้ มีการเขียนทีโออาร์ในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มผู้เข้าประมูลบางบริษัท เช่นกำหนดเรื่องจอโฆษณาร้านสะดวกซื้อ หรือกำหนดเรื่องจอLED หรือแม้แต่กระทั่งระยะเวลา 34 วันในการยื่นซองประมูล ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง จนถูกตั้งข้อสังเกตกันอย่างกว้างขวาง จึงน่าจะเป็นโอกาสที่ดี ถ้าหากผลักดันโครงการนี้ได้สำเร็จ
6.โครงการนี้เป็นโครงการที่ได้มีการเซ็นสัญญากันไปแล้ว ไม่สามารถจะยกเลิกได้ ถ้าหากจะแก้เงื่อนไขในสัญญา ก็อาจจะถูกฟ้องเรียกค่าโง่ได้ ทั้งที่สัญญาหรือเงื่อนไขสามารถยกเลิกได้ และถ้าเป็นความยินยอมทั้งฝ่ายผู้ได้รับประมูลและหน่วยงานของรัฐเห็นชอบ และโครงการนี้จะยกเลิกจริงๆก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะระหว่างผู้ประมูลกับฝ่ายรัฐบาลหรือผู้รับผิดชอบ ก็รู้จักมักคุ้นกันดี แต่เพื่อต้องการที่จะให้โครงการเดินต่อไปได้สะดวก ก็อ้างเรื่องการเซ็นสัญญาเกิดขึ้นแล้ว เปรียบเสมือนการมัดมือชก
ด้วยเหตุผล6ข้อนี้ เชื่อว่าโครงการนี้จะเดินหน้าต่อไป และจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าเกิดกระแสต่อต้าน หรือตรวจสอบอย่างเข้มข้น อาจจะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และยื่นเรื่องต่อปปช.และถ้าคดีมีมูลต้องนำสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า คดีนี้อาจมีใครคนใดคนหนึ่งต้องรับโทษจำคุก
ซึ่งจับตาดูกันต่อไปว่า โครงการนี้จะเป็นการสร้างอนาคต หรือทำลายอนาคตของนายไชยชนก ชิดชอบ กันแน่