“ทรัมป์” ไม่ถอย! เตรียมเก็บภาษีนำเข้าชุดใหม่ แม้ต้องคืนภาษีชุดเดิมก้อนโต 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์
"ทรัมป์" ไม่ถอย! เตรียมเก็บภาษีนำเข้าชุดใหม่เพื่อหนุนการผลิตในประเทศ แม้ต้องคืนภาษีชุดเดิมก้อนโต 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังศาลสั่งยกเลิกภาษีฉุกเฉินบางส่วน
วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 16.26 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า รายได้จากภาษีนำเข้าของรัฐบาลสหรัฐกำลังเผชิญแรงกดดัน หลังเงินที่กระทรวงการคลังต้องจ่ายคืนให้ผู้นำเข้าเริ่มไหลออกมากกว่ารายได้ที่จัดเก็บได้ โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้คืนภาษีนำเข้าที่ถูกจัดเก็บโดยมิชอบเป็นมูลค่าเกือบ 22,000 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้นำเข้าจะได้รับเงินคืน แต่ผู้บริโภคชาวอเมริกันอาจยังไม่ได้รับประโยชน์มากนัก เนื่องจากภาคธุรกิจยังคงต้องเผชิญภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าจากหลายประเทศ แม้ว่าศาลสูงสหรัฐจะมีคำตัดสินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ให้ยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินที่ประธานาธิบดี Donald Trump เคยประกาศใช้ก็ตาม
มาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10% ที่รัฐบาลทรัมป์บังคับใช้ชั่วคราวหลังคำพิพากษาศาล จะหมดอายุในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ แต่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันว่ากำลังเตรียมมาตรการภาษีรูปแบบใหม่ที่มีความยั่งยืนมากกว่าเพื่อทดแทนรายได้ที่หายไป โดยข้อเสนอที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนนี้ ซึ่งอ้างอิงผลการสอบสวนประเด็นแรงงานบังคับในหลายประเทศคู่ค้า ถูกมองว่าเป็นก้าวแรกของแผนดังกล่าว
นักเศรษฐศาสตร์ของ Bloomberg Economics ประเมินว่าหากมาตรการใหม่มีผลบังคับใช้ตามแผน จะทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐเพิ่มขึ้นอีก 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ สู่ระดับราว 11% แม้จะยังต่ำกว่าระดับ 13.5% ในช่วงที่มาตรการภาษีตอบโต้แบบต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ของทรัมป์ยังมีผลบังคับใช้ แต่รัฐบาลยังมีการสอบสวนทางการค้าอีกหลายคดีที่อาจเปิดทางให้สามารถจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมได้ในอนาคต
ล่าสุด สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้เสนอเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากบราซิลโดยอ้างอำนาจตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งใช้ตอบโต้พฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้า ขณะเดียวกันยังมีการสอบสวนมาตรา 301 อีกหลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินและการอุดหนุนอุตสาหกรรมในต่างประเทศ
แม้ยังไม่ชัดเจนว่าการคืนภาษีนำเข้าจะส่งผลให้ราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคลดลงเร็วเพียงใด แต่ภาษีชุดใหม่กำลังจะเข้ามาในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐต้องรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากหลายด้าน ทั้งราคาพลังงาน วัตถุดิบปิโตรเคมี และผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้จะมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวในสัปดาห์นี้แล้วก็ตาม
สัญญาณทางเศรษฐกิจหลายด้านยังคงน่ากังวล โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนยังอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐในเดือนพฤษภาคมเร่งตัวขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้ายังทำให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุนและแผนขยายกิจการตลอดช่วงปีที่ผ่านมา
โจ บรูซูเอลาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ RSM กล่าวว่า แรงกดดันด้านราคายังไม่คลี่คลายและไม่น่าจะลดลงในเร็ว ๆ นี้ โดยเฉพาะจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นและต้นทุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI)
แม้มาตรการภาษีใหม่จะมีฐานกฎหมายที่แข็งแรงกว่าภาษีฉุกเฉินที่ถูกศาลสั่งยกเลิก แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการค้าหลายรายเตือนว่ามาตรการเหล่านี้ยังคงเผชิญความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องเช่นกัน และยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะสามารถสร้างกลไกจัดเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในระยะยาวได้หรือไม่
ปัจจุบัน สหรัฐยังคงเรียกเก็บภาษีเฉพาะอุตสาหกรรมจำนวนมากอยู่แล้ว ทั้งเหล็ก ทองแดง และไม้แปรรูป รวมถึงกำลังพิจารณามาตรการใหม่ในกลุ่มหุ่นยนต์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อื่น ๆ ภายใต้อำนาจด้านความมั่นคงแห่งชาติ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ยังคงเปิดช่องยกเว้นภาษีให้กับบางอุตสาหกรรมที่เป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมถึงเพิ่งปรับลดภาษีสำหรับรถแทรกเตอร์ เครื่องจักรการเกษตร สินค้าจากไต้หวัน และผลิตภัณฑ์โลหะบางประเภท เพื่อบรรเทาแรงกดดันด้านราคา
ขณะที่ปัญหาค่าครองชีพกลายเป็นประเด็นสำคัญก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน พรรคเดโมแครตโจมตีว่านโยบายภาษีนำเข้าของทรัมป์เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาสินค้าสูงขึ้น โดยผลสำรวจของศูนย์วิจัย Pew เมื่อเดือนกุมภาพันธ์พบว่า ชาวอเมริกันราว 60% ไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มภาษีนำเข้าของรัฐบาล
แม้จะเผชิญแรงต่อต้าน แต่รัฐบาลทรัมป์ยังคงยืนยันเดินหน้านโยบายกีดกันทางการค้าเพื่อดึงฐานการผลิตกลับสู่สหรัฐและลดการพึ่งพาคู่แข่งทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจีน
เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิตเทคโนโลยีแห่งอนาคตภายในประเทศ และรัฐบาลจะยังคงใช้ทั้งมาตรการภาษีและข้อตกลงการค้าเป็นเครื่องมือในการเปิดตลาดต่างประเทศและสร้างโอกาสใหม่ให้กับแรงงานและภาคธุรกิจของสหรัฐต่อไป
อ้างอิง : www.bloomberg.com