โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาจารย์อุ๋ย เตือนแรง! ชำแหละ 3 ชินวัตร ไปอินโดนีเซีย รัฐบาลอย่าเฉย

TOJO NEWS

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Admin Tojo

อาจารย์อุ๋ยเตือน! เกมการทูตคู่ขนาน หรือรอยร้าวความมั่นคงทางกฎหมายระหว่างประเทศ?

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า จากกรณีการปรากฏตัวของ 3 อดีตนายกรัฐมนตรีตระกูลชินวัตร ทั้ง นายทักษิณ ชินวัตร, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในการเข้าพบ นายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ณ อาคารดานันทารา กรุงจาการ์ตา กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการทูตและการเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อ.อุ๋ย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ ระบุว่า…

ในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ คำถามสำคัญที่เราต้องขบคิดไม่ใช่เพียงแค่ว่าพวกเขาคุยอะไรกัน? แต่ต้องตั้งคําถามว่าสิ่งนี้ส่งผลกระทบและสร้างความเสี่ยงต่อประเทศไทยในมิติทางกฎหมาย จารีตทางการทูต และความน่าเชื่อถือในเวทีสากลหรือไม่อย่างไร?

เส้นแบ่งที่พร่าเลือน: ความเสี่ยงทางการเมืองและกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อพิจารณาในมิติกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำของบุคคลทั้งสามตกอยู่ภายใต้สปอตไลต์ของความชอบธรรม (Legitimacy) และสร้างความลักลั่นใน 2 ประเด็นหลัก:

1. มิติกฎหมายภายในและการส่งผู้ร้ายข้ามแดน: แม้ในปัจจุบันสถานะทางกฎหมายของคุณทักษิณจะพ้นโทษแล้ว แต่สำหรับคุณยิ่งลักษณ์ เธอยังคงมีสถานะเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีทุจริต การเดินทางเข้าประเทศเพื่อนบ้านในลักษณะที่ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ย่อมสร้างความกระอักกระอ่วนต่อหลักเกณฑ์ ความร่วมมือระหว่างประเทศในทางอาญา (Mutual Legal Assistance in Criminal Matters)

แม้ในทางปฏิบัติ อาเซียนจะยึดหลัก การไม่แทรกแซงกิจการภายใน (Non-Interference) ตามกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) มาตรา 2(2)(e) แต่การเปิดบ้านต้อนรับผู้มีชะตากรรมทางกฎหมายในประเทศต้นทาง ย่อมส่งสัญญาณที่บิดเบี้ยวต่อหลักนิติธรรมในภูมิภาค

2. ปมจริยธรรมและโครงสร้างรัฐซ้อนรัฐ: การที่ผู้นำอินโดนีเซียต้อนรับคุณแพทองธาร อดีตนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่งจากคำวินิจฉัยด้านจริยธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการแต่งตั้งบุคคล ยิ่งตอกย้ำภาพจำในสายตาต่างชาติว่า “อำนาจที่แท้จริง” (De facto power) ของประเทศไทยอาจไม่ได้ผูกขาดอยู่เพียงแค่โครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ แต่วิ่งผ่านสายสัมพันธ์ทางเครือญาติ เกิดสภาวะ "การทูตคู่ขนาน" (Parallel Diplomacy) ที่นานาชาติอาจสับสนว่า ข้อตกลงที่เกิดขึ้นสะท้อนเจตจำนงของประเทศไทยหรือเป็นเพียงผลประโยชน์ของ ตระกูลการเมือง

บทเรียนจากต่างแดน: เมื่อ “ผู้นำเงา” ท้าทายอำนาจรัฐ

ปรากฏการณ์ที่อดีตผู้นำที่มีชนักติดหลังทางกฎหมายเข้าไปมีบทบาทเจรจากับประมุขต่างรัฐเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยเป็นแห่งแรก หากมองบริบทโลกจะพบกรณีศึกษาที่คล้ายคลึงกัน:

กรณีปากีสถาน (ศูนย์รวมอำนาจคู่ขนาน): นาวาซ ชารีฟ (Nawaz Sharif) อดีตนายกฯ ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกคดีคอร์รัปชันและต้องลี้ภัยไปลอนดอน ทว่าในช่วงที่น้องชายของเขาขึ้นเป็นนายกฯ นาวาซกลับใช้ลอนดอนเป็นศูนย์กลางในการต้อนรับนักการทูตต่างชาติและกำหนดทิศทางประเทศ ทำให้ประชาคมโลกเกิดความสับสนว่านโยบายที่แท้จริงถูกกำหนดจากเมืองหลวงหรือจากบ้านพักส่วนตัว ซึ่งลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่จริง

กรณีสหรัฐอเมริกา (การแทรกแซงนโยบายโดยพลเรือน): โดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงที่พ้นจากตำแหน่งและเผชิญคดีอาญามากมาย ได้เปิดบ้านพักต้อนรับผู้นำต่างชาติ (เช่น ผู้นำฮังการี) โดยข้ามหัวรัฐบาลกลาง ในทางวิชาการพฤติกรรมนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงภายใต้แนวคิดของกฎหมาย The Logan Act ที่ห้ามมิให้พลเมืองที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ไปเจรจาต่อรองทางการเมืองกับรัฐบาลต่างชาติ

ในมิติทางการทูต การที่บุคคลซึ่งมีสถานะทางกฎหมายไม่ชัดเจนไปนั่งร่วมโต๊ะกับผู้นำต่างประเทศ มักถูกมองว่าเป็น "การแสวงหาความคุ้มครองทางการเมือง" (Political Shielding) มากกว่าการเจรจาเพื่อประโยชน์ของชาติ

ข้อเสนอแนะ: รัฐบาลไทยต้องชี้แจงอย่างไร?

รัฐบาลไทยไม่อาจใช้กลยุทธ์ "ความเงียบ" หรือปัดตกให้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวได้ เพราะจะทำให้สถาบันทางการทูตหลักของประเทศลดความศักดิ์สิทธิ์ลง รัฐบาลควรดำเนินการ 2 ประการทันที:

3. ออกแถลงการณ์ชี้แจงอย่างเป็นทางการ (Official Statement): ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยืนยันว่าการเดินทางดังกล่าวเป็นการเยือนในฐานะ "ส่วนบุคคล" และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายหรือนโยบายใดๆ กับรัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน"

4. แยกแยะสถานะทางกฎหมายให้ชัดเจน: ยืนยันว่าจุดยืนของไทยต่อกระบวนการยุติธรรมภายในยังคงเดิม เพื่อไม่ให้กระทบต่อหลักความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคต

บทเรียนจากจาการ์ตาในครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าหากรัฐบาลไทยไม่ขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนระหว่างการดำเนินธุรกิจของตระกูลกับผลประโยชน์แห่งรัฐ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับวิกฤตความน่าเชื่อถือในเวทีโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยความปรารถนาดี

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...