โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไร เช็กวิธีป้องกันก่อนรถน็อกกลางถนน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 พ.ค. 2565 เวลา 08.02 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. 2565 เวลา 04.43 น.

ขับรถลุยน้ำท่วม เสี่ยงรถดับ-เครื่องพังขั้นโคม่า เปิดวิธีป้องกันที่ผู้ขับต้องรู้ก่อนรถน็อกกลางน้ำ

วันที่ 18 พฤษภาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แน่นอนว่าเมื่อเกิดฝนตกหนัก ปัญหาที่จะตามมา คือ น้ำท่วมขังจากการระบายน้ำไม่ทัน โดยเฉพาะหากเป็นคนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แล้วต้องมาเจอปัญหาดังกล่าว อาจทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเดินทาง เพราะต้องขับรถลุยน้ำ จนส่งผลให้การจราจรยิ่งติดขัดมากขึ้น และอาจกระทบกับเครื่องยนต์อีกด้วย

“ประชาชาติธุรกิจ” นำเสนอวิธีการขับรถลุยน้ำท่วม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รถดับหรือเครื่องพังกลางทาง (ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก) ดังนี้

  • ปิดแอร์ เมื่อเจอน้ำท่วมขัง เพราะหากน้ำท่วมถึงตัวพัดลม พัดตีน้ำขึ้นมาโดนบริเวณห้องไฟฟ้าอาจชอร์ตและทำให้เครื่องยนต์ดับได้
  • รักษาระยะห่างจากรถคันอื่น เพราะระบบเบรกที่แช่น้ำนาน ๆ ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานต่ำลง
  • ลดความเร็ว และรักษาความเร็วให้คงที่ ห้ามจอดและไม่ควรอยู่ใกล้รถคันอื่น
  • ใช้เกียร์ต่ำ เพื่อประคองเครื่องยนต์ไม่ให้ดับ หากเป็นรถยนต์เกียร์ออโต้ให้ใช้เกียร์ L รถยนต์เกียร์ธรรมดาให้ใช้เกียร์ 1 หรือ 2
  • เมื่อขับพ้นน้ำท่วม เหยียบเบรกย้ำ ๆ เพื่อไล่น้ำออกจากผ้าเบรก
  • ถึงที่หมาย อย่าเพิ่งดับเครื่องทันที ให้ติดเครื่องยนต์ไว้สักพัก เพื่อไล่น้ำและความชื้นที่ค้างอยู่ตามเครื่องยนต์

รถดับกลางน้ำท่วมต้องทำอย่างไร

แต่จะทำอย่างไร เมื่อผู้ขับรถป้องกันไม่ทัน ทำให้เกิดรถดับกะทันหันกลางถนนหรือบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง krungsriautobroker ให้ข้อมูลไว้ว่า ห้ามสตาร์ตเครื่องยนต์ในน้ำเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้รถพังเร็วขึ้น ผู้ขับรถควรตั้งสติก่อนแล้วบิดกุญแจดับเครื่องจากนั้นให้ปฏิบัติตามขั้นตอน ดังนี้

1. ออกจากรถเพื่อขอความช่วยเหลือในการเข็นรถหนีน้ำไปที่สูงหรือที่แห้ง

2. เปิดฝากระโปรงหน้ารถเพื่อตรวจสอบว่า รถดับจากน้ำเข้าระบบกรองอากาศหรือดับจากระบบไฟฟ้าเปียกน้ำด้วยการ

  • มองหาหม้อกรองอากาศรถของเราให้เจอก่อน (อาจจะต้องเปิดคู่มือการใช้งานรถเพราะรถแต่ละรุ่น แต่ละแบรนด์อยู่คนละตำแหน่งกัน)
  • เปิดฝาหม้อกรองอากาศออก เพื่อดูแผ่นกรองว่ายังแห้งอยู่ไหม ถ้ายังแห้งดีอยู่รถก็น่าจะดับจากระบบไฟโดนน้ำแล้วลัดวงจร ซึ่งก็อาจจะแก้ไขเพื่อให้เราขับรถกลับบ้านได้ (ในกรณีนี้เราต้องรู้ว่าชิ้นส่วนไหนอยู่ตรงไหน แต่ถ้าไม่มั่นใจ แนะนำให้เอารถเข้าอู่หรือศูนย์บริการดีที่สุด)

3. เมื่อรู้สาเหตุแล้วเราสามารถแก้ไขเบื้องต้นได้ด้วย (ในกรณีที่เรารู้ว่าชิ้นส่วนไหนอยู่ตรงไหน)

  • ถ้ารถดับเพราะระบบไฟฟ้า ให้เราหาที่เติมลมยางที่มีอยู่ตามปั๊มน้ำมันมาเป่าไล่น้ำออกไป เช่น ที่ขั้วแบตเตอรี่ ที่บริเวณหัวเทียนให้ถอดจุ๊บยางออกมาเป่าลมให้แห้ง
  • รถที่ดับเพราะน้ำเข้าระบบกรองอากาศหรือเข้าท่อไอดี งานนี้เราเรียกใช้บริการช่วยเหลือฉุกเฉินจากบริษัทประกันดีที่สุด ซึ่งในบางบริษัทประกันมีบริการช่างซ่อมรถยนต์ฉุกเฉินให้ด้วยในประกันชั้น 1

รถดับแช่อยู่ในน้ำส่งผลเสียอย่างไร

ทั้งนี้ หากผู้ขับรถที่ประสบปัญหาดังกล่าว แล้วยังสามารถขยับหรือเคลื่อนย้ายรถได้ อาจก่อให้เกิดผลเสียตามมา จนถึงขั้นโคม่า โดยเฉพาะรถที่น้ำเข้าระบบกรองอากาศ เพราะการทำงานของรถนั้นหล่อลื่นด้วยน้ำมันหล่อลื่นและอาศัยการอัดอากาศให้เกิดแรงดันทำให้เครื่องยนต์ทำงาน

หากขับรถเครื่องร้อน ๆ อยู่ไปเจอน้ำเข้าเครื่องจากช่องกรองอากาศดี ซึ่งก็จะทำให้เครื่องน็อกทันที ทั้งจากความเย็นของอุณหภูมิน้ำและค่าความหนืดของน้ำที่ต่างจากอากาศที่ไหลเข้าไปที่ห้องเผาไหม้ (เข้าลูกสูบ) ในรถเครื่องยนต์เบนซิน หรือเข้าไปที่หัวฉีดในรถเครื่องยนต์ดีเซล หรือเราพูดกันง่าย ๆ ได้เลยว่าเครื่องพัง ต้องไปอู่หรือศูนย์บริการเพื่อผ่าเครื่องล้างเอาน้ำออกเท่านั้นจริง ๆ

นอกจากเครื่องยนต์แล้ว ยังมีระบบเบรก ระบบเพลา ระบบลูกหมากต่าง ๆ ที่มีลูกยางห่อหุ้มอยู่ที่อาจจะมีน้ำเข้าไปขังอยู่ รวมถึงระบบเกียร์ในเฟืองท้าย สายพานและหัวเทียนด้วยในรถมอเตอร์ไซค์ที่ต้องล้างด้วยน้ำมันเพื่อเอาน้ำออกให้หมด และควรดูแลห้องโดยสารระบบไฟโดยเฉพาะรถยนต์รุ่นใหม่ที่อาศัยกล่องควบคุมระบบไฟฟ้าหรือ ECU (Electronic Control Unit) ซึ่งมีหน้าที่หลักในการควบคุมการสั่งจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ และประตูที่อาจเกิดสนิมขึ้นได้ด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...