โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

LUNA (Terra) คืออะไร: เจาะลึก Terra LUNA แบบถึงแก่นถึงเมล็ด! Deep Dive จัดเต็ม

Finnomena

อัพเดต 18 มิ.ย. 2565 เวลา 04.41 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2565 เวลา 12.00 น. • Mr. Serotonin

Decentralization จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง! วงการการเงินกำลังจะถูกปฏิวัติ? แต่เหตุผลที่ว่าคืออะไร? ในฐานะคนที่เชื่อว่านักลงทุนที่ดีต้องเข้าใจสิ่งที่ลงทุนอย่างถึงแก่น งานนี้Mr. Serotonin จึงขออาสาเปิดสมอง เจาะลึกTerra และLUNA แบบDeep dive เจาะลึกให้ถึงแก่นในแบบฉบับแมวข้างบ้านก็เข้าใจได้ เพื่อนักลงทุนทุกคนรวมถึงตัวผมเอง! ซึ่งต้องบอกเลยว่าค่อนข้างว้าวมาก ๆ เพราะหลังศึกษาเบื้องต้นจริง ๆ มันอาจหมายถึงโลกอนาคตที่ใครก็ตามที่มีมันสมองสุดว้าว สามารถสร้างระบบเศรษฐกิจหรือประเทศของตนเองขึ้นมาได้เลยทีเดียว(และต้องบอกว่าไม่กาวแน่นอน! มีเหตุผลรองรับ!!!) ใครพร้อมเปิดสมองไปพร้อม ๆ กับ ผมก็เข้ามาอ่านบทความนี้ได้เลย ผมพยายามสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ แต่เข้มข้นตามสไตล์Mr. Serotonin แน่นอน!

LUNA (Terra) คืออะไร?

LUNA คือ เหรียญผู้อยู่เบื้องหลังอย่าง UST (Terra USD) ซึ่งทำหน้าที่รักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนของ UST ให้เสถียรสมดุลดั่งใจหวังอยู่เสมอ โดยอธิบายเป็นกลไกง่าย ๆ ก็คือ ถ้า UST มีมูลค่าสูงกว่า 1 ระบบจะทำการซื้อคืน LUNA แลกกับ UST ที่จะเข้าไปอยู่ในระบบแทน (เป็นการเพิ่ม Supply UST และกดให้ระดับอตราแลกเปลี่ยนที่เฟ้อลดลง) ในทางกลับกันหาก UST มีมูลค่าน้อยกว่า 1 ระบบจะทำการพิมพ์ LUNA ออกมาเพื่อซื้อคืน UST ในระบบ (ลด Supply UST เพื่อดันระดับอัตราแลกเปลี่ยนให้สูงขึ้น) นอกจากนี้เหรียญ LUNA ยังมีความน่าสนใจอื่น ๆ อย่างระบบที่ออกแบบมาเพื่อสร้างผลตอบแทนอันต่อเนื่องกับผู้ขุดเหรียญอีกด้วย

Terra กับการเป็น Stablecoin และระบบเศรษฐกิจ

ความผันผวนทางด้านราคาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในโลกของคริปโตเคอเรนซี่ และกลายเป็นอุปสรรคของการนำสกุลเงินมาปรับใช้ เพราะหากเราคิดภาพง่าย ๆ คงไม่มีใครอยากใช้เงินที่จู่ ๆ วันนึงราคาเพิ่มเป็นสองเท่า และวันดีคืนดีอาจลดลงมาอีก2 เท่ากันเป็นแน่ เงินอะไรถือทีเดิมพันเหมือนเข้าคาซิโน ซึ่งปัญหาดังกล่าวก็จะยิ่งสร้างอุปสรรคให้กับธุรกรรมที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ เช่น การผ่อนหรือแบ่งจ่ายที่ต้องจ่ายเป็นงวด ๆ หลายเดือนหรืออาจจำหลายปี การจำนองบ้าน รวมไปถึงสัญญาค่าจ้างต่าง ๆ เพราะ คงไม่มีใครอยู่ดี ๆ เป็นหนี้เพิ่มขึ้นมาเท่าตัวใน 5 วัน หรือเจ้าหนี้ได้รับเงินน้อยลงกว่าตอนปล่อยกู้จากค่าเงินที่ผันผวนอย่างหนัก Terra เป็นระบบที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่ว่าในคริปโตเคอเรนซี ผ่านการควบคุมDemand Supply ของค่าเงิน ซึ่งการกระทำที่ว่าหากอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ คงคล้ายกับระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่หรือFixed rate ที่ไทยเราเองก็เคยใช้มาก่อนในการเข้ามาแก้ปัญหาความผันผวนของค่าเงิน นอกจากนั้นอีกความคูลของระบบTerra ที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ Terra จะมีการใช้เงินจากคลัง(Treasury) ในการสนับสนุนอัดฉีดแอปพลิเคชั่นต่าง ๆdApp หรือ Decentralized Application ที่มีคุณภาพ มีผลการดำเนินงานดีและได้การอนุมัติโดยผู้มีสิทธิโหวต ซึ่งหากอธิบายง่าย ๆ ก็คล้าย ๆ กับการที่เปิดให้คนมาลงทุนในอุตสาหกรรมที่ภาครัฐให้การสนับสนุน ตัวอย่างพวกนี้เห็นได้ง่าย ๆ อย่างเช่น ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่มักจะได้adder หรือราคาค่าไฟเพิ่มพิเศษจากรัฐในการพัฒนา อ่านมาถึงตรงนี้พอจะคุ้น ๆ หรือเปล่าครับว่า Terra อาจจะมีทั้งระบบในแง่ของธนาคารกลางและมาตรการกระตุ้นของรัฐ ซึ่งเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจประเทศใดประเทศหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งถ้ามันสำเร็จคือมาได้ก็อาจหมายถึงการสร้างประเทศโดยอาจไม่ต้องพึ่งพาอำนาจจากใคร!

Terra มีค่าได้อย่างไร?

เบื้องต้นต้องเกริ่นก่อนว่าระบบTerra จะนำตัวเองไปผูกหรือPeg กับสกุลเงินFiat ต่าง ๆ(เงินดอลลาร์ เงินบาท) ที่เราใช้ในการทำธุรกรรมอยู่ทั่วไป ซึ่งการเอาไปผูกหรือ Peg กับค่าเงินใดค่าเงินนึงก็จะต้องผ่านการโหวตโดยผู้มีสิทธิก่อนและถ้าผู้มีสิทธิเห็นดีเห็นงามถึงจะเกิด TerraUSD TerraGBP ฯลฯ (นึกภาพตามง่าย ๆ ก็อารมณ์ EURUSD USDJPY) อย่างไรก็ตาม TerraSDR จะเป็นสกุลเงินตัวหลักในการอ้างอิงของระบบเนื่องจากมีความผันผวนต่ำที่สุดจากการที่ SDR คือ ระบบที่มีการกระจายสัดส่วนในค่าเงินหลักของโลกหลายสกุลเงิน(แต่หลังจากนี้ขออนุญาตยกตัวอย่างเป็น TerraUST เพื่อความคุ้นเคยที่มากกว่า) สกุลเงินTerra ที่ผูกกับเงินFiat จะสามารถแลกเปลี่ยนกันได้อย่างอิสระกับตัวอื่น ๆ และวันใดวันหนึ่งหากค่าเงินFiat ของประเทศต่าง ๆ ยินยอมมาPair กับTerra มากเพียงพอ ถึงวันนั้นTerra ก็จะสามารถใช้นานการแลกเปลี่ยนค้าขายได้อย่างอิสระ

อะไรคือระบบเบื้องลึกเบื้องหลัง ที่ช่วยให้อัตราแลกเปลี่ยนของ Terra มีความเสถียรอยู่เสมอ

Terra จะมีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนแท้จริงที่เหมาะสมโดยผู้ที่มีสิทธิโหวต (Validators) หรือผู้ยืนยันธุรกรรมที่ได้รับการคัดเลือก โดยการโหวตคนที่โหวตได้ใกล้เคียงกับค่ากลางและอยู่ภายในกรอบที่ไม่เบี่ยงเบนกับเรตที่โหวตกลาง(1 sd) หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเรตที่ไม่ต่างกันมากกับเรตที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเหมาะสมจะได้รับรางวัลตอบแทน ในขณะเดียวกันคนที่โหวตออกนอกกรอบดังกล่าวอาจได้รับการลงโทษผ่านการลดสิทธิ (เพื่อไม่ให้เกิดการปั่นเรตเผื่อเข้าผลประโยชน์ตนเอง) ซึ่งการโหวตจะถูกโหวตโดยทั้งผู้ใช้งานในระบบที่มีสัดส่วนหลักและนักขุดเพื่อสร้างสมดุลไม่ให้เกิดการโหวตที่เข้าผลประโยชน์ตนเองมากเกินไปหรือเข้าข่ายคอรัปชั่น ขณะเดียวกันตามหลักเศรษฐศาสตร์ 101 การจะเพิ่มระดับราคาของค่าเงินก็ต้องใช้การดูดSupply เงินออก ซึ่งจะทำได้โดยการที่ระบบซื้อ Terra คืนออกจากระบบ (คล้ายการดูดเงินบาทผ่านการที่ธนาคารกลางเอาดอลลาร์ไปแลก) รวมถึงการเบิร์นหรือกำจัดเหรียญทิ้ง แล้วเงินที่ใช้มาแลกเปลี่ยนเพื่อดูดเงินออกจากระบบมาจากไหน? ก็คงต้องบอกว่ามาจาก นักขุด(Miners) ที่ทำหน้าที่ผลิตเหรียญออกมา (คล้าย ๆ กับคนพิมพ์เงินแบบ Fed ที่ต้องแบกความเจ็บปวด) และเช่นกันเมื่อขุดออกมาเรื่อย ๆ Supply ล้น มูลค่าเหรียญที่ขุดก็ต้องลดลงเรื่อย ๆ เช่นกัน ดังนั้นนักขุดจึงต้องรับบทพระเอกผู้ต้องรับชะตากรรมแบกรับความผันผวนของTerra ไปโดยปริยาย แล้วมีเหตุผลอะไรที่นักขุดเหรียญจะต้องขุดทั้งที่ตนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย อีกทั้งยังเสียประโยชน์ด้วยซ้ำถือไปมีแต่ด้อยค่า ก็ต้องบอกว่าการเสียผลประโยชน์ในจุดนี้อาจเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น ๆ เพราะในทางกลับกันแล้วในระยะยาวTerra มีการออกแบบให้ระบบคำนวณการเติบโตของนักขุดเพื่อสร้างผลตอบแทนซึ่งผ่านการทดสอบในกรณีที่เลวร้ายมาก ๆ มาแล้วว่ายังสร้างผลตอบแทนได้ ส่วนจะเป็นอย่างไร ผมขอเก็บไว้อธิบายทีหลังเพื่อความไหลลื่นในการอ่าน

Terra ควบคุมค่าเงินไม่ให้ผันผวนได้อย่างไร?

จะเอา Terra ต้องทำยังไง? ต้องวาง Luna!

การจะขุดTerra ได้นั้น นักขุดจะต้องนำเหรียญอันโด่งดังในช่วงที่ผ่านมาอย่างเหรียญLUNA มาวางไว้(Stake) ก่อนถึงจะทำการขุดได้ โดยระบบจะมีการแต่งตั้งผู้ผลิตบล็อก(Block producer) หรือคนสร้างบล็อกเก็บข้อมูลที่เป็นตัวบันทึกหลักฐานการทำธุรกรรมในBlockchain จากนักขุดส่วนหนึ่ง โดยคนที่มีสิทธิ์ที่จะเป็นผู้ผลิตบล็อกจะต้องเป็นผู้เอาLuna มาวางในสัดส่วนน้ำหนักที่มาก หรือพูดง่าย ๆ คือผู้มีพระคุณที่มอบสภาพคล่อง (Supply) ซึ่งใช้การรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนของ Terra ให้มีความเสถียรก็จะเป็นผู้ที่มีสิทธินั่นเอง ดังนั้น Luna จึงเปรียบเสมือนทุนสำรองไปโดยปริยาย Luna จะถูกนำมาใช้เปรียบเสมือนเหรียญสำรองฉุกเฉินในการปกป้องความผันผวนทางด้านราคาของTerra โดยLuna จะถูกนำมาใช้สำหรับแลกเปลี่ยนกับTerra ยามที่อัตราแลกเปลี่ยนไม่ตรงกับเรตเป้าหมาย เพื่อสร้างสมดุลให้กับราคาของTerra เช่น ถ้าราคาTerraUST ต่ำกว่า1 ระบบจะดูดเอาTerraUST จากผู้ถือเหรียญและนักเก็งกำไร (ดูดเงินออกจากระบบเพื่อลดSupply) เพื่อดันราคาขึ้นให้กลับไปสู่สมดุลผ่านการแลกเปลี่ยน TerraUST กับ LUNA

ตัวอย่าง

หากมีคนสนใจต้องการซื้อเงินTerraUST 1 หน่วยระบบจะทำการขุดLuna เพิ่มเพื่อเอามาแลกเปลี่ยนกัน หากมีคนสนใจจะขายTerraUST 1 หน่วย (ไม่อยากถือแล้ว) ระบบก็จะเอาLuna ไปแลกกับคนที่ขาย หรือเราอาจจะจินตนาการง่าย ๆ ได้ว่าLuna อาจจะคล้าย ๆ ดอลลาร์ซึ่งมีหน้าที่เป็นเหรียญReserve ที่ใช้ในการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนก็ว่าได้ ซึ่งถ้าในกรณีที่ระดับอัตราแลกเปลี่ยนTerraUST สูงกว่าระดับที่ตั้งใจไว้ก็จะเกิดกระบวนการคล้ายกันในทางตรงกันข้าม ระบบข้างต้นจะช่วยเลี้ยงระดับอัตราแลกเปลี่ยนของTerra ให้มีความใกล้เคียงกับอัตราแลกเปลี่ยนเป้าหมายที่กำหนดไว้ ดังนั้นสรุปง่าย ๆSupply ของLuna จะมีแต่งอกขึ้นเรื่อย ๆ จนมูลค่าอาจลดลงอย่างต่อเนื่องเพราะต้องขุดออกมาเรื่อย ๆ เพื่อรักษา Terra Luna จึงเปรียบเสมือนพระเอกที่เสียสละตนเองในการปกป้องระดับอัตราแลกเปลี่ยนของTerra ให้มีความเสถียรอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอาจทำให้นักขุดที่เอาเหรียญLuna มาวางไว้ได้รับผลกระทบได้ แบบนี้ Luna ที่ถูกขุดเรื่อย ๆ ก็มีแต่เสื่อมเอา ๆ สิ ใครจะมาอยากขุดให้ แต่ไม่ต้องกลัวคำตอบของคำถามที่ว่าอยู่ในส่วนถัดไป!

Luna กับการสร้างผลตอบแทนให้นักขุดที่ยอมทนเจ็บแบบพระเอกในระยะสั้นเพื่อความมั่งคั่งในระยะยาว

อย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้าว่าคนขุดเหรียญจะต้องทำหน้าที่ผู้เสียสละยอมเสียผลประโยชน์ทนถือ Luna ที่มีแต่ล้นเอ่อขึ้นทุกวันเพื่อช่วยให้ ระบบของTerra ก้าวต่อไปได้ ดังนั้น ผลตอบแทนของนักขุดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้นักขุดขุดต่อไปเรื่อย ๆ และสร้างสภาพคล่องให้กับระบบ Terra ระบบจึงได้มีการออกแบบการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ขุดได้ประโยชน์ในระยะยาว ดังนี้

  • นักขุดจะได้ค่าธรรมเนียมธุรกรรมในกรณีที่สกุลเงินTerra ถูกนำไปใช้ซื้อขายหรือจับจ่ายใช้สอยในอัตราที่0.1%-1.00% ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์กับทั้งผู้ทำธุรกรรมและนักขุดเพราะ คนทำธุรกรรมก็ได้ทำธุรกรรมในอัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกมาก ๆ ในขณะที่นักขุดก็ได้ผลตอบแทนจากค่าธรรมเนียม
  • Seigniorage (Luna burn) หรือการเบิร์นLuna สิ่งนี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อDemand ของTerra เพิ่มขึ้นจนส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนขยับตามและสูงกว่าเรตที่ตั้งใจไว้ ระบบจะทำการขุดTerra เพื่อเอามาแลกกับ Luna (คล้าย ๆ กับเวลาที่ Fed พิมพ์ดอลลาร์มาซื้อพันธบัตรแต่เป็นการขุด Terra มาซื้อ Luna แทน) ซึ่งถ้าต้นทุนในการพิมพ์แบงค์ดอลต่ำกว่าราคาพันธบัตร Fed ก็จะได้กำไรแล้วเอากำไรดังกล่าวไปเก็บเข้าเป็นเงินคลังสำหรับใช้จ่ายต่อไป จากนั้นระบบก็จะทำการเบิร์นเหรียญ Luna บางส่วนทิ้งเพื่อรักษามูลค่าของ Luna ด้วยเช่นกัน

ภาพแสดงสมการผลตอบแทนของผู้ขุดเหรียญ ที่มา: เปเปอร์ Terra and Money: Stability and Adoption ข้อมูล ณ เดือน เมษายน 2019

แต่ปัญหาก็คือหากฝั่งต้นทุนในการขุดเกิดสูงกว่าแรงจูงใจในการขุดเหรียญก็อาจจะหายไป เพราะขุดแล้วขาดทุน ซึ่ง P(t) หรือผลตอบแทนจากการขุดมีแนวโน้มจะเกิดความไม่แน่นอนจากปัจจัย 2 ส่วนนี้

  • ความไม่แน่นอนด้านค่าธรรมเนียมที่อาจลดหลั่นลงไปในช่วงเศรษฐกิจขาลงจากการที่คนไม่ทำธุรกรรมหรือทำธุรกรรมลดลงใน DaPP จึงอาจส่งผลให้ผลตอบแทนนักขุดลดลงไปด้วย
  • ความไม่แน่นอนด้านSupply ของLuna ที่คนขุดอาจจะไม่ขุดในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี จนอาจส่งผลให้อัตราการเบิร์นLuna ลดลงตามไปด้วย อีกทั้งคนอาจจะขอเอา Terra ไปแลกคืนเป็นเงิน Fiat ทั่ว ๆ ไปแทน ดังนั้นเราอาจสรุปได้ว่าผลตอบแทนจากการขุด (Mining rewards) มีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และอาจส่งผลต่อความตึงตัวทางด้านสภาพคล่องของระบบเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านี้จะหมดไปเพราะระบบProtocal ของ Terra ออกแบบมาเพื่อพยายามรักษาผลตอบแทนให้คงที่ผ่านการกระทำดังนี้ ควบคุมค่าFee และลดการเบิร์นLuna ซึ่งเปรียบเสมือปัจจัยด้านผลตอบแทนของนักขุดดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้า หากReward สูงเกินไปเพื่อสร้างสมดุล เพิ่มค่าFee และการเบิร์น Luna ซึ่งเปรียบเสมือนปัจจัยด้านผลตอบแทนของนักขุดดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้า หากReward ลดลง ซึ่งการทำสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในทุก ๆ สัปดาห์ เท่านั้นยังไม่พอนอกจากการปรับสมดุลผลตอบแทนของนักขุดให้คงที่และเสถียร ระบบTerra ยังใส่ปัจจัยการเติบโต(Growth) ให้กับนักขุดในระยะยาวด้วย ดังนั้นการกระทำดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นการปิดประตูความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว แต่มีการใส่อัตราการเติบโต(g) เข้าไปตอบแทนนักขุดในระยะยาวด้วย ซึ่งอัตราของการเติบโต (g) ก็จะขึ้นอยู่กับการเติบโตของระบบเศรษฐกิจ โดย Terra จะมีพวก Application ในโครงข่ายที่เข้ามาช่วยสร้างการเติบโตให้กับระบบต่อไป กระบวนการดังกล่าวข้างต้นจะทุกทำอย่างต่อเนื่องในช่วงที่มีการปรับสมดุลทุก ๆ สัปดาห์ เพื่อให้ในระยะยาวนั้นนักขุดซึ่งเป็นหัวใจของสภาพคล่องในระบบมีแรงจูงใจIncentive ในการตั้งหน้าตั้งตาขุดต่อไป! ดังนั้นเราอาจจะสรุปได้ว่านักขุดเหรียญ Terra จะได้ทั้งGrowth หย่อม ๆ และได้ผลตอบแทนที่คงที่ผ่านการปิดประตูความเสี่ยงไปด้วย

ภาพแสดงสมการผลตอบแทนของผู้ขุดเหรียญ ที่มา: เปเปอร์ Terra and Money: Stability and Adoption ข้อมูล ณ เดือน เมษายน 2019

ดังนั้นจากสมการข้างต้นจะเท่ากับถ้าreward ลดลงครึ่งนึง (Rt) ระบบจะทำการปรับค่าธรรมเนียม (ft) เป็น2 เท่าเพื่อสร้างสมดุลอัตโนมัติ รวมถึงใส่การเติบโต (g) เข้ามาเพื่อให้เกิดผลตอบแทนในระยะยาวด้วย *ft+1 = ค่าธรรมเนียม ณ ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง bt = อัตราการเบิร์นเหรียญของ Luna g = อัตราการเติบโต Rt = ผลตอบแทนจากการขุด

ระบบให้ผลตอบแทนนักขุดของ Terra ขายฝันจริงหรือ?

คำถามในหัวสำหรับบางคนต่อไปก็อาจจะเป็น แบบนี้จะไว้ใจได้ยังไงว่าระบบที่เค้านำเสนอจะจัดการได้จริงเวลาเกิดวิกฤตจริง ๆ ก็พังหรือเปล่า มีโช่งโหว่ด้านการcoding หรือเปล่า ซึ่งสารภาพจากใจจริงผมก็ไม่ได้รู้เรื่องCoding…. แต่ ๆๆ ผลของการทำstress test ย้อนหลัง10 ปี แบบเคสโคตร Extreme ก็แสดงผลที่ได้แบบน่าประทับใจดังนี้!!!

ภาพแสดงการลดลงของการทำธุรกรรมในระบบเศรษฐกิจ Terra ในช่วงเกิดภาวะถดถอย ที่มา: เปเปอร์ Terra and Money: Stability and Adoption ข้อมูล ณ เดือน เมษายน 2019

ภาพแสดงการปรับสมดุลอัตราแลกเปลี่ยนของระบบเศรษฐกิจ Terra ผ่านการเบิร์นเหรียญ Luna และการปรับลดค่าธรรมเนียมในช่วงเกิดภาวะถดถอย ที่มา: เปเปอร์ Terra and Money: Stability and Adoption ข้อมูล ณ เดือน เมษายน 2019

ภาพแสดงผลตอบแทนของนักขุดเหรียญ Terra ในช่วงเกิดภาวะถดถอย ที่มา: เปเปอร์ Terra and Money: Stability and Adoption ข้อมูล ณ เดือน เมษายน 2019

ความคูลก็คือเค้าได้มีการกำstress test ระบบดังกล่าว ซึ่งผลที่ได้จากการทดสอบย้อนหลัง10 ปี ก็คือ ผลตอบแทนนักขุดเติบโตเติบโตได้ค่อนข้างเสถียรเลยทีเดียว นอกจากนั้นการทำStress test ดังกล่าวถือว่าค่อนข้างโหดextreme เพราะassume ว่าการเติบโตเกิดการถดถอยถึง93% มายังจุดต่ำสุดในเวลาเพียง3 ปีเท่านั้น(จินตนาการเป็นเคสแบบเจอสงครามGDP การเติบดตหดฮวบ) ซึ่งระบบก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้และสร้างผลตอบแทนให้กับนักขุดต่อไป

Terra อาจหมายถึงการปฏิวัติด้านการสร้างระบบเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่

จากที่กล่าวไว้ก่อนหน้าว่าTerra มีการเบิร์นLuna เพื่อรักษาสมดุลของผลตอบแทนผู้ขุดซึ่งกระบวนการดังกล่าวหากเกิดส่วนต่างระหว่างต้นทุนและราคา เงินที่ได้จะถูกเก็บเข้าไปสำรองในคลังซึ่งเงินสำรองในคลังจะถูกนำมาบริหารเพื่อสนับสนุนสิ่งที่เรียกว่าDecentralized application (dApp) หรือแอปพลิเคชั่นด้านการเงินต่าง ๆ ที่จะถูกนำมาเข้าระบบ Terra และทำให้ระบบมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกแอปพลิเคชันที่ต้องการเข้ามาอยู่ในระบบTerra จะต้องสร้างผ่านรากฐานของระบบตัวนี้ dApp ที่สามารถเข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจของ Terra นั้นจะต้องถูกอนุมัติโดยผู้อนุมัติโดยผู้มีพระคุณต่อระบบอย่างผู้ถือครองLUNA (LUNA Validators) หรือว่าง่าย ๆ ก็คือนักขุด Terra โดยผลการโหวตจะต้องมากกว่า1 ใน3 เสียง จากเสียงทั้งหมด ธุรกิจหรือแอปฯ ดังกล่าวถึงได้รับเงินสนับสนุนรวมถึงสามารถเข้ามาอยู่ในระบบของTerra ได้ ซึ่งสิ่งนี้หากเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คงจะคล้าย ๆ กับการกระตุ้นทางการคลังที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างให้ระบบเศรษฐกิจของTerra เติบโต ซึ่งdApps ที่มีเข้าตากรรมการหรือมีผลการดำเนินการ (Track record) แข็งแกร่งต่อเนื่องก็จะได้เงินสนับสนุนในส่วนนี้มากขึ้นไปอีกคล้าย ๆIncentive สำหรับผู้ขับเคลื่อนการเติบโตหลัก (อารมณ์คัดบริษัท IPO เข้าประเทศ) Dencentralized app (dApps) ที่ได้รับการอนุมัติจะต้องทำการเปิดบัญชีกับทางการคลังและต้องผ่านการโหวตโดยผู้มีสิทธิโหวต (ผู้มีพระคุณที่กล่าวไว้ก่อนหน้า) โดยผู้มีสิทธิโหวตนอกจากจะเป็นผู้กำหนดนอกจากจะเป็นคนกำหนดผู้ถูกเลือกแล้วก็ยังมีสิทธิกำหนดสัดส่วนเงินที่สนับสนุนแต่ละแอปด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังมีสิทธิโหวตเลือกdaPP ที่ไม่ได้คุณภาพเข้าแบลคลิสต์ด้วยเช่นกัน โดยdApp ที่ติดแบล็คลิสต์จะเข้าไปยังบัญชีที่เปิดกับการคลังไม่ได้อีกต่อไป โดยไอเดียดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อการมอบเงินกระตุ้นระบบเศรษฐกิจของแอปในเศรษฐกิจTerra โดยตรง(นึกภาพง่าย ๆ เป็นมาตรการกระตุ้นด้านโครงสร้างพื้นฐานอะไรประมาณนั้น) ซึ่งแอปพลิเคชั่นที่ทำผลงานได้โดดเด่นมีtrack record ดีจะได้รับเงินสนับสนุนดังกล่าวเพิ่มเติมในการพัฒนาอีกด้วยในฐานะคนใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า (คล้าย ๆ กับการให้ Super stock ลงทุนหนึ่งหน่วยได้ผลตอบแทนหลายหน่วย หรือ ROI ดี) โดยสูตรการคำนวณของProtocal ที่ใช้ในการมอบเงินสนับสนุนก็จะมีหน้าตาประมาณนี้

ภาพแสดงสูตรการคำนวณเงินสนับสนุนทางการคลังที่แต่ละแอปพลิเคชันจะได้รับ ที่มา: เปเปอร์ Terra and Money: Stability and Adoption ข้อมูล ณ เดือน เมษายน 2019

ตัวTVt จะเป็นยอดการทำธุรกิจกรรมของแอปนั้น ๆ(Transaction volume) ที่ใช้สำหรับวัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งตีความง่าย ๆ ก็เหมือนเวลาเราดูพวกธุรกิจประเภทCredit card ที่เอายอดการทำธุรกรรมมาวัดการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งถ้ายอดนี้เติบโตต่อเนื่องก็อาจหมายถึงจำนวนผู้ใช้ที่มากขึ้น และรายได้ที่มากขึ้นของแอปตามยอดธุรกรรมตามไปด้วยนั่นเอง ในขณะที่Ft จะเป็นตัวแทนถึงจำนวนเงินจากคลังที่ได้รับ ซึ่งหลังเข้าสูตรคำนวณทั้งหมดค่าที่ได้ก็จะออกมาเป็นwt หรือสัดส่วนน้ำหนักเงินจากคลังที่แอปนั้น ๆ ควรจะได้รับ *แสดงถึงค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของตัวแปรนั้น ๆ เช่นTVt* หมายถึง ยอดการทำธุรกรรมเฉลี่ยเพื่อเทียบกับยอดก่อนหน้าเพื่อที่จะได้รู้ว่ามันเติบโตขึ้นจริง ๆ อีกทั้งยังมีการเสริมคมด้วยการนำF หรือเงินคลังมาเทียบค่าเฉลี่ยย้อนหลังด้วย เพื่อที่สุดท้ายตอนคำนวณออกมาเรียบร้อยดีแล้วจะได้รู้ว่าเงินทุก ๆ บาทหรือทุกดอลลาร์ที่ลงทุน ได้ผลตอบแทนเป็นเท่าไร(ออกแนวคล้าย ๆROI) ซึ่งถ้าสัดส่วนตอนสุดท้ายออกมาแล้วสูงแสดงว่าแอปนั้น ๆ เนี่ย เอาเงินที่ได้ไปลงทุนอย่างคุ้มค่าแล้วเกิดเป็นผลตอบแทนให้กับระบบเศรษฐกิจของTerra อย่างยิ่งยวด ส่วนตัวl เปนตัวที่ใช้วัดว่าแอปนั้น ๆ มีความสำคัญกับการเติบโตของเศรษฐกิจTerra อย่างไร(อาจจะคล้าย ๆ พวกหุ้นใหญ่ ๆ ในตลาดที่เปรียบเสมือนตัวขับเคลื่อนGDP หลักของประเทศ) ซึ่งการกระทำผ่านสูตรคำนวณที่ว่าก็มีข้อดี เพราะ เราไม่ต้องให้คน ผู้มีอำนาจ บางคนที่อาจจะเป็นคนไม่ดีไม่โปร่งใสไม่มีอำนาจมาตัดสินใจ ปฏิวัติวงการการเมืองกันไปเลย ใช้สูตรคำนวณระบบอัตโนมัติไม่มี อคติ คดโกงแน่นอน!!!! ดังนั้นใครเป็นสายactivist อย่าลืมแชร์ไปให้เพื่อน ๆ คุณอ่าน เพราะนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างโลกใบใหม่ที่ดียิ่งขึ้นและเป็นการคานอำนาจผู้เป็นใหญ่บางคนที่อาจเป็นคนไม่ดี!

สรุปโดยรวม

ระบบ Terra ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการปฏิวัติวงการระบบ Central Bank ดั้งเดิมให้มีเสถียรภาพมากขึ้นและโปร่งใสมากขึ้น อีกทั้ง Terra ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการยกมาตรการทางการเงินและการคลังที่เปรียบเสมือนฟันเฟืองหลักในการควบคุมระบบเศรษฐกิจ เปิดโอกาสให้ธุรกิจแอปพลิเคชันทางการเงินต่าง ๆ มากมายมีทางเลือกมากขึ้นในการหาแหล่งเงินทุนและเติบโตต่อไป จบปัญหา Delist ความขาดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดดังเช่นทุกวันนี้ ผมเชื่อว่าระบบของTerra เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการปฏิวัติวงการต่าง ๆ อีกหลายวงการค่อนข้างแน่นอน และถ้าหากวันนึงการ Dencentralize ทำได้จริง มันอาจหมายถึงการDisrupt จริง ๆ ก็เป็นได้ เราอาจสามารถยกประเทศมาอยู่ในระบบ Blockchain… เราอาจลดปัญหาคอรัปชั่นได้จริง… หรือยิ่งกว่านั้นเราอาจจะสร้างประเทศหรือระบบเศรษฐกิจอีกได้เอง… และถ้าหากทำได้มันอาจหมายถึงการDisrupt จริง ๆ ก็เป็นได้… หวังว่าทุกคนจะได้รับความรู้กันอย่างเต็มที่นะครับ หากผมผิดพลาดตรงไหนสามารถถกเถียงติชมแบบConstructive เพื่อพัฒนาให้ดีขึ้นได้เต็มที่เลย บทความนี้มีข้อเสียไหม? คงต้องตอบว่ามีครับ ส่วนตัวผู้เขียนไม่ได้มาทางสายDeep tech หรือแบรคกราวน์การศึกษามาจากพื้นเพดังกล่าว เพราะฉะนั้นเรื่องการCoding เรื่องระบบว่าขายฝันหรือเปล่าSmooth จริงอย่างที่ทดสอบหรือเปล่าคนอ่านสามารถตั้งคำถามได้เต็มที่เลยครับ สุดท้ายนี้หวังว่าจะเป็นประโยชน์และถ้าผิดพลาดยังไงขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ Mr. Serotonin

ความเสี่ยงของ Terra

ในส่วนสุดท้ายผมของพูดถึงเรื่องความเสี่ยงของ Terra ที่ผมพอจะนึกได้หลังจากได้อ่านมา

1. Terra ยังมีส่วนที่ใช้คนกลางอยู่ดี

การที่การอนุมัติแอปฯ ที่มีศักยภาพผู้ควรค่าแก่การอัดฉีด รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมยังถูกกำหนดโดยมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งที่ลึกล้ำยากอย่างถึง ดังนั้นหากเกิดการเตี๊ยมกันเป็นขบวนการก็อาจก่อให้เกิดการ Corrption ได้อยู่ดี

2. ระบบของค่าเงินย่อมมีวัฏจักรตั้งอยู่ดับไป

ส่วนตัวผมมองว่า Terra มีความคล้ายคลึงกับเฟส Claims on Hard Money ซึ่งคนถือ Terra ถูก Back มูลค่าโดยสกุลเงิน Fiat และสามารถสลับแลกเปลี่ยนไปมากับสกุลเงินในชีวิตประจำวัน (Fiat) รวมไปจนถึงอาจถูกค้ำยันโดย Luna ด้วย ดังนั้น ความเสี่ยงทางด้าน Supply ของ Luna ที่มีอยู่อาจเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองต่อไป เพราะ หากไม่เพียงพอ Terra อาจจำเป็นต้องทิ้ง Luna ในวันที่คนใช้มากเพียงพอ และเข้าสู่ยุค QE ได้ ในเฟส 3 ซึ่งเป็น Fiat Money

ภาพแสดงวัฏจักรของเงิน ที่มา: newsletter.banklesshq.com วันที่: 27 เมษายน 2020

3. ผู้คนเกิดความสงสัยใน LUNA

อีกหนึ่งความเสี่ยงสุดท้ายที่ผมพอจะนึกได้ก็คือจู่ ๆ คนเกิดเลิกเชื่อมั่นใน LUNA และเลิกขุดกันไปซะอย่างนั้น ซึ่งสิ่งที่ว่าอาจส่งผลต่อระบบ Terra โดยตรง

อัปเดตล่าสุด เกิดอะไรขึ้นกับเหรียญ LUNA! อ่านเพิ่มเติมได้ที่ลิ้งก์ด้านล่าง

https://www.finnomena.com/finspace/luna-crashed

References

https://assets.website-files.com/611153e7af981472d8da199c/618b02d13e938ae1f8ad1e45_Terra_White_paper.pdf https://newsletter.banklesshq.com/p/maybe-im-a-maximalist-market-monday-02d?s=r

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...