โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ศาลาตรีมุข เศษซากมิตรภาพที่ไม่เคยมีอยู่จริง

Ticy City

เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 04.40 น.

ชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา

เป็นสถานการณ์ที่ชาวไทยให้ความสำคัญกันมากับกับกรณีข้อพิพากชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ถึงขั้นกัมพูชาจะฟ้องศาลโลกอีกแล้วกันเลยทีเดียว

Ticy City ขอพาย้อนไปเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้รับรายงานจากกองกำลังสุรนารี ว่า ศาลาตรีมุข นั้นเกิดเพลิงไหม้จนความเสียหายทั้งหมด จากนั้นวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ได้เกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา ในขณะที่ทหารไทยลาดตระเวน ต่อมาทางกัมพูชาอ้างว่ามีทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 2 ราย และบาดเจ็บสาหัส 1 รายและเสียชีวิตในภายหลัง

ซึ่งสาเหตุของการปะทะครั้งมาจาก การเข้าครอบครองพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต รวมถึงล้ำเข้ามาในเขตแดนของประเทศไทยที่ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อนถึง 150 เมตร หลังศาลาตรีมุขถูกเผาทำลาย โดยไม่สนคำเตือนของทหารไทย

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดข้อพิพาทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ช่องบก

ที่มาของ “ศาลาตรีมุข”

สำหรับ ศาลาตรีมุข ที่ถูกเผาทำลายไปนั้น ตั้งอยู่ในพื้นที่ช่องบก ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2536 ซึ่งในขณะนั้น พลโทอิสระพงศ์ หนุนภักดี ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2

เพราะหลังจากการปะทะในพื้นที่ช่องบกระหว่างปี พ.ศ. 2530–2531 ทั้งสามประเทศคือ ประเทศไทยโดยผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และกองทัพภาคที่ 2 สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดแขวงจำปาสัก และประเทศกัมพูชา โดยผู้ว่าราชการจังหวัดพระวิหาร ได้ร่วมพูดคุยและทสัญญาใจกันในการก่อสร้างศาลาดังกล่าวที่พื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยพระลานเสือ

ซึ่งตำแหน่งของการก่อสร้างศาลาตรีมุขนั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดบรรจบของทั้งสามประเทศคือ ประเทศไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศกัมพูชา หรือกึ่งกลางของสามเหลี่ยมมรกต โดยการก่อสร้างได้ใช้กำลังพลของทหารทั้ง 3 ประเทศร่วมกันก่อสร้างขึ้นมา ภายใต้รูทรงตัวอาคารเป็นหน้าจั่ว 3 ด้าน แต่ละด้านหันไปยังแต่ละประเทศ และ การก่อสร้างที่เกิดขึ้นอยู่ภายใต้เงินงบประมาณของฝ่ายไทย และใช้วัสดุในการก่อสร้างจากฝ่ายไทยโดยอาศัยกำลังพลของฝ่ายไทยขนย้ายเข้ามาในพื้นที่

หลังก่อสร้างเสร็จสินภายในศาลาประดิษฐานพระพุทธรูป 3 องค์จากทั้ง 3 ประเทศ เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและเป็นที่พบปะของกำลังพลทหารจากทั้งสามประเทศ แต่ทหารกัมพูชามักจะสร้างความไม่สบายใจให้กับฝ่ายไทยเรื่อยมาอีกทั้งยังไม่เคารพสิทธิ์ในพื้นที่ร่วมกัน เพราะมักจะอ้างความเป็นเจ้าของเพียงฝ่ายเดียว เช่น เมื่อปี พ.ศ 2546 อ้างว่าศาลาดังกล่าวชื่อว่า “ศาลาร่มฉัตร” (Ruom Chat House) เป็นของฝ่ายตนเอง และกล่าวอ้างว่าไทยยอมรับศาลาในชื่อนี้ และเรียกศาลานี้ตามที่ฝั่งกัมพูชาเรียก รวมทั้งอ้างว่าทหารชุดดำ (ทหารพราน) ของไทย 10–15 นาย พยายามเข้าไปในพื้นที่ศาลาของฝ่ายตน

ถัดมาเมื่อในปีพ.ศ. 2551 ได้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก เมื่อมีทหารกัมพูชาจำนวน 7 นาย พร้อมด้วยอาวุธครบมือเข้าไปในพื้นที่ศาลาตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551 และกระทรวงต่างประเทศได้ยื่นหนังสือประท้วงในวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งต่อมาในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2551ได้มีการเผยแพร่ภาพทหารกัมพูชาจำนวนมากเกือบ 30 นาย จากหน่วยทหารชายแดนที่ 401 ในเครื่องแบบสนามพร้อมอาวุธ วางกำลังอยู่ในพื้นที่ของศาลาตรีมุขผ่านหนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพเลลีย์ (Koh Santepheap)

สามทศวรรษผ่านไปจนเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568 ศาลาตรีมุข กลายสภาพเป็นเศษซากมิตรภาพที่ไม่เคยมีอยู่จริง

ข้อมูล :วิกีพีเดียภาพ : เพจ กองทัพภาคที่ 2

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...