โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เลิกใส่ตรวนอานนท์ นำภา และผู้ต้องขังเถิด

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 04.36 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 02.41 น.

บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล

เลิกใส่ตรวนอานนท์ นำภา และผู้ต้องขังเถิด

ก่อนอื่นใด ขอแก้ความเข้าใจผิดๆ 3 ประการ คือ

1. มิได้หมายความว่าปัญหาอื่นของกระบวนการยุติธรรมเป็นปัญหาสำคัญน้อยกว่าเรื่องนี้ ผมขอยืนยันความเห็นว่าระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมมีปัญหาและควรจะต้องปฏิรูปหรือยกเครื่องครั้งใหญ่ รวมทั้งการไม่ให้ประกันตัวที่ยังเป็นปัญหาสำคัญมากๆ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่มักถูกมองข้ามคือการราชทัณฑ์และเรือนจำ รวมทั้งปัญหาที่น่าจะแก้ไขได้ไม่ยากก็กลับไม่มีการปรับปรุงแก้ไขแต่อย่างใด นั่นคือการใส่เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขัง

2. ข้อเรียกร้องให้ถอดตรวนอานนท์ มิใช่ทำให้เขามีอภิสิทธิ์ไม่ต้องทำตามกฎหมาย ตรงกันข้าม กฎหมายปัจจุบันห้ามใส่เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขังยกเว้นเพียงบางกรณี แต่ปัจจุบันการใส่ตรวนและกุญแจเท้ากับผู้ต้องขังชายกลายเป็นการปฏิบัติปกติ การร้องขอให้ถอดตรวนกลับต้องร้องขอให้ยกเว้น คำร้องของผมเป็นการขอให้ทำตามกฎหมายที่มีอยู่

3. กรณีนี้มิใช่การขออภิสิทธิ์ให้แก่อานนท์เหนือผู้ต้องขังอื่นๆ ตรงกันข้าม หากศาลเห็นด้วยกับคำร้องนี้และทำการไต่สวน เป็นไปได้ที่จะเป็นบรรทัดฐานที่อาจนำไปสู่การถอดตรวนกับผู้ต้องขังทั้งระบบ

ยกเว้นเพียงบางกรณี เช่น กระทำความผิดร้ายแรงต่อชีวิตผู้อื่น หรือมีประวัติพยายามหลบหนี เป็นต้น

ตามประวัติเกี่ยวกับเครื่องพันธนาการในระบบราชทัณฑ์ไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และที่บัญญัติใน พ.ร.บ.ราชทัณฑ์หลายฉบับตลอดร้อยปีที่ผ่านมา เราทราบว่าเครื่องพันธนาการเปลี่ยนแปลงไปในยุคต่างๆ เพื่อลดความป่าเถื่อนโหดร้าย กล่าวคือ จากโซ่หนักเส้นใหญ่เป็นเส้นเล็กลงเบาลง เป็นต้น

แต่การเปลี่ยนแปลงกลับขึ้นๆ ลงๆ เคยมีบางช่วงยกเลิกโซ่ตรวนที่ขาและข้อเท้า ผู้ต้องหาออกจากเรือนจำจึงมีเพียงกุญแจมือเท่านั้น ต่อมาตรวนล่ามโซ่สองขาก็กลับมาใหม่

เครื่องพันธนาการยังคงอยู่มาจนทุกวันนี้ด้วยเหตุผลเดียวเหมือนเดิมตลอดร้อยปี คือ ป้องกันผู้ต้องขังหลบหนี

กฎหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมมีอำนาจใช้ดุลพินิจใส่เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขังบางรายได้แล้วแต่กรณี

แต่ปัจจุบัน เกิดการเหมารวมไปหมดว่าผู้ต้องหาอาจจะหลบหนี จึงให้ใส่เครื่องพันธนาการทุกรายทุกกรณีที่เดินทางมาศาล ทำให้ข้อยกเว้นกลายเป็นแนวปฏิบัติทั่วไป

นี่เป็นการเหมารวมอย่างโหดร้ายที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ไม่สนใจกับมนุษยธรรมและความเป็นมนุษย์ของนักโทษส่วนใหญ่ เอาปัญหาที่เกิดจากนักโทษจำนวนน้อย นานๆ สักครั้งหนึ่งมาเป็นเหตุที่กระทำต่อผู้ต้องขังทั้งหมด

คงจะเป็นเพราะเจ้าหน้าที่มีภาระหนักต้องทำคำอธิบายว่าทำไมจึงใส่ตรวนรายนั้นแต่ไม่ใส่รายนี้ จึงแก้ปัญหาด้วยการโยนให้นักโทษทั้งหมดรับเคราะห์โดนทรมานกันถ้วนหน้า เป็นการหาทางออกที่โหดร้ายมาก

ในทางปฏิบัติ แทนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะต้องอธิบายว่าทำไมต้องใส่ตรวนในกรณีหนึ่งๆ จึงกลายเป็นว่าผู้ต้องขังและทนายกลับต้องร้องขอเป็นกรณีๆ ว่าทำไมจึงของดเว้นไม่ให้ใส่ตรวน

นอกจากนี้ จนบัดนี้ผมก็ยังไม่พบว่ากฎระเบียบใดห้ามไม่ให้ผู้ต้องขังใส่รองเท้าในห้องพิจารณาคดี ต้องเดินตีนเปล่าในศาล นี่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการปฏิบัติกับเขาอย่างต่ำกว่าคนเต็มคน ใช่หรือไม่

ถึงแม้เหตุผลทางการคือป้องกันการหลบหนี แต่ผมเห็นว่าการปฏิบัติเหล่านี้เป็นมรดกจากการ “ราชทัณฑ์” แบบจารีตก่อนสมัยใหม่ที่เห็นว่าคนคุกไม่ใช่มนุษย์เต็มคน ต้องกดกำราบให้สยบต่ออำนาจของเจ้าหน้าที่ของหลวง

ในสมัยก่อน ค่านิยมเช่นนี้มากับหลักกฎหมายแบบจารีตที่ถือว่าคนคุกมีความผิดไว้ก่อนจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าตนบริสุทธิ์ การทรมานเพื่อรีดคำสารภาพจึงเป็นการปฏิบัติปกติ ในปัจจุบันยกเลิกหลักกฎหมายแบบจารีตไปหลายอย่าง แต่ยังมีมรดกตกทอดอีกหลายอย่าง รวมทั้งหลายๆ อย่างที่เกี่ยวกับสภาพในเรือนจำและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง

ผมมีโอกาสไปฟังการพิจารณาคดีของอานนท์มา 4-5 ครั้ง ทุกครั้งจะเห็นเขาถูกล่ามด้วยกุญแจข้อเท้าและโซ่ตรึงขาสองข้างไว้ให้เดินไม่ถนัด และไม่ให้ใส่รองเท้า แม้กระทั่งในวันที่เขาทำหน้าที่ทนาย อานนท์ก็อยู่ในชุดนักโทษมีกุญแจข้อเท้า มีโซ่ล่ามและไม่สวมรองเท้าเช่นกัน

ภาพที่เห็นทำให้เกิดคำถามว่าต้องปฏิบัติกับ “คน” แบบนั้นเชียวหรือ

อานนท์เป็นทนายความ มีความรู้ความสามารถเป็นที่เคารพของผู้คนจำนวนมาก เป็นบุคคลสาธารณะซึ่งเรารู้จักกันดีว่าสุภาพน่านับถือ เขามิได้มีพฤติกรรมพยายามหลบหนี มิได้ประพฤติผิดทำร้ายใคร ไม่มีอำนาจและมิได้ใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือมิชอบอย่างอีกหลายคนที่ลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคม

คนแบบนี้สมควรจะได้รับการยกย่อง ไม่ใช่ปฏิบัติต่อเขาราวกับไม่ใช่มนุษย์เต็มคน

ผมจึงมีความเห็นร้องต่อศาลว่า

หนึ่ง การใส่ตรวนหรือกุญแจเท้ากับผู้ต้องขัง ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4, 25, 28 ขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง ข้อ 14 ตลอดจนถึงมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 (กรุณาลองไปค้นหาข้อกฎหมายเหล่านี้ดูนะครับ)

นอกจากนี้ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 ที่ใช้ปัจจุบัน มาตรา 21 บัญญัติห้ามใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขัง เว้นแต่เพียงบางกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ควบคุมเห็นว่าสมควรต้องใช้เครื่องพันธนาการ

จะเห็นได้ว่าเจตจำนงของกฎหมายห้ามใช้เครื่องพันธนาการ แต่ให้ใช้ได้เป็น “ข้อยกเว้น” เท่าที่จำเป็น เช่น กรณีนักโทษอุกฉกรรจ์ หรือสงสัย หรือมีประวัติพยายามหลบหนี

นักโทษส่วนข้างมากมิได้มีพฤติกรรมหรือประวัติเช่นนั้น และมิได้มีข้อหาหรือประกอบอาชญากรรมอย่างอุกฉกรรจ์แต่อย่างใด

จึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่การใส่เครื่องพันธนาการควรจะเป็นเพียงข้อยกเว้นตามเจตจำนงของกฎหมาย ไม่ใช่แนวปฏิบัติตามปกติ จนต้องมาร้องเรียนให้ปลดพันธนาการเป็นกรณียกเว้น

สอง ความวิตกว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนีนั้น โดยสถิติและโดยสามัญสำนึก เป็นไปได้น้อยมาก เพียงไม่กี่คดี การเหมารวมว่านักโทษส่วนใหญ่พยายามหลบหนีจึงต้องพันธนาการย่อมไม่ถูกต้อง เป็นการเหมารวมที่โหดร้าย

ยิ่งไปกว่านั้นการหลบหนีมักเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือมีผู้ช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เกือบทั้งหมดปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต ย่อมเพียงพอที่จะไม่ให้เกิดกรณีดังกล่าวได้ง่ายๆ

ในเมื่อการหลบหนีเป็นเพียงข้อยกเว้น การพันธนาการก็ควรเป็นข้อยกเว้นในกรณีเพื่อความปลอดภัยในห้องพิจารณาคดีแค่นั้น

สาม ท่านผู้พิพากษาบนบัลลังก์ ท่านอัยการผู้ฟ้อง ทนาย และวิญญูชนในห้องพิจารณาคดีล้วนเป็นอารยชนที่เข้าใจดีด้วยสามัญสำนึกว่าการปฏิบัติต่อมนุษย์ด้วยกันอย่างป่าเถื่อนเป็นอย่างไร น่าเวทนา น่ารังเกียจขนาดไหน

การพันธนาการนักโทษซึ่งส่วนใหญ่มิได้คิดหรือมีพฤติกรรมจะหลบหนี ย่อมเป็นที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจของอารยชนอย่างท่านแน่นอน แล้วทำไมจึงจะต้องสืบทอดการปฏิบัติอันป่าเถื่อนเช่นนั้นต่อไป

ยิ่งผู้ถูกพันธนาการเป็นบุคคลน่าเคารพยกย่องอย่างนายอานนท์ นำภา เรายิ่งน่าจะฉุกคิดว่าแนวปฏิบัติเหมาะสมหรือไม่

สี่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแสดงพระราชดำริชัดเจนว่าเหตุผลที่ยกเลิกการสอบสวนและลงโทษแบบจารีตนครบาลเมื่อ พ.ศ.2439 นั้น เพราะแนวปฏิบัติดังกล่าวไม่ศิวิไลซ์ ไม่มีอารยธรรมในสายตาของนานาชาติ ซึ่งพระองค์ทรงเห็นด้วย

การใส่กุญแจเท้าพันธนาการแม้กระทั่งในศาล จึงเป็นสิ่งไม่สมควรด้วยเหตุผลทำนองเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ห้า ได้แสดงไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว

ห้า อานนท์เป็นบุคคลที่สังคมนานาชาติให้ความน่าเชื่อถืออย่างมาก เขาได้รับรางวัลระดับโลกหลายรางวัล เช่น รางวัลจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยจากเกาหลีใต้เมื่อปี 2564 ล่าสุดเขาได้รับรางวัลนานาชาติ Front line Defenders Award 2568

ดังนั้น คดีของเขาย่อมอยู่ในสายตาของนานาชาติจำนวนมาก การที่เขาถูกใส่พันธนาการทุกครั้งที่เขามาออกศาล ย่อมเป็นที่รับรู้จับจ้องมองเห็นจากสายตาจำนวนมากทั่วทั้งโลก จึงไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยแต่อย่างใด

จึงขอให้ศาลทำการไต่สวนเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมนายอานนท์ นำภา ว่ามีเหตุผลอย่างไรจึงจำเป็นต้องใส่เครื่องพันธนาการในกรณีนี้ ซึ่งเป็น “ข้อยกเว้น” ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ 2560

การยื่นคำร้องในครั้งนี้ดำเนินการผ่านทางศาลจึงต้องเป็นกรณีผู้ต้องขังเฉพาะราย (ศาลไม่มีหน้าที่ออกคำสั่งทางนโยบาย) แต่เราไม่ได้พยายามทำให้อานนท์มีอภิสิทธิ์เหนือนักโทษอื่น ตรงกันข้าม ถ้าหากศาลทำการไต่สวนเจ้าหน้าที่ในกรณีนี้ อาจจะเป็นทางออกในทางปฏิบัติที่เป็นคุณต่อผู้ต้องขังทุกคนทุกกรณีด้วย เพราะหากถูกร้องและศาลไต่สวนกรณีนั้นว่าสมควรใส่ตรวนหรือไม่ ราชทัณฑ์จะต้องอธิบายแต่ละกรณีว่าทำไม หากไม่ต้องการแบกภาระอธิบายทุกกรณี ราชทัณฑ์ก็ควรถอดตรวนนักโทษส่วนใหญ่ เลิกปฏิบัติต่อเขาราวกับเขาไม่ใช่มนุษย์อย่างที่เป็นอยู่ ยกเว้นเพียงไม่กี่กรณีที่จำเป็นเท่านั้น

เช่นนี้จึงจะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายเข้ารูปเข้ารอยตามเจตจำนงของกฎหมาย

ปัญหาการใส่ตรวนอย่างป่าเถื่อนนี้ สามารถแก้ไขได้โดยอธิบดีหรือรัฐมนตรีสั่งการ หรือโดยประกาศเป็นนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องนี้ซึ่งหน่วยราชการต้องรับไปปฏิบัติ จึงย่อมเป็นคุณแก่นักโทษทั้งระบบในทุกเรือนจำ แทนที่จะต้องร้องขอเป็นกรณีๆ ดังทุกวันนี้

ขอสาธารณชนได้โปรดพิจารณา

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เลิกใส่ตรวนอานนท์ นำภา และผู้ต้องขังเถิด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...