BGRIM จับมือ `ดิจิทัล เอดจ์` ทุ่มงบ 1 แสนลบ. สร้าง `ดาต้าเซ็นเตอร์` 300 MW ใน 5 ปี นำร่องพื้นที่ EEC
BGRIM จับมือ "ดิจิทัล เอดจ์" ทุ่มงบ 1 แสนลบ. สร้าง "ดาต้าเซ็นเตอร์" 300 MW ใน 5 ปี นำร่องพื้นที่ EEC
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -9 มิ.ย. 68 17:01 น.
BGRIM จับมือ “ดิจิทัล เอดจ์” พันธมิตรจากสิงคโปร์ เล็งทุ่มเงินลงทุน 8 หมื่นถึง 1 แสนล้านบาท สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 300 MW ภายใน 5 ปี ประเดิมก่อสร้างศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ไฮเปอร์สเกลและ AI ขนาด 100 MW มูลค่าราว 5 หมื่นล้านบาท ในพื้นที่ EEC เปิดให้บริการภายในไตรมาส 4/69 คาดใน 5 ปี สัดส่วนรายได้ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นเป็น 20-25% ของรายได้รวม
นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทยและโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่าบริษัทได้ร่วมมือกับบริษัท ดิจิทัล เอดจ์ (สิงคโปร์) โฮลดิงส์ จำกัด (ดิจิทัล เอดจ์) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดาด้าเซ็นเตอร์ชั้นนำในเอเชียที่ได้รับการสนับสนุนจาก Stonebeak นักลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน Digital Edge B.Grimm (TH) Holding Pte. Ltd เพื่อพัฒนาศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ไฮเปอร์สเกลและรองรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในประเทศไทย โดย BGRIM ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวสัดส่วน 40% และพันธมิตรดิจิทัล เอดจ์ ถือหุ้นสัดส่วน 60%
ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าจะก่อสร้างศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยให้ครบจำนวน 300 เมกะวัตต์ (MW) ในช่วง 5 ปี (ปี 68-72) ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 80,000-100,000 ล้านบาท โดยการก่อสร้างศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์จะเริ่มด้วยโครงการเรือธงขนาดเกือบ 100 MW (ขนาดกำลังการผลิตจริง 96 MW) ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มูลค่าโครงการรวมกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นค่าก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆประมาณ 24,520 ล้านบาท และการก่อสร้างระบบภายในอีกราว 20,000 ล้านบาท
โดยบริษัทจะนำเสนอการให้บริการโคโลเคชั่นความหนาแน่นสูง การเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ และโซลูชั่นคลาวด์แบบผสมผสานเพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มไฮเปอร์สเกลกลุ่ม AI และองค์กรที่ต้องการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิจิทัล โดยมีแผนเร่งก่อสร้างเพื่อรองรับความต้องการของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ต้องการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมตั้งเป้าเปิดให้บริการภายในไตรมาส 4/69
สำหรับโครงการส่วนแรกขนาด 96 MW แบ่งออกเป็น 2 เฟส ซึ่งแบ่งเป็นเฟสแรกขนาด 48 MW ซึ่งจะใช้เงินลงทุนในส่วนของ BGRIM ราว 2,000 ล้านบาท คาดจะเปิดบริการเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ปลายปี 68 และเฟส 2 ขนาด 48 MW จะใช้เงินลงทุนในส่วนของ BGRIM ราว 1,000 ล้านบาท เปิด COD ช่วงปลายปี 69
"ตลาดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีการบริโภคข้อมูล การใช้บริการคลาวด์ และการประมวลผล AI /แมชชีนเลิร์นนิ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายงานอุตสาหกรรมล่าสุดคาดการณ์ว่าตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยจะเติบโตเฉลี่ยมากว่า 25% ต่อปีจนถึงปี 73 ขณะที่ความต้องการด้าน AI จะเป็นตัวเร่งสำคัญในการผลักดันความต้องการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ที่สามารถขยายตัวได้และมีประสิทธิภาพด้านพลังงาน รัฐบาลไทยได้ให้การสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์การลงทุนกว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์ เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลในภูมิภาค" นายนพเดช กล่าว
นางสาวศิริวงศ์ บวรบุญฤทัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร งานการเงินและบัญชี บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM กล่าวว่าประเมินว่าโครงการเฟสแรกจะสร้างรายได้เข้ามาประมาณ 3,400-4,000 ล้านบาท และมีอิบิด้าประมาณ 2,500 ล้านบาท รวมถึงสำหรับโครงสร้างรายได้จากศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์จำนวน 300 MW คาดว่ามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 20-25% ของรายได้รวม ภายในช่วง 5 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตามยืนยันว่ามีแหล่งเงินทุนของบริษัทเพียงพอรองรับการลงทุนดังกล่าว เพราะเงินลงทุนทั้งหมดจะมาจากเงินกู้โครงการสัดส่วน 70% และ 30% จากส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งในส่วนเงินลงทุนของ BGRIM คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณเกือบ 10,000 ล้านบาท โดยจะเป็นเงินกู้จากสถาบันการเงิน,การออกหุ้นกู้ รวมถึงการหาพันธมิตรเข้ามาถือหุ้นในทรัพย์สินอื่นๆหรือโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ราคาเต็มมูลค่าแล้ว โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้
นายจอห์น ฟรีแมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ดิจิทัล เดลจ์ กล่าวว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดดิจิทัลที่มีศักยภาพสูงสุดในเอเชีย ซึ่งตนเองรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ บี.กริม เพาเวอร์ ในโครงการสำคัญนี้ เรากำลังนำโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดมาสู่ไทยในขนาดไฮเปอร์สเกลเและความเร็วที่เร่งรัด ซึ่งจะช่วยรองรับความต้องการด้าน AI และแมชชีนเลิร์นนิ่งที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของไทย
ดิจิทัล เอดจ์ เป็นที่รู้จักในฐานะแพลตฟอร์มดาต้าเซ็นเตอร์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพด้านพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดดำเนินการและอยู่ระหว่างก่อสร้างรวม 24 แห่ง ครอบคลุม 9 ประเทศ และมีกำลังไฟฟ้าสำรองกว่า 1.1.1 กิกะวัตต์ การเข้ามาลงทุนในไทยครั้งนี้ตอกย้ำพันธกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและการผลักดัน AI ในตลาดเกิดใหม่ของเอเชีย
เรียบเรียง โดย ปริวัฒน์ หินพลอย อนุมัติ โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
ดูข่าวต้นฉบับ