โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

'ทีเซลส์' เสริมแกร่งอุตสาหกรรมยา ดัน ATMPs ด้วยวิจัยต่อยอดร่วมAI

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 15 มิ.ย. 2568 เวลา 05.12 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2568 เวลา 12.12 น.

“อุตสาหกรรมยา” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ย GDP ของประเทศ คาดว่าปี 2568-2570 มูลค่าจำหน่ายยาในประเทศจะขยายตัวเฉลี่ย 6.0-7.0% ต่อปี โดยมีปัจจัยหนุนมาจากจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งจากโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) การเกิดโรคติดต่ออุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และการเข้าถึงระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (โดยเฉพาะสิทธิบัตรทอง) ทำให้ผู้เจ็บป่วยสามารถเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ได้สะดวกขึ้น

ขณะเดียวกัน “ยาและเวชภัณฑ์”เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนสูงในการวิจัยและพัฒนาวัตถุดิบและตัวยาใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ฐานการผลิตยาและเวชภัณฑ์หลักของโลก โดยเฉพาะยาจดสิทธิบัตรหรือยาต้นแบบ กระจุกตัวในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อาทิ สหรัฐฯ และยุโรปส่วนประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงผู้นำเข้ายาต้นตำรับ/ต้นแบบซึ่งมีราคาสูง

ทั้งนี้ ยาที่ผลิตในประเทศประมาณ 90% ถูกใช้เพื่อบริโภคในประเทศ และอีก 10% เป็นการผลิตเพื่อส่งออก ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศคิดเป็นสัดส่วน 29.0% ของค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งหมด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความก้าวหน้าของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย โดยเฉพาะระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ครอบคลุมประชากรถึง 99.64% ของผู้มีสิทธิในระบบประกันสุขภาพของประเทศ ทำให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

รง.ผลิตสารตั้งต้นยา(API) ลดนำเข้า-ความมั่นคงทางยาไทย

อุตสาหกรรมยาเติบโตสูง คนไทยป่วยเบาหวาน 5.2 ล้านคน

ส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยา ATMPS

“ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(ทีเซลส์)” ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงบทบาทของทีเซลส์ในการส่งเสริมความมั่นคงทางยาของประเทศว่า ทีเซลส์ เป็นหน่วยงานในการขับเคลื่อนนวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัยในสิ่งที่ประเทศต้องการ ซึ่งในส่วนของอุตสาหกรรมยาจะเป็นการส่งเสริมการผลิตผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) ไม่ว่าจะเป็น ยา ATMPs และชีววัตถุที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้ง ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และสร้างระบบนิเวศในการวิจัยและพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้ยาให้เข็มแข็ง

“คณะกรรมการอาหารและยาได้จัดให้ยา ATMPs ว่าเป็นยาที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติยา และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายได้กำหนดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ เพื่อทำให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะยาที่มีคุณภาพสูง และเครื่องมือแพทย์ อีกทั้งเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ อย่าง ดิจิทัลเฮลท์ เช่น การเอกซเรย์ การใช้ ct scan และการนำ AI มาใช้ทางการแพทย์ เพื่อป้องกัน ดูแลรักษาคนไข้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

นอกจากนั้น ยังมีการสนับสนุนการผลิตยาสามัญใหม่ในประเทศส่งเสริมวัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตยา เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ และส่งเสริมการทดสอบ Pre-clinic/Clinical trial รวมถึง สนับสนุนการ Upskill & Reskill บุคลากรในอุตสาหกรรมยา นโยบายส่งเสริมนโยบาย Tax incentive และสนับสนุนด้าน Logistics and Supply Chain เพิ่มศักยภาพการส่งออกยาที่ผลิตในประเทศ เพื่อจำหน่ายต่างประเทศ เช่น road show, business matching เป็นต้น

ความท้าทายของอุตสาหกรรมยาในไทย

ดร.จิตติ์พร อธิบายว่าหากมองความมั่นคงทางยาของไทย ปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่ดี เนื่องจากมีนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและใช้ยาสมเหตุผล อีกทั้งมีนโยบายแห่งชาติด้านยาและแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ. 2563-2565 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาระบบควบคุมยาให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตยาในประเทศ และสร้างระบบการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในสถานพยาบาลและชุมชน รวมทั้งการสร้างมาตรการเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการเข้าถึงยาและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

ดร.จิตต์พร กล่าวต่อว่าความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในการสร้างความมั่นคงทางยามี 2 ประเด็นหลัก คือ

1.การพึ่งพาการนำเข้าสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม(API) ซึ่งไทยยังผลิต API ได้น้อยมาก และต้องพึ่งพาการนำเข้า API สูงถึง 90–95% โดยประเทศที่นำเข้าหลัก ได้แก่จีน และอินเดีย ขณะที่จำนวน API ที่ผลิตได้ในประเทศยังจำกัด มีเพียงประมาณ 17 รายการที่สามารถผลิตได้ในประเทศ เช่น aspirin ขณะที่มีการนำเข้า API มากกว่า 800 รายการ อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและต้นทุน การผลิตยาที่ซับซ้อนหรือใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงต้นทุนในการปรับปรุงโรงงานให้ได้มาตรฐานสากลยังสูง

2.ความสามารถของผู้ประกอบการ ซึ่งตามหลักสากลแล้วการขึ้นทะเบียนยาและการอนุมัติผลิตภัณฑ์ มีขั้นตอนต้องปฎิบัติ ตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง จึงควรส่งเสริมความรู้ความเข้าใจผู้ประกอบการใหม่ แนวทางการขึ้นทะเบียนยา เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะกระบวนการนี้มีความซับซ้อนและเป็นขั้นตอนที่จำเป็นในการนำผลิตภัณฑ์ยาออกสู่ตลาดได้อย่างถูกกฎหมาย

ยกระดับการผลิตยาสามัญและยาATMPs

“ทีเซลส์ ได้ส่งเสริมความรู้แก่ผู้ประกอบการใหม่ โดยการอบรมเชิงวิชาการในด้าน Regulatory Sciences การฝึกอบรมบุคลากรด้านการควบคุมคุณภาพและการขึ้นทะเบียนยา ที่เกี่ยวกับขั้นตอนเอกสารการขึ้นทะเบียนยา (Common Technical Document ,CTD) และสนับสนุนหลักสูตรต่างๆ เช่น การพัฒนาหลักสูตรอบรมระหว่างประเทศ การอบรมเชิงปฎิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัย และการพัฒนาผู้ประกอบการให้เข้าสู่โลกธุรกิจได้ 100% เข้าใจการPitching การเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และการหาทุนว่าสามารถขอทุนจากหน่วยงานไหนได้บ้าง เป็นต้น"

ดร.จิตต์พร กล่าวอีกว่าทีเซลส์มีความพร้อมในการสนับสนุนและเสริมสร้างความมั่นคงทางยา ทั้งการผลิตยาและการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีในประเทศ โดยการสร้างเครือข่ายและทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้ง หน่วยงานรัฐ และสถาบันอุดมศึกษา เพื่อสร้างความมั่นคงทางยาให้เกิดขึ้นจริง ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนยาและวัตถุดิบที่จำเป็น ที่สำคัญลดต้นทุนของประเทศ เพราะการนำเข้ายาและวัตถุดิบจากต่างประเทศมักมีต้นทุนสูงกว่าการผลิตในประเทศ ที่ทำให้ส่งผลต่อราคายาในประเทศสูงขึ้น และเกิดผลกระทบต่อการเข้าถึงยาของผู้คน

“ทีเซลส์ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง ต้องทำงานร่วมกับหลายๆ องค์กร ทั้งสำนักงบประมาณในการสนับสนุนงบ อย. โรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการ ในการมีสมรรถนะ และการผลิตและพัฒนายา ไม่จำเป็นต้องไปยึดติดวิจัยเริ่มต้น แต่สามารถนำงานวิจัยมาต่อยอดให้เกิดยาตัวใหม่ๆ และบูรณาการต้องพึ่งพา AI ได้มากขึ้น ซึ่งทีเซลส์มีแพลตฟอร์ม มีเครื่องมือและมีทุนพร้อมส่งเสริมให้ไทยมีความมั่นคงทางยามากขึ้น และทำให้คนไทยมีสิทธิใช้ยาคุณภาพได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม” ดร.จิตต์พร กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...