หมดยุคของ ‘Lipstick Effect’ เมื่อการซื้อลิปสติกราคาแพงไม่ได้เยียวยาหัวใจได้เหมือนเมื่อก่อน เพราะทุกวันนี้ แบรนด์ราคากลางๆ ก็โดดเด่น หรือของถูกและดีหลายแบรนด์ดัน ‘ทำถึง’
เป็นเหมือนกับเราไหม? ที่เห็นเครื่องสำอางอะไรออกใหม่ก็รู้สึกเฉยๆ ไปหมด ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ดีไซเนอร์เปิดตัวคุชชั่นใหม่ ลายแพ็กเกจจิ้งลิมิเต็ดก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับเงินในกระเป๋า มันเป็นเพราะอะไรนะ? เราเป็นคนเดียวหรือเปล่า?
เราก็เคยเป็นคนหนึ่งที่ตกอยู่ในวังวน overconsumption #ของมันต้องมี และอยู่ในกลุ่มป้ายยาเครื่องสำอางราคาแพง แต่หลายปีที่ผ่านมาพอมานั่งดูลิปสติกในกรุแล้ว กลับกลายเป็นว่าทำไมเรามีลิปสติกราคาแพงสีเดียวกันเป็น 10 แท่งเลยล่ะ?! และอีกหลายสิบแท่งที่ต้องโยนทิ้งไปเพราะหมดอายุแล้วอย่างน่าเสียดาย หรือจะลิปสติกลายสวยแพ็กเกจจิ้งก็ได้แต่เก็บไว้เป็นของที่ระลึก ที่รวมมูลค่าแล้วก็ซื้อของชิ้นใหญ่หรือไปออกทริปได้สบายเลย
นี่แหละอาจจะเป็นสัญญาณ ‘สิ้นสุด’ ยุคของ ‘Lipstick effect’ หรือปรากฏการณ์ที่ผู้บริโภคเคยเลือกซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยชิ้นเล็กชิ้นน้อยท่ามกลางเศรษฐกิจที่ถดถอย ที่อาจจะไม่ใช่แค่ลิปสติกอย่างเดียว แต่อาจจะเป็นเครื่องสำอางชิ้นอื่นไปจนถึงไอเท็มแบรนด์เนมเล็กๆ น้อยๆ ที่เราไม่ได้อาจจะตั้งใจอยากครอบครองตั้งแต่แรก แต่ด้วยราคาที่จ่ายไปนั้นน้อยกว่าการซื้อของชิ้นใหญ่ เช่น ซื้อกระเป๋าสตางค์แทนกระเป๋าใบใหญ่ เพื่อให้ได้ก้าวเท้าไปในโลกแห่งลักซ์ชูสักนิดนึงก็ยังดีที่ไว้เยียวยาจิตใจยามเหนื่อยล้า
ทว่าตอนนี้หลายคนได้ตระหนักแล้วว่า รางวัลชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหล่านั้นได้สะสมกลายเป็นกองขยะในบ้านเมื่อถึงวันสิ้นอายุขัย การ underconsumption ก็กลับกลายเป็นทางเดินเส้นใหม่ของนักช็อป ที่พยายามใช้ ‘ของที่มีอยู่’ ให้หมดเสียก่อน เพราะบางครั้งเราก็เหนื่อยจะวิ่งตามการออกบิวตี้โปรดักต์ใหม่ๆ แต่ไม่ใช่ว่าเราจะไม่สนใจโลกบิวตี้เสียเลย เช่นกรณีตัวอย่างที่ e.l.f cosmetics ทุ่มทุนซื้อ rhode cosmetics ของ Hailey Bieber ในมูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ก็ยังเป็นตัวบ่งบอกว่า ณ ตอนนี้คนยังสนใจที่จะรักสวยรักงามอยู่ แต่เป็นในเวย์ที่เปลี่ยนไป แบบที่ซื้ออย่างมีสติมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
การที่ Hailey Bieber ใส่ตัวตนของตัวเองลงไปใน rhode cosmetics อย่างสม่ำเสมอ ด้วยผลิตภัณฑ์สกินแคร์ ลิปสติกทาปาก หรือการแต่งหน้าแบบง่ายๆ ไม่ได้หวือหวาแหวกแนว แหกกฎอะไร ทำให้ผู้บริโภครุ่นใหม่เข้าถึงแบรนด์และอินกับความงามตามธรรมชาติของตัวเองมากขึ้น บวกกับความใส่ใจที่จะดูแลแฟนๆ ขณะต่อแถวมาซื้อของที่ร้านป็อปอัพนี่แหละ ซื้อใจผู้บริโภคไปเลยเต็มๆ ที่สำคัญราคายังกลางๆ พอเข้าถึงได้ และยังได้ความเก๋เวลาใช้อีกด้วย เพราะแพคเกจจิ้งเขาน่ารักและเป็นที่จดจำ
อันนี้นับแค่นับพฤติกรรมของมนุษย์เจนวายเป็นต้นไปนะ มองกลับมาที่น้องเจนซี อีกปัจจัยหนึ่งคือการมีมีตัวเลือกแบรนด์ไทยที่มีคุณภาพในราคาน่ารักมากมาย ไหนจะแบรนด์จีน แบรนด์เกาที่ฟาดผู้บริโภคกลุ่มนี้ไปอย่างง่ายดาย แล้วเมคอัพลักซ์ชูจะทำอย่างไรต่อไปล่ะ?
มาดูกันที่บ้าน Fenty Beauty ที่นักร้อง Rihanna มีมูลค่าทางทรัพย์สินลดลง 400 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากแบรนด์ไม่โตตามคาด นับตั้งแต่วันแรกในปี 2017 ที่เธอสร้างปรากฏการณ์เปิดตัวรองพื้น 40 เฉดสีไปจุกๆ ให้ครอบคลุมทุกเฉดสีผิวบนโลกนี้จนตอนนี้ได้มีมากถึง 50 เฉดแล้ว และกลายเป็นแม่แบบให้หลายแบรนด์ต้องทำตาม แต่ต่อจากนั้นแล้วยังไงต่อที่จะสร้างความสนใจ และให้คนมาซื้อเครื่องสำอางอย่างต่อเนื่อง?
จากเว็บไซต์ beautymatter.com ระบุว่า บริษัทบิวตี้หัวใหญ่อย่าง Unilever Group ที่รวมผลิตภัณฑ์แมสไปจนถึงตลาดกลางอย่าง K18, Dove, Paula’s Choice มีรายได้เพิ่มขึ้น 2.3% ในปี 2024 เมื่อเทียบกับปี 2023 แผนกบิวตี้และเวลบีอิ้งของ Unilever รายงานว่ามียอดขายเพิ่มขึ้น 7.1% และมีปริมาณผลิตภัณฑ์ที่เติบโตขึ้น 5.5% ผู้บริหารมองเห็นการชะลอตัวของตลาดความงามในสหรัฐฯ ในผลประกอบการครึ่งปีแรก โดยหมวดความงามระดับเพรสทีจได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยบ้าน L’oreal รายงานว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสที่สอง คือหมวดเวชสำอางเพิ่มขึ้น 5.3% ได้แก่แบรนด์ CeraVe และ La Roche-Posay ที่โดดเด่นแซงหน้าด้วยยอดขายเพิ่มขึ้น 10.8% แต่ยังไม่เท่าที่ตั้งเป้าไว้ที่ 17.4%
นั่นเป็นเพราะเราอยู่ในยุคที่ “ราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางตลาดที่มีตัวเลือกให้เลือกมากมาย” Daniela Morosini ผู้สื่อข่าวความงามอาวุโสและบรรณาธิการโครงการพิเศษที่ The Business of Beauty ที่ BoF กล่าว เพราะส่วนผสมในโลกบิวตี้ ที่ประกอบไปด้วยการขึ้นราคา สินค้าล้นตลาด และการเปลี่ยนแพลตฟอร์มไปยังออนไลน์เช่น Amazon และ TikTok ได้ทำให้ความอยากได้ในสินค้าราคาแพงนั้นเจือจางลง ซึ่ง “มันยากนะที่จะทำให้ผู้คนมองเห็น แม้ว่าคุณจะเป็นแบรนด์ราคาเข้าถึงได้ แต่ทำอย่างไรที่จะดึงดูดคนให้เข้ามามีส่วนร่วม ให้หันมามอง” เธอเสริม
แบรนด์เคยได้รับผลประโยชน์มากจากสาวกผู้บริโภคที่เป็นแฟนคลับเหนียวแน่น แต่วันนี้ลูกค้าอยากมองหาและลองอะไรใหม่ๆ แต่หลังจากปีแห่งการ overconsumption นักช็อปก็เริ่มเบื่อหน่ายกับการ ‘ถอยใหม่ของที่ต้องมี’ เสียแล้ว “บางทีนั่นก็เป็นประเด็นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะกับนักช็อปชาวอเมริกันชนชั้นกลางที่เริ่มซื้อโปรดักต์บิวตี้น้อยลงตามสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยนั่นเอง”
เมื่อผู้บริโภคเริ่มหันมาใส่ใจเรื่องของราคา แบรนด์ควรตีความสำคัญกับแวลลูของตัวเองเสียใหม่ที่มากกว่าราคา Morosini แนะนำว่า แบรนด์อาจจะต้องลองกลับไป back to basic อีกครั้ง มองถึงแก่นหัวใจของการเริ่มแบรนด์ในวันแรก แล้วผลิตโปรดักต์ที่มีคุณภาพมากกว่าความถี่ในการออกโปรดักต์รุ่นใหม่ เพราะ “ผู้คนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับความรู้สึกและคุณค่าที่ได้จากแบรนด์มากกว่า”
ตอนนี้คนอาจจะโฟกัสที่ผลลัพธ์ปลายทาง ความคุ้มค่าในการใช้จ่ายมากกว่ารูปสวยในอินสตาแกรม ดังนั้นเหตุผลในการซื้อลิปสติกแบรนด์เนมแท่งต่อไปคืออะไรกันนะ?
อ้างอิง
https://www.businessoffashion.com/podcasts/beauty/recession-proof-beauty-industry-slowdown/
https://beautymatter.com/articles/beauty-may-not-be-as-recession-proof
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- หมดยุคของ ‘Lipstick Effect’ เมื่อการซื้อลิปสติกราคาแพงไม่ได้เยียวยาหัวใจได้เหมือนเมื่อก่อน เพราะทุกวันนี้ แบรนด์ราคากลางๆ ก็โดดเด่น หรือของถูกและดีหลายแบรนด์ดัน ‘ทำถึง’
- ผมไม่เป็นก้อน นุ่มพริ้วปลิวเป็นเส้น สไตล์คนสวยขา กับ 4 ไอเท็มดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ ขจัดความมันให้ผมสะอาดล้ำลึก ด้วยเทคโนโลยีและสารสกัดจากธรรมชาติ
- นี่คือกางเกงโยคะที่ดีไซน์มาให้ผู้หญิงใส่ได้ ‘ตลอดชีวิต’ ครบรอบ 10 ปี ‘Align’ กางเกงโยคะจาก Lululemon ไอเท็มที่สาวๆ หลายคนรัก เพราะเข้าใจสรีระและ มอบความรู้สึกดีทุกครั้งที่ใส่
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com