บลจ.อีสท์สปริงมองภาษีทรัมป์ ก้าวถัดไปเรียกเก็บรายเซ็กเตอร์
#บลจ.อีสท์สปริง#ทันหุ้น- บลจ.อีสท์สปริง ภาษีทรัมป์ไม่จบง่ายๆ จากเรียบเก็บเป็นรายประเทศ จะตามมาด้วยราย Sector ส่วนไทย ประเมินไว้ 3 กรณี แย่สุดดัชนี SETหลุดไป 940 จุด แต่กรณีดีสุดมีลุ้น 1,250 จุด โดยธีมลงทุนหุ้นไทยครึ่งปีหลังยังเด่นที่หุ้นปันผล
นายบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง กล่าวว่า การเรียกเก็บภาษีของสหรัฐแบบรายประเทศอาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของสงครามการค้า ก้าวต่อไปที่คู่ค้าสหรัฐอาจเจอคือการเรียกเก็บภาษีแบบรายกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) ซึ่งกลุ่มธุรกิจไหนที่โดนภาษีเพิ่มขึ้นก็จะลดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างรายได้และกำไร
สินค้ากลุ่มไหนที่สหรัฐขาดดุลการค้าสูง มีแนวโน้มที่จะถูกประธานาธิบดีสหรัฐ ทรัมป์ ปรับขึ้นภาษีนำเข้า ล่าสุดที่เป็นข่าวคือประกาศขึ้นภาษีนำเข้าทองแดง 50%และภาษียาที่อาจสูงถึง 200%ดังนั้นภาพของความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังคงมีต่อไป
*ประเมิน SET ผ่าน 3 มุมมอง
ในส่วนของผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษีจากสหรัฐนั้น นายบดินทร์ ประเมินไว้ 3 รูปแบบ กรณีที่ดีสุด ภายใต้สมมติฐานไทยถูกเรียกเก็บภาษีจากสหรัฐน้อยกว่า 20% บวกกับภาครัฐมีนโยบายกระตุ้นที่ชัดเจน เศรษฐกิจฟื้น ฟันด์โฟลว์กลับเข้ามา มองดัชนี SET ปี 2568 จะอยู่ที่ระดับ 1,200 -1,250 จุด แต่ในกรณีฐาน ที่ไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีจากสหรัฐที่ระดับ 20%เท่าเวียดนาม คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ที่ 1.5%มีการเบิกจ่ายงบได้ และฟันด์โฟลว์ยังไหลออก มองดัชนี SET ปี 2568 จะอยู่ที่ระดับ 1,040 -1,200 จุด
และในกรณีที่แย่สุด ไทยถูกเรียกเก็บภาษีจากสหรัฐที่ระดับ 36%ภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 1.5%และต่างชาติยังคงขายต่อเนื่อง มองดัชนี SET ปี 2568จะอยู่ที่ระดับ 940-1,040 จุด
“หุ้นไทยที่ขึ้นติดกันในสัปดาห์ก่อน ส่วนหนึ่งมาจากความคาดหวังเรื่องการเจรจาภาษีไทย และสหรัฐออกมาดี แต่ไม่ได้ประเมินกันตามพื้นฐานตลาด ดังนั้นถ้าผลออกมาผิดคาดก็อาจจะมีการขาย เซลออนแฟกต์ได้ อย่างไรก็ตามปัจจัยที่จะกระทบต่อหุ้นไทยไม่ได้มีแค่เรื่องภาษีสหรัฐ หากยังอยู่ที่การเบิกจ่ายงบของภาครัฐด้วย”
*ธีมหุ้นปันผล
ขณะที่ นายยิ่งยง เจียรวุฑฒิ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.อีสท์สปริง กล่าวว่า หุ้นไทยยังคงแนะนำลงทุนในธีมปันผล ซึ่งมีความแข็งแกร่งภายใต้สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดย SETHD เป็นดัชนีที่ติดลบเพียง 5-6%ซึ่งเทียบกับดัชนี SET ที่ปรับตัวลงมา 20% ทำให้ บลจ.อีสท์สปริง มองว่าในครึ่งปีหลังหากนักลงทุนที่สนใจหุ้นไทย กองทุน SETHDก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
นายยิ่งยง กล่าวอีกว่า สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง บลจ.อีสท์สปริงยังคงมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวัง โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยคาดว่า GDP จะอยู่ที่ราว 1.8% จากแรงกดดันด้านการค้าต่างประเทศที่อาจจะชะลอตัว การลงทุนภาคเอกชนที่อ่อนแอ และความไม่แน่นอนทางการเมือง แม้ภาคการท่องเที่ยวจะชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ เปิดโอกาสให้ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาลดดอกเบี้ยได้อีกหนึ่งครั้ง หากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่คาด สำหรับการลงทุนในไทยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบเน้นหุ้นปันผลสูง เพื่อช่วยลดความผันผวนและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง
ในส่วนของเศรษฐกิจสหรัฐ จะชะลอตัวลง เหลือประมาณ 1.4% ในปี 2025 และ 1.6% ในปี 2026 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อน่าจะยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คาดว่าจะเริ่มทยอยลดดอกเบี้ย เมื่อเห็นอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น
ในฝั่งของจีน จากการที่สหรัฐมีการลดภาษีนำเข้าสินค้าจีนและมีการผ่อนผันระยะเวลาออกไป 90 วัน ทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยลดลงเหลือราว 35% แต่ยังถือเป็นแรงกดดันต่อ GDP ประมาณ 1% ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม อีสท์สปริงยังคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตได้ราว 4.5% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายการคลังและมาตรการกระตุ้นเฉพาะด้าน และคาดว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมในช่วงต้นไตรมาส 4/2025 ขณะที่ราคาหุ้นที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ ช่วยเปิดโอกาสสำหรับนักลงทุนสำหรับการเติบโตในระยะยาว
อินเดีย กลายเป็นผู้รับผลประโยชน์สูงสุดในภูมิภาคเอเชีย จากโครงสร้างการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะเติบโตที่ 6.4% ในปีนี้ และ 6.6% ในปีหน้า ทั้งนี้ หากสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐได้เพิ่มเติม จะช่วยให้อินเดียเพิ่มเสน่ห์ในฐานะศูนย์กลางการผลิตของโลก แม้หุ้นอินเดียจะมีมูลค่าที่แพงกว่าตลาดหุ้นเอเชีย แต่ก็ยังคงมีเสถียรภาพจากนโยบายการเงินที่เอื้ออำนวย รวมถึงได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิต (Reshoring)