โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

บลจ.อีสท์สปริงมองภาษีทรัมป์ ก้าวถัดไปเรียกเก็บรายเซ็กเตอร์

ทันหุ้น

อัพเดต 21 ก.ค. 2568 เวลา 03.53 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 03.53 น.

#บลจ.อีสท์สปริง#ทันหุ้น- บลจ.อีสท์สปริง ภาษีทรัมป์ไม่จบง่ายๆ จากเรียบเก็บเป็นรายประเทศ จะตามมาด้วยราย Sector ส่วนไทย ประเมินไว้ 3 กรณี แย่สุดดัชนี SETหลุดไป 940 จุด แต่กรณีดีสุดมีลุ้น 1,250 จุด โดยธีมลงทุนหุ้นไทยครึ่งปีหลังยังเด่นที่หุ้นปันผล

นายบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง กล่าวว่า การเรียกเก็บภาษีของสหรัฐแบบรายประเทศอาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของสงครามการค้า ก้าวต่อไปที่คู่ค้าสหรัฐอาจเจอคือการเรียกเก็บภาษีแบบรายกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) ซึ่งกลุ่มธุรกิจไหนที่โดนภาษีเพิ่มขึ้นก็จะลดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างรายได้และกำไร

สินค้ากลุ่มไหนที่สหรัฐขาดดุลการค้าสูง มีแนวโน้มที่จะถูกประธานาธิบดีสหรัฐ ทรัมป์ ปรับขึ้นภาษีนำเข้า ล่าสุดที่เป็นข่าวคือประกาศขึ้นภาษีนำเข้าทองแดง 50%และภาษียาที่อาจสูงถึง 200%ดังนั้นภาพของความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังคงมีต่อไป

*ประเมิน SET ผ่าน 3 มุมมอง

ในส่วนของผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษีจากสหรัฐนั้น นายบดินทร์ ประเมินไว้ 3 รูปแบบ กรณีที่ดีสุด ภายใต้สมมติฐานไทยถูกเรียกเก็บภาษีจากสหรัฐน้อยกว่า 20% บวกกับภาครัฐมีนโยบายกระตุ้นที่ชัดเจน เศรษฐกิจฟื้น ฟันด์โฟลว์กลับเข้ามา มองดัชนี SET ปี 2568 จะอยู่ที่ระดับ 1,200 -1,250 จุด แต่ในกรณีฐาน ที่ไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีจากสหรัฐที่ระดับ 20%เท่าเวียดนาม คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ที่ 1.5%มีการเบิกจ่ายงบได้ และฟันด์โฟลว์ยังไหลออก มองดัชนี SET ปี 2568 จะอยู่ที่ระดับ 1,040 -1,200 จุด

และในกรณีที่แย่สุด ไทยถูกเรียกเก็บภาษีจากสหรัฐที่ระดับ 36%ภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 1.5%และต่างชาติยังคงขายต่อเนื่อง มองดัชนี SET ปี 2568จะอยู่ที่ระดับ 940-1,040 จุด

“หุ้นไทยที่ขึ้นติดกันในสัปดาห์ก่อน ส่วนหนึ่งมาจากความคาดหวังเรื่องการเจรจาภาษีไทย และสหรัฐออกมาดี แต่ไม่ได้ประเมินกันตามพื้นฐานตลาด ดังนั้นถ้าผลออกมาผิดคาดก็อาจจะมีการขาย เซลออนแฟกต์ได้ อย่างไรก็ตามปัจจัยที่จะกระทบต่อหุ้นไทยไม่ได้มีแค่เรื่องภาษีสหรัฐ หากยังอยู่ที่การเบิกจ่ายงบของภาครัฐด้วย”

*ธีมหุ้นปันผล

ขณะที่ นายยิ่งยง เจียรวุฑฒิ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.อีสท์สปริง กล่าวว่า หุ้นไทยยังคงแนะนำลงทุนในธีมปันผล ซึ่งมีความแข็งแกร่งภายใต้สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดย SETHD เป็นดัชนีที่ติดลบเพียง 5-6%ซึ่งเทียบกับดัชนี SET ที่ปรับตัวลงมา 20% ทำให้ บลจ.อีสท์สปริง มองว่าในครึ่งปีหลังหากนักลงทุนที่สนใจหุ้นไทย กองทุน SETHDก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

นายยิ่งยง กล่าวอีกว่า สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง บลจ.อีสท์สปริงยังคงมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวัง โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยคาดว่า GDP จะอยู่ที่ราว 1.8% จากแรงกดดันด้านการค้าต่างประเทศที่อาจจะชะลอตัว การลงทุนภาคเอกชนที่อ่อนแอ และความไม่แน่นอนทางการเมือง แม้ภาคการท่องเที่ยวจะชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ เปิดโอกาสให้ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาลดดอกเบี้ยได้อีกหนึ่งครั้ง หากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่คาด สำหรับการลงทุนในไทยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบเน้นหุ้นปันผลสูง เพื่อช่วยลดความผันผวนและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง

ในส่วนของเศรษฐกิจสหรัฐ จะชะลอตัวลง เหลือประมาณ 1.4% ในปี 2025 และ 1.6% ในปี 2026 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อน่าจะยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คาดว่าจะเริ่มทยอยลดดอกเบี้ย เมื่อเห็นอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น

ในฝั่งของจีน จากการที่สหรัฐมีการลดภาษีนำเข้าสินค้าจีนและมีการผ่อนผันระยะเวลาออกไป 90 วัน ทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยลดลงเหลือราว 35% แต่ยังถือเป็นแรงกดดันต่อ GDP ประมาณ 1% ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม อีสท์สปริงยังคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตได้ราว 4.5% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายการคลังและมาตรการกระตุ้นเฉพาะด้าน และคาดว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมในช่วงต้นไตรมาส 4/2025 ขณะที่ราคาหุ้นที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ ช่วยเปิดโอกาสสำหรับนักลงทุนสำหรับการเติบโตในระยะยาว

อินเดีย กลายเป็นผู้รับผลประโยชน์สูงสุดในภูมิภาคเอเชีย จากโครงสร้างการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะเติบโตที่ 6.4% ในปีนี้ และ 6.6% ในปีหน้า ทั้งนี้ หากสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐได้เพิ่มเติม จะช่วยให้อินเดียเพิ่มเสน่ห์ในฐานะศูนย์กลางการผลิตของโลก แม้หุ้นอินเดียจะมีมูลค่าที่แพงกว่าตลาดหุ้นเอเชีย แต่ก็ยังคงมีเสถียรภาพจากนโยบายการเงินที่เอื้ออำนวย รวมถึงได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิต (Reshoring)

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...